ดวงดาวพราวเต็มฟ้า
วันธรรมดาวันหนึ่ง
ฟ้ายังไม่ทันสาง เหล่าบ่าวรับใช้ในตระกูลขุนนางก็ตื่นขึ้นมาทำงานแล้ว งานแรกที่ต้องทำในทุกวันคือจัดการสิ่งปฏิกูลของเ้านายตน
สิ่งปฏิกูลที่สะสมมาตลอดคืน ไม่ว่าจะกระโถนปัสสาวะ หรือกระโถนอุจจาระล้วนแต่เต็มแล้ว
กระโถนเหล่านี้ต้องใช้ผ้าไหม และผ้าทอปิดไว้ หากเป็ครอบครัวเศรษฐี ก็ยังจะจุดธูปหอมเพื่อกลบกลิ่นอีกด้วย
แต่ก็แน่นอนว่าไม่ว่าจะปิดจะครอบอย่างไร สิ่งที่อยู่ด้านในก็ยังเป็อาจมที่ยังต้องให้บ่าวรับใช้นำไปเทให้เรียบร้อย
ชายชราที่รับหน้าที่คอยนำของเสียเหล่านี้ไปเททิ้ง เมื่อนำผ้ามาปิดหน้าปิดตาเรียบร้อยแล้ว ก็เข็นรถเข็นนำของเหล่านี้ผ่านเรือนแต่ละหลังไป
รอจนเก็บกวาดทั้งหมดเรียบร้อย ขอบฟ้าก็ปรากฏแสงรำไร
บนถนนก็ไม่เงียบงันอีกต่อไป
คนสัญจรไปมาเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
แน่นอนว่าคนที่ตื่นเช้าถึงเพียงนี้ย่อมเป็คนใช้แรงงาน เพราะเหล่าคนมีอันจะกิน เหล่าคนมีอำนาจ ปกติย่อมไม่มีทางจะตื่นเช้าขนาดนี้
ชายชราที่กำลังเข็นรถอยู่นั้น แม้จะมีผ้าปิดหน้าอยู่ แต่เพราะปรากฏตัวอยู่เช่นนี้ทุกเช้า ผู้คนจึงได้รู้สึกคุ้นเคยกับเขาเป็อย่างดี ยามเดินผ่านผู้คนจึงมีคนพยักหน้าให้ บ้างก็ทักทายอยู่เป็ครั้งคราว
เมื่อมองไปทางป้ายประกาศจากราชสำนักก็เห็นบุรุษในอาภรณ์หรูหรากำลังยืนอยู่
ชายชราไม่รู้หนังสือ ทว่าเมื่อมองไปทางป้ายที่มีประกาศแปะอยู่หนึ่งแผ่นนั้น ที่แท้ก็มีชายหนุ่มยืนอยู่สามคน สองคนในนั้นกำลังพยุงชายคนหนึ่งที่ท่าทางปวกเปียกราวกับดินเหนียว ชายชราที่ยืนอยู่ไกลๆ เห็นแล้วก็อดที่จะถ่มน้ำลายออกมาไม่ได้ บุรุษที่ไร้น้ำยาเช่นนี้ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง
จากนั้นก็เห็นชายทั้งสามหมุนกายเดินลับหายไปท่ามกลางแสงตะวันยามเช้า ความรู้สึกอิจฉาพลันผุดขึ้นมาในใจของชายชรา
แต่ก็ทำได้เพียงเข็นรถจากไป
ชายชราเร่งเข็นรถเข็นออกนอกเมือง หากช้าอีกหน่อย กลิ่นเหล่านี้จะทำให้คนอื่นๆ ทนไม่ไหวจนถูกเอ็ดเป็แน่
เมื่อชายชราออกจากเมืองไปแล้ว ในเมืองก็เริ่มคึกคัก
ฟ้าสว่างแล้ว
หน้าป้ายประกาศจากราชสำนักก็ค่อยๆ มีคนล้อมเข้ามา
มีทั้งชาวแคว้นเชิน และคนจากแคว้นอื่นๆ
