ภายในห้องของเรือนรับรองทางปีกตะวันตกสำนักหลิวขจี
ไป๋หยุนเฟยนอนเหยียดกายบนเตียง ทั้งร่างกลายเป็สีแดงฉานน่าหวาดหวั่น คิ้วทั้งสองขมวดมุ่นด้วยความเ็ปขณะที่สองมือบีบเกร็งจนเล็บจิกลงไปใต้ิั โลหิตที่หลั่งออกมาถึงกับระเหยเป็ไอทันที เส้นเืดำทั้งสองแขนและลำคอปูดโปนจนมองเห็นได้ชัดเจน ิัแตกระแหงราวกับแผ่นดินที่แห้งแล้ง --- ที่น่าใที่สุดคือแขนขวาที่บิดเบี้ยวจนผิดรูป ใต้ิัมีโลหิตไหลซึมออกมาไม่หยุดก่อนจะระเหยกลายเป็หมอกสีโลหิต
อุณหภูมิภายในห้องเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างไป๋หยุนเฟย แม้แต่ฟูกใต้ร่างมันยังถูกเผาจนกลายเป็จุดดำ ราวกับว่า... มีลูกไฟวิ่งพล่านอยู่ในร่างของไป๋หยุนเฟย ลูกไฟนี้พร้อมจะทะลวงอกออกมาจากร่างเพื่อแผดเผามันกลายเป็เถ้าถ่านได้ทุกเมื่อ
หงยินนั่งที่ข้างเตียงยื่นมือวางอยู่เหนือทรวงอกของไป๋หยุนเฟย คิ้วมันขมวดแแ่ขณะที่หลับตาจมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด
ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดหงยินก็ลืมตาและยืนขึ้นอย่างแช่มช้าก่อนจะหันหลังกลับไปเผชิญหน้าหยิวชิงเฟิงกับพวก
“พี่ใหญ่หงยิน เกิดอะไรขึ้นกับพี่หยุนเฟย? เขาจะไม่เป็ไรใช่ไหม? ได้โปรดเถอะ... ท่านต้องช่วยพี่หยุนเฟย!” ฉู่อวี้เหอรีบเข้าไปหาหงยินทันทีที่เห็นมันยืนขึ้น นางแหงนหน้าขึ้นมองหงยินด้วยสีหน้าคาดหวัง
หยิวชิงเฟิงก็เดินเข้ามาเพื่อดูอาการของไป๋หยุนเฟย มันถามอย่างกังวลว่า “หงยิน ดูแล้วอาการของน้องหยุนเฟยไม่อาจวางใจได้! ท่านมีวิธีรักษาหรือไม่?”
หงยินถอนหายใจสั่นศีรษะ “ยามนี้อาการของหยุนเฟยย่ำแย่นัก ไม่ทราบว่ามันใช้วิธีการใดยกระดับพลังสู่ด่านภูติญญาและมันควบแน่นพลังธาตุไฟเป็แก่นพลังอย่างไร แต่เนื่องเพราะมันยกระดับพลังรวดเร็วเกินไปร่างกายจึงไม่อาจประสานกับพลังธาตุไฟได้อย่างสมบูรณ์ มิหนำซ้ำเคล็ดิญญาที่หยุนเฟยใช้กลับควบแน่นพลังธาตุไฟเป็แก่นพลังได้เพียงครึ่งเดียว ระหว่างการต่อสู้อาจไม่มีอันใดผิดปกติ แต่ยิ่งใช้พลังธาตุไฟมากเท่าใด ก็ยิ่งเร่งเร้าให้อาการมันกำเริบเร็วขึ้นเท่านั้น พลังธาตุไฟอีกครึ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมจะทวีจำนวนขึ้นและอาละวาดเผาผลาญภายในร่าง หากเป็เช่นนี้ต่อไปเกรงว่ามันอาจจะถึงแก่ชีวิต...”