แคว้นเชินเป็แคว้นที่แข็งแกร่งที่สุด แคว้นรุ่งเรืองประชาชนเข้มแข็ง เหล่าคนที่เดินทางมาถึงต่างก็รู้สึกว่าแคว้นเชินเจริญรุ่งเรืองที่สุดแล้ว ทั้งนี้เมื่อเห็นคนต่างถิ่นปรากฏตัวในเมืองเช่นนี้ จึงไม่ใช่เื่แปลกอะไร
“เปิดสอบเอินเคอหรือ พี่หู แคว้นเชินมีเื่ใหญ่ให้ฉลองหรือ หรือว่าจะเป็วันประสูติของไทเฮาแคว้นเชินกัน”
หน้าป้ายประกาศมีชายหนุ่มสวมชุดทหารยามคนหนึ่งยืนอยู่ พ่อค้าหนุ่มจากต่างถิ่นเอ่ยถามขึ้น
แคว้นเชินให้ความสำคัญกับการเพาะปลูกมากกว่าพ่อค้า สถานะของพ่อค้าไม่นับว่าสูงส่ง ทั้งองคาพยพของชายคนนี้ยังคมชัด ปลายจมูกเชิดขึ้น ดูแล้วก็ไม่ใช่คนแคว้นเชินอย่างแน่นอน คนรอบๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พากันหัวเราะถากถางแล้วค่อยอธิบายให้เขาฟัง
“ไทเฮาสิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว การเปิดสอบเอินเคอนี้เปิดขึ้นเพื่อเป็ราชกุศลให้องค์หญิง” คนข้างๆ อธิบาย
“ที่แท้แคว้นเชินก็ให้ความสำคัญกับองค์หญิงมากถึงเพียงนี้ ถึงขั้นเปิดสอบเอินเคอเพื่อนางเชียวหรือ” พ่อค้าต่างถิ่นคนเดิมถามขึ้นพร้อมใบหน้าตื่นใ
ไม่ใช่เพียงแค่พ่อค้าต่างถิ่นเท่านั้น ในเวลาเดียวกันคนอื่นๆ ในเมืองก็ล้วนรู้สึกเช่นนี้กัน
ที่ผ่านมาแคว้นเชินไม่ได้ขึ้นชื่อเื่ความกตัญญูหรือ
ว่ากันว่าบิดามารดาผู้ให้กำเนิดยิ่งใหญ่ที่สุด ทั้งบุตรสาวและบุตรชายก็ล้วนต้องยกย่องให้เป็ใหญ่ที่สุด
ไม่อาจจะไม่ยกบิดามารดาให้ใหญ่ที่สุดได้ ต่อให้บิดามารดาเกิดแกล้งลืมตาไม่ขึ้นสักข้าง เตะขาสักหน บุตรต่อให้เป็ขุนนางใหญ่โตเพียงใดก็ล้วนแต่ต้องกลับบ้านไปปฏิบัติราวกับจะสิ้นบิดามารดา จะไปสักปีหรือสามปี ต่อให้หยุดหายไปนานถึงเพียงนี้ ยามกลับมาก็ล้วนแต่ไม่มีใครจดจำ
เมื่อเป็เช่นนี้ สถานะของบิดามารดาจึงสูงส่งนัก แต่สถานะของบุตรกลับต้อยต่ำเหลือเกิน
ทว่าฮ่องเต้แคว้นเชินเพื่ออาการป่วยขององค์หญิงแล้วกลับยอมเปิดสอบเอินเคอ แสดงให้เห็นว่าให้ความสำคัญกับองค์หญิงเป็อย่างยิ่ง
องค์หญิงองค์ย่อมจะต้องไม่เหมือนกับคนอื่นๆ
ย่อมไม่มีทางเหมือน
เดิมทีที่ฮ่องเต้จะเปิดสอบเอินเคอเพื่อองค์หญิงที่สลบไสลไปนั้นน่าจะถูกต่อต้านครั้งใหญ่ ทว่ากลับไม่คาดคิดว่าเหล่าขุนนางในครั้งนี้จะเออออตามน้ำตอบตกลงเป็เอกฉันท์
ทั้งยังมีประกาศจากทางราชสำนักออกมาเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าเื่นี้ได้รับการอนุญาตแล้ว
ฮ่องเต้เวินไม่ใช่คนรอบคอบเท่าใด ทั้งบางครั้งก็เลอะเลือนอยู่บ่อยๆ
ราชครูกล่าวเื่เปิดสอบเอินเคอแล้วองค์หญิงจะฟื้น เขาก็ได้แต่รออยู่เงียบๆ ให้องค์หญิงฟื้นขึ้นมา หากนางไม่ฟื้นก็ค่อยไปคิดบัญชีกับราชครู
หน้าป้ายประกาศมีคนหลากหลายมารวมตัวกัน หนึ่งในนั้นมีชายผมยาววัยกลางคนยืนอยู่
ใบหน้าคมสันพร้อมผมยาวสยายประบ่าที่ตั้งตรง ร่างกำยำสวมชุดยาวเรียบง่ายชุดหนึ่ง
ฟ้าเพิ่งสางทั้งร่างของเขาก็คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นสุราเสียแล้ว ทั้งยังเรอเอิ๊กอ๊ากส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวไปทั่ว
เหล่าคนที่อยู่ด้านหน้าต่างก็พากันปิดจมูกถอยหนีกันไปหลายก้าว
ไม่ง่ายดายนักกว่าเขาจะเบียดเข้ามาได้ ตอนนี้ยังต้องเบียดออกไปอย่างยากลำบากอีก ท่าทางโซซัดโซเซล้มลุกคลุกคลานไปยังหอสุราที่ตั้งอยู่ไม่ไกล
เสี่ยวเอ้อร์ในหอสุราเมื่อเห็นเขาแล้วก็เอ่ยทักด้วยสีหน้าตื่นเต้น “ใต้เท้าหวัง วันนี้ตื่นเช้าจริงเชียวนะขอรับ ท่านจะให้ผู้น้อยไปอุ่นสุรามาให้สักกาดีหรือไม่”
เสี่ยวเอ้อร์เมื่อเห็นบุรุษตรงหน้าก็กล่าวได้ว่าตาเป็ประกายทันที บุรุษคนนี้ใจป้ำยิ่ง นับว่าเป็แขกผู้ฟุ่มเฟือยคนหนึ่ง ยามเขาอยู่ในหอสุราแห่งนี้แล้วเกิดถูกใจใครคนใดเข้าก็จะมักเข้าไปชวนคบค้าสมาคม ทั้งยังมักจะช่วยจ่ายเงินแทนผู้อื่นอยู่บ่อยๆ คนส่วนมากในโรงสุราแห่งนี้จึงล้วนแต่รู้จักเขา
“ไม่ต้องแล้ว เอาน้ำร้อนมาให้ข้าถังหนึ่งก็พอ ข้าอยากอาบน้ำ” เขากล่าวไปก็ยื่นเงินให้เสี่ยวเอ้อร์เม็ดหนึ่ง
เสี่ยวเอ้อร์เมื่อรับเงินแล้วก็ค้อมกายคารวะ แล้วจากไปอย่างลิงโลด
เร่งจัดการที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จ
“ใต้เท้าหวังน้ำร้อนหนึ่งถังที่ท่านสั่งกำลังส่งไปที่ห้องขอรับ…” เสี่ยวเอ้อร์ะโเตือน
ใต้เท้าหวังไม่ใช่ใครที่ไหนไกล แต่เป็นายท่านสามหวังหรูอี้
หลังจากวันนั้นที่เขาบอกลาใต้เท้าเฉินเจี๋ยอวี๋ ก็ตามหาหอสุราแห่งหนึ่งเพื่อเข้าพัก
แต่ละวันไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่ดื่มสุราและสนทนากับคนอื่นเท่านั้น