สองคิ้วหงยินขมวดแแ่ขึ้น “ยามนี้ภายในร่างมันปั่นป่วนสับสน ข้าจึงไม่กล้าลงมืออย่างผลีผลาม หากมีผู้ฝึกปรือิญญาธาตุน้ำอยู่อาจสามารถระงับอาการลงได้ชั่วคราว แต่ทว่า ด้วยพลังิญญาที่ผูกพันธะกับธาตุลมเช่นข้าหรือธาตุไม้เช่นท่าน พวกเราไม่สามารถทำอันใดเพื่อระงับพลังธาตุไฟที่พลุ่งพล่านภายในร่างของหยุนเฟยได้...”
“ถ้าเช่นนั้นจะทำอย่างไรดี? มิใช่ท่านบอกว่ายิ่งทอดเวลาเนิ่นนานไปก็ยิ่งอันตรายขึ้นหรอกหรือ...” สองคิ้วมู่หว่านชิงขมวดเป็ปมด้วยความกังวล
หยิวชิงเฟิงมองดูหงยินชั่วขณะก่อนจะเอ่ยปากขึ้นอย่างกะทันหัน “หงยิน หากเป็ท่าน ท่านสามารถทำได้ใช่หรือไม่? ท่านสามารถขจัดแก่นพลังธาตุไฟที่ไม่เสถียรในร่างมันได้...”
หงยินพยักหน้าอย่างแ่เบา “ข้าย่อมทำได้ แต่ทว่าหากพวกเราทำเช่นนั้นจริง จะกลายเป็การทำลายอนาคตของหยุนเฟยไปทั้งชีวิต! ไม่เพียงฝีมือมันจะถดถอยกลับเป็วีรชนิญญา แต่ชั่วชีวิตนี้มันจะไม่อาจทะลวงข้ามสู่ด่านภูติญญาได้อีก...”
“ว่ากระไร? เป็ความจริงหรือ?” มู่หว่านชิงตะลึงงัน “หรือผลข้างเคียงจากเคล็ดิญญาจะน่ากลัวถึงเพียงนี้?”
หงยินสั่นศีรษะ “อาการของหยุนเฟยออกจะผิดปกติอยู่บ้าง ข้าไม่ทราบจริงๆว่ามันทำอะไรกันแน่... แต่หากไม่ถึงคราคับขัน ข้าไม่้าจะทำลายอนาคตของมัน...”
หงยินหันไปมองไป๋หยุนเฟยที่ใบหน้าราวกับทวีความเ็ปยิ่งขึ้น ขณะก้มศีรษะครุ่นคิดสองตาหงยินก็ทอประกายวูบราวกับลังเลยากตัดสินใจ ครู่ต่อมาดูเหมือนหงยินจะตัดสินใจได้ สายตามันเปลี่ยนเป็เด็ดเดี่ยวยามหันกายมาหาหยิวชิงเฟิง “พี่หยิว ข้า้าความช่วยเหลือจากท่าน”
หยิวชิงเฟิงตะลึงงัน “เอ๊ะ? หรือท่านคิดหาวิธีช่วยหยุนเฟยได้แล้ว? หาก้าให้ข้าช่วยสิ่งใดก็บอกมา ข้าจะช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง!”
หงยินสะบัดแขนขวาวูบ มิคาดว่ามันจะนำสมุนไพรมากมายออกมาจากแหวนช่องมิติ ทั้งหมดดูเหมือนกับเป็ส่วนผสมของตัวยาทั้งสิ้น --- อย่างน้อยต้องมีถึงสิบกว่าชนิด ปรากฏลมพัดออกจากร่างของหงยินอย่างนุ่มนวลประคองส่วนผสมทั้งหมดลอยค้างอยู่ในอากาศ
ส่วนมืออีกข้างของหงยินกลับปรากฏเปลวไฟขนาดเท่าฝ่ามือขึ้น ที่แท้เป็วัตถุที่ถูกห่อหุ้มด้วยเปลวไฟสีแดงฉาน ยามที่ปรากฏขึ้นอุณหภูมิในห้องก็พุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว พลังธาตุไฟในร่างไป๋หยุนเฟยถึงกับสั่นไหวเป็จังหวะสอดประสานกับเปลวไฟจากวัตถุชิ้นนี้
หงยินมองดูสมุนไพรที่ลอยอยู่ตรงหน้าชั่วครู่ก่อนจะหันไปหาหยิวชิงเฟิง “ใช้พลังธาตุไม้ของท่านแยกตัวยาออกจากส่วนผสมเหล่านี้ จากนั้นผสมเข้ากับของสิ่งนี้ให้หยุนเฟยรับประทาน สมควรช่วยให้มันรอดพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้”
หยิวชิงเฟิงเหม่อมองดูสมุนไพรที่ลอยอยู่ในอากาศเบื้องหน้าหงยินอย่างซึมเซา แต่ละชนิดล้วนเป็สมุนไพรอันล้ำค่า แต่ทว่ายามที่มองเห็นวัตถุในมือหงยิน หยิวชิงเฟิงถึงกับแตกตื่นตะลึงลาน สองตามันเบิกกว้างก่อนจะโพล่งออกมาสุดเสียง “นี่เป็... เห็ด... เห็ดิญญาอัคคี!!”
มู่หว่านชิงก็ตื่นตะลึงยามััได้ถึงพลังธาตุไฟอันกล้าแข็งจากวัตถุในมือหงยินเช่นกัน แต่เมื่อได้ยินหยิวชิงเฟิงกล่าวตะกุกตะกักก็อดไม่ได้ต้องเอ่ยปากถามอย่างสับสน “ชิงเฟิง อะไรคือเห็ดิญญาอัคคี? ไฉนข้าจึงรู้สึกว่ามัน...”
“ท่านััได้ว่ามันเปี่ยมด้วยพลังธาตุไฟกระมัง?” หยิวชิงเฟิงพยักหน้าหลังจากสงบใจลงได้ มันกล่าวอธิบายว่า “ััท่านไม่ผิดพลาด ‘เห็ดิญญาอัคคี’นี้เปี่ยมล้นด้วยพลังธาตุไฟอันบริสุทธิ์ สมบัติล้ำค่านี้เติบโตในส่วนลึกที่สุดของป่าอสูริญญาภายในูเาไฟล้านปี จากต้นอ่อนต้องใช้เวลาหลายร้อยปีจึงจะเติบโตเต็มที่ สามารถช่วยให้ผู้ฝึกปรือิญญาด่านวีรชนิญญาสามารถทะลวงสู่ด่านภูติญญาได้ทันที มิหนำซ้ำยังช่วยให้ควบแน่นแก่นพลังธาตุไฟได้อย่างง่ายดายปราศจากอันตราย! แม้แต่ผู้ฝึกปรือิญญาที่ไม่มีคุณสมบัติเข้ากับธาตุไฟเห็ดนี้ก็สามารถช่วยให้สามารถสร้างพันธะกับธาตุไฟในขอบเขตที่เหนือคนทั่วไป สามารถกล่าวได้ว่าผู้ใดเห็ดิญญาอัคคีก็นับว่าพลังแห่งด่านภูติญญาเอาไว้แล้ว!”
“มิหนำซ้ำ สำหรับผู้ฝึกปรือิญญาด่านภูติญญาที่ไม่ได้สร้างพันธะกับธาตุไฟ สิ่งนี้ยังช่วยให้สามารถดูดซับพลังธาตุไฟเข้าสู่ร่างได้สำเร็จอีกด้วย!” หยิวชิงเฟิงอธิบายก่อนจะหันไปหาหงยิน “ท่านแน่ใจว่าจะมอบให้ไป๋หยุนเฟยจริงหรือ? เื่นี้...”
หงยินพยักหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว “เื่สำคัญคือช่วยชีวิตคน ข้าต้องขอรบกวนพี่หยิวแล้ว”
หยิวชิงเฟิงใคร่ครวญชั่วครู่ก่อนจะตอบตกลงในทันที “ประเสริฐมาก! ในเมื่อน้องหงยินยอมสละสมบัติล้ำค่าเพื่อช่วยชีวิตคนโดยไม่ลังเล มีหรือที่ข้าจะตระหนี่ไม่ยอมสิ้นเปลืองพลังธาตุได้?!”
หยิวชิงเฟิงยื่นมือดึงดูดส่วนผสมทั้งหมดเข้ามาในมือ หลังจากสงบใจชั่วครู่ก็ปรากฏทรงกลมแสงสีเขียวขึ้นเหนือฝ่ามือห่อหุ้มส่วนผสมชนิดหนึ่งเข้าไปหมุนวนอยู่ภายใน มองจากภายนอกสามารถเห็นสมุนไพรค่อยๆแห้งเหี่ยวกลายเป็ฝุ่นผง เหลือเพียงของเหลวใสสะอาดที่ถูกกลั่นลอยออกมา
หลังจากผ่านกระบวนการกลั่นแยกตัวยาอีกหลายครั้ง ส่วนผสมทั้งหลายที่หงยินนำออกมาก็กลายเป็ฝุ่นผงไปหมดสิ้น หลงเหลือให้เห็นเพียงหยดของเหลวใส่สะอาดอยู่สิบกว่าหยด
หยิวชิงเฟิงหลั่งเหงื่อโซมหน้ามองดูเห็ดิญญาอัคคีในมือหงยิน ไม่แน่ใจว่าจะกลั่นด้วยวิธีเดียวกับส่วนผสมอื่นดีหรือไม่ ขณะที่จ้องมองด้วยความลังเล หงยินก็กล่าวขึ้น “พี่หยิวท่านเหน็ดเหนื่อยแล้ว ไม่จำเป็ต้องกลั่นแยกเห็ดนี้อีก ที่เหลือให้ข้าจัดการเอง”
หลังจากระบายลมหายใจอย่างแ่ล้า ทรงกลมแสงสีเขียวในมือหยิวชิงเฟิงก็ลอยกลับเข้าสู่ร่าง จากนั้นหยิวชิงเฟิงจึงล่าถอยออกไปทรุดกายลงบนม้านั่งที่ด้านข้าง เห็นได้ชัดว่าการกลั่นสกัดตัวยาออกจากส่วนผสมทั้งหลายสิ้นเปลืองพลังของมันมากมายยิ่ง
หงยินยื่นมือดึงดูดหยดของเหลวเข้ามาสู่ฝ่ามืออย่างแช่มช้า ก่อนจะปรากฏลมหมุนสีครามสดใสก่อตัวขึ้นเหนือฝ่ามืออีกข้างนำพาตัวยาไปหมุนวนรอบเห็ดิญญาอัคคี ผ่านไปครู่ใหญ่เห็ดิญญาอัคคีจึงเกิดเสียง‘ปัง’ขึ้นก่อนจะกลายเป็ลูกไฟขนาดเท่ากำปั้น หยดของเหลวที่หมุนวนโดยรอบก็ถูกเปลวไฟกลืนกินไปหมดสิ้น อุณหภูมิหายในห้องถึงกับพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม
ใบหน้าหงยินเคร่งขรึมจริงจังขณะที่ลมหมุนเริ่มหมุนเร็วขึ้นทุกที ลูกไฟในมือค่อยๆหดเล็กลงทีละน้อยราวกับถูกพลังบีบอัด สุดท้ายจึงถูกบีบลงจนมีขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารก มิหนำซ้ำตัวยาทั้งหลายก็ถูกหลอมกลืนเป็หนึ่งเดียวกับลูกไฟจนหมดสิ้น
หงยินระบายลมหายใจแ่เบาพร้อมกับส่งลูกไฟไฟที่ร่างของไป๋หยุนเฟย หงยินเพ่งตามองไปยังไป๋หยุนเฟยพลางกล่าวอย่างนุ่มนวล “หยุนเฟย ข้าทราบว่าเ้าได้ยินที่ข้าพูด ข้าจะช่วยรักษาให้แก่เ้า จงอย่าปฏิเสธ ให้เ้าชักนำสิ่งนี้เข้าไปหลอมรวมกับแก่นพลังิญญา มันจะช่วยควบคุมพลังธาตุไฟในร่างและช่วยให้เ้าพ้นจากอันตราย!”