หอสุราแห่งนี้อยู่ใกล้กับวังหลวงที่สุด คนที่มาที่นี่ส่วนใหญ่เป็ขุนนางระดับล่าง เช่นนั้นนายท่านสามที่ใช้เงินราวกับเทน้ำ วาจาน่าฟัง ความรู้กว้างขวาง ดังนั้นไม่นานเขาจึงได้กลายเป็ดาวเด่นของหอสุราแห่งนี้
นอกจากเหล่าขุนนางระดับล่าง ยังมีเ้าหน้าที่ตรวจการที่แวะเวียนมาเป็ครั้งคราวเพื่อดื่มสุรา จึงได้สนทนากันประโยคสองประโยค
ด้วยพวกเขาตำแหน่งค่อนข้างต่ำ จึงไม่ได้รับความสำคัญเท่าใด เมื่อได้พบคนที่ใจป้ำทั้งยังดูคล้ายกับบัณฑิต แล้วยังไม่ดูถูกพวกเขาเช่นนี้ก็รู้สึกสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว
นายท่านสามอาบน้ำร้อนแล้ว ก็จัดการร่างกายให้เรียบร้อย
ยามที่เขาหวีผมอยู่หน้ากระจก ก็คิดอยากจะปล่อยผมลงมาสักปอยหนึ่งเพื่อปกปิดคิ้วที่หายไปของตน
ยามที่อยู่ต่อหน้าอู๋เลี่ยงบนูเา เขาก็ทำผมเช่นนี้อยู่ตลอด
ทว่ายามนี้เมื่อคิดๆ ดูแล้วก็จัดการรวบผมทั้งหมดขึ้น แล้วจึงหยิบพู่กันขึ้นมาวาดเติมส่วนที่หายไปบนคิ้วของตนอย่างละเอียด
ทว่ามองไปแล้วก็รู้สึกไม่ค่อยจะชินตาเท่าไรนัก
เขาชินกับคิ้วที่มีเพียงครึ่งเดียวของเขา เมื่อมีอีกครึ่งเพิ่มมาเช่นนี้ก็ไม่ค่อยจะคุ้นเคยเท่าไร
เขามองท่าทางน่าขันของตนเองในกระจก หากว่ามีสักวันที่อู๋เลี่ยงสามารถช่วยเขาวาดคิ้วได้ก็คงดี ไม่รู้ว่าป่านนี้อู๋เลี่ยงจะทำอะไรอยู่
แม้จะเห็นอยู่ทนโท่ว่าเขาส่องกระจกอยู่เพียงลำพัง แต่เงาในกระจกที่เขาเห็นกลับมีภาพอู๋เลี่ยงเพิ่มขึ้นมา
เขาพับกระจกลง ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจางๆ
จากนั้นเดินออกจากห้องของตน
ยามนี้ก็ล่วงเข้าเวลาเที่ยงแล้ว เป็เวลาที่หอสุรากำลังครึกครื้นพอดี
เหล่าขุนนางเล็กๆ บัดนี้กำลังรับประทานอาหารกลางวัน
เมื่อมองเห็นใต้เท้าหวังปรากฏตัว ใต้เท้าหวังเป็คำเรียกที่เหล่าเสี่ยวเอ้อร์ใช้เรียกกัน ส่วนคนอื่นๆ ล้วนแต่รู้ว่าเขามีนามว่าหวังหรูอี้
ทั้งยังมีสมญานามว่าอี้ผิง
แม้เหล่าคนในหอสุราส่วนใหญ่จะเป็ขุนนางระดับล่าง แต่ก็ล้วนหยิ่งในศักดิ์ศรีกว่าคนตัวเปล่าไร้ยศศักดิ์เช่นใต้เท้าหวัง
เสียงทักทายนายท่านสามดังขึ้นเป็ระลอก
“พี่หรูอี้ วันนี้ไม่ดื่มสุราหรือ”