ดวงตาไป๋หยุนเฟยยังปิดสนิท ร่างยังคงสั่นสะท้าน แต่ยังคงเค้นเสียงจากไรฟันแ่เบาตอบรับคำพูดของหงยิน
ดวงตาหงยินปราศจากความลังเล มันใช้มือซ้ายบีบคางไป๋หยุนเฟยให้อ้าปากขึ้น จากนั้นใช้มือขวาป้อนลูกไฟในมือเข้าปากไป๋หยุนเฟยทันที!
ร่างไป๋หยุนเฟยสั่นกระตุกอย่างรุนแรง มันขบกรามแแ่ยามที่กลืนลูกไฟลงสู่กระเพาะ จากนั้นใบหน้าบิดเบี้ยวจากความเ็ปที่ทวีขึ้น ร่างกายไป๋หยุนเฟยถึงกับถูกฉีกเปิดออก กระนั้นรอยแผลกลับไม่มีโลหิตหลั่งออกมา จะมีก็แต่หมอกโลหิตที่พวยพุ่งออกไม่หยุดยั้ง
จากนั้นไม่นาน คิ้วของไป๋หยุนเฟยก็คลายออก อาการสั่นสะท้านก็สงบลง ราวกับอาการของมันเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ
เมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ในที่สุดหงยินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นจึงหันไปกล่าววาจากับทุกคนว่า “ไม่เป็ไรแล้ว พวกเราออกไปกันเถอะ ต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวหยุนเฟยเองแล้ว หากไม่มีอันใดผิดพลาดวันพรุ่งนี้มันสมควรจะหายดี...”
หลังเดินออกจากห้อง หงยินมองดูหยิวชิงเฟิงและพวกเดินจากไป มันยืนอยู่กลางลานเรือนรับรองจมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิดก่อนจะสั่นศีรษะ “ทำเช่นนี้ก็นับว่าสมควรแล้ว ในเมื่อข้าไม่ได้ฝึกปรือพลังธาตุไฟแต่แรก... แต่เื่นี้ต้องเก็บเป็ความลับไม่ให้ไป๋หยุนเฟยทราบ หวังว่ามันจะไม่สร้างความผิดหวังให้แก่ข้า...”
จากนั้นหงยินจึงกลับเข้าห้องปิดประตู เรือนรับรองปีกตะวันตกจึงกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
ดวงจันทร์เริ่มเคลื่อนขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกับดาราเริ่มกระพริบแสง เวลาเคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้าขณะที่ไป๋หยุนเฟยยังคงสงบนิ่งอยู่ภายในห้อง ในร่างมันพลังธาตุไฟที่ปะทุอาละวาดยังคงปั่นป่วน แต่พลังที่พลุ่งพล่านค่อยๆสงบลงกลายเป็กระแสพลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง หดรั้งแล้วแผ่ขยายราวกับจังหวะการเต้นของหัวใจ
ราตรีสิ้นสุดแปรเปลี่ยนเป็รุ่งอรุณ ชั่วขณะที่แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาในห้อง นิ้วมือไป๋หยุนเฟยเริ่มขยับเคลื่อนไหว ดวงตามันค่อยๆลืมขึ้นอย่างแช่มช้า...