“พี่อี้ผิง วันนี้ท่านแต่งตัวไม่เลวนี่ นัดแม่นางบ้านไหนไว้หรือ”
“พี่หวังๆ ไม่ดื่มสักจอกก่อนหรือ”
หอสุราพลันเต็มไปด้วยความคึกคัก เสียงเรียกจากคนรอบกายดังขึ้นมาพร้อมกัน
“วันนี้ค่ากินค่าดื่มของพี่น้องทุกท่านข้าจะเป็คนจัดการเอง ไม่ขอปิดบังทุกท่าน ข้าหวังหรูอี้ ทั้งชีวิตมีแต่ความโง่เขลา วันนี้เพิ่งจะเห็นว่าราชสำนักจะมีการเปิดสอบเอินเคอ ดังนั้นข้าจึงวางแผนจะลองไปเสี่ยงโชคดูเสียหน่อย ได้แต่หวังจะไม่ทำให้เหล่าพี่น้องต้องขายหน้า”
เมื่อเขากล่าวจบ หอสุราก็เซ็งแซ่ไปด้วยเสียงแสดงความยินดี
ทว่าเสียงยินดีนี้คงเป็เพราะวันนี้จะได้อิ่มท้องแบบไม่เสียทรัพย์อีกแล้ว
วาจาป้อยอจึงพากันหลั่งไหลราวกับสายน้ำ
“พี่อี้ผิงจะต้องสอบได้อย่างแน่นอน…”
“พี่หวัง รูปลักษณ์ของท่านอย่างไรก็ต้องเป็ผู้มีวาสนา ต่อไปข้ายังต้องขอให้ท่านช่วยเมตตาด้วย”
“พี่หรูอี้ ต่อไปพวกเราก็จะได้เป็สหายร่วมงานกันแล้ว…”
ทุกคนพากันหัวเราะครื้นเครงราวกับกำลังล้อเล่น ด้วยเพราะการสอบของแคว้นเชินยากเสียยิ่งกว่ายาก
การสอบเอินเคอที่สามปีจะเปิดเพียงหนึ่งครั้ง จิ้นชื่ออันดับหนึ่งรวมแล้วมีเพียงสามคน สามคนนี้มีโอกาสจะได้เป็รัฐมนตรี จิ้นชื่ออันดับสองมีทั้งหมดสิบคน ทั้งสิบมีโอกาสจะได้เป็ถ่างชูซือหลาง จิ้นชื่ออันดับที่สามจะถูกแบ่งไปเป็ขุนนางตามพื้นที่ต่างๆ อันดับสามนับว่ายากที่จะได้เข้าสู่ระบบของขุนนางของราชสำนัก หากว่าสอบไม่ได้ทั้งสามอันดับก็คงได้แต่เป็ขุนนางทั่วไปหรือทหารเท่านั้น
แคว้นเชินได้ชื่อว่าการศึกษาโด่งดังที่สุดในใต้หล้า ดังนั้นการสอบเอินเคอจึงดุเดือดยิ่งนัก ว่ากันว่าเพียงแค่ซิ่วไฉตกอับในแคว้นเชินก็สามารถเป็อันดับหนึ่งในแคว้นอื่นได้แล้ว
เถ้าแก่หอสุรานั่งอยู่หน้าโต๊ะยาวด้านหลัง กำลังดีดลูกคิดด้วยความว่องไว ในใจก็คิดเื่ใต้เท้าหวังคนนี้ เื่อื่นไม่ต้องกล่าวถึง แต่เื่คบค้ากับผู้อื่นนับว่ายอดเยี่ยม เมื่อก่อนหอสุราของเขามักจะมีเหตุวิวาทเกิดขึ้นไม่หยุดไม่หย่อน ทว่าั้แ่บุรุษผู้นี้เข้ามา หอสุราของเขาก็ดูเหมือนจะสงบสุขขึ้น ไม่มีการทะเลาะวิวาทอีก ทั้งการค้าก็ดูเหมือนจะดีขึ้นมาก
เอาอย่างนี้แล้วกัน หากว่าเขาสอบไม่ผ่านก็ไม่เป็ไร ก็ให้เสี่ยวเอ้อร์ส่งเป็ดกรอบไปให้เขาแบบไม่คิดเงินสักตัวก็แล้วกัน
