“เมืองคูน้ำ!”
เฟิงหลัวสีหน้ามืดคล้ำ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้นึกมาก่อนว่าในประตู์จะมีเมืองคูน้ำผุพังอยู่หนึ่งแห่ง
หลังจากที่อวี๋ถงและเจิ้งปินหยุดชะงักลงก็หันไปมองตามเส้นสายตาของเฟิงหลัวและเนี่ยเทียน แต่พวกเขาเห็นเพียงแค่เค้าโครงที่เลือนรางของเมืองคูน้ำเท่านั้น ไม่สามารถมองเห็นรูปร่างที่แท้จริงได้
หินอุกกาบาตก้อนนั้นที่ใหญ่กว่าหินทั้งหมดบริเวณใกล้เคียงหลายเท่าตัว ห่างจากพวกเขาไปประมาณเวลาเดินทางครึ่งชั่วยาม
และเวลานี้ พวกเขาก็ตระหนักได้ว่ายิ่งเข้าไปใกล้เมืองคูน้ำ ซากศพที่พบเห็นยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ
“เ้ามองเห็นด้วยหรือ?” เฟิงหลัวหันมามองยังเนี่ยเทียน
เนี่ยเทียนพยักหน้า
เฟิงหลัวใอย่างเห็นได้ชัด เนี่ยเทียนขอบเขตต่ำกว่าอวี๋ถง ทว่าอวี๋ถงหรี่ตามองอยู่นานก็ยังมองเห็นได้อย่างยากลำบาก
ทว่าความตกตะลึงที่แสดงออกมาทางใบหน้าของเนี่ยเทียนก่อนหน้านี้ เห็นได้ชัดว่าเขามองเห็นเมืองคูน้ำนั่นเช่นกัน นี่ทำให้เฟิงหลัวแอบตะลึงระคนแปลกใจ
“ทางนั้นยังมีศพอีกสองศพ...”
ขณะที่สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปยังเมืองคูน้ำผุพังเบื้องหน้า เจิ้งปินที่ทำอย่างไรก็มองไม่เห็นลักษณะที่แท้จริงของมันจึงชี้มือไปยังตำแหน่งหนึ่ง
ซากศพเย็นเฉียบสองศพล้วนสวมอาภรณ์ของหอหลิงเป่า ศีรษะและร่างหลุดออกจากกัน
เฟิงหลัวมองปราดเดียวสีหน้าก็เปลี่ยนมาเป็แข็งทื่อ กล่าว “ตามความเห็นข้า ศพเหล่านี้... ล้วนตายเพราะเมืองคูน้ำแห่งนั้น”
มาถึงเวลานี้ แม้แต่เฟิงหลัวที่คิดจะแก้แค้นให้เพื่อนร่วมสำนักก็ยังค่อยๆ สงบสติลงมาได้
ตลอดทางที่ผ่านมามีศพให้เห็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ผู้แข็งแกร่งต้น์่กลางก็ยังถูกฆ่าไประหว่างทางเส้นนี้ สามารถรู้ได้ว่าการต่อสู้ในเมืองคูน้ำนั้นดุเดือดมากเพียงใด
เขาคาดเดาว่าตอนนี้ในเมืองแห่งนั้นก็คงยังมีการต่อสู้ะเิขึ้นต่อเนื่อง
เพียงเพราะว่าอยู่ห่างเกินไป บวกกับที่สถานที่แห่งนี้คือทางช้างเผือกนอกอาณาจักรอันหนาวเย็น เขาจึงมิอาจมองเห็นและมิอาจััได้ก็เท่านั้น
ศพที่มีมากเกินไปทำให้เขาเริ่มใคร่ครวญถึงผลที่จะตามมา ชั่งน้ำหนักว่ามันจะคุ้มค่าหรือไม่
เขามักมีความรู้สึกว่าหากพวกเขาสี่คนบุกเข้าไปในเมืองคูน้ำ ความหวังที่จะรอดชีวิตออกมา... มีน้อยนิดอย่างยิ่ง
ทว่าผู้แข็งแกร่งมากมายถึงเพียงนั้นล้วนบุกเข้าไปในเมืองคูน้ำอย่างบ้าคลั่งก็ยิ่งทำให้เขาใคร่รู้นักว่าในเมืองแห่งนั้นมีพลังดึงดูดมากมายเพียงใด
“คือว่า...”
เฟิงหลัวมองมายังสามคนที่เหลือ สุดท้ายเส้นสายตาตกอยู่บนร่างของเนี่ยเทียน “พวกเ้าเองก็มองออกแล้วว่าตลอดทางมีศพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ น่าจะเดาออกถึงสาเหตุการตายของพวกเขา ในเมืองคูน้ำนั่นย่อมมีอะไรบางอย่างที่ดึงดูดให้ทุกคนที่อยู่ใกล้เคียงมารวมตัวกัน”
“หากพวกเราเข้าไป เป็ไปได้ว่าไม่ทันได้เข้าใกล้เมืองนั้นก็อาจถูกฆ่าตายระหว่างทางเสียก่อน”
“เมื่อไปถึงจะต้องเผชิญกับความท้าทายและความเสี่ยงที่มากยิ่งกว่าเดิม ความเป็ไปได้ที่พวกเราจะตายมีเยอะมาก พวกเ้าคิดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจ!”
“ถ้าไม่อย่างนั้น... พวกเราเลี่ยงไปทางอื่นดีหรือไม่?” เจิ้งปินพูดเสียงเบา
อวี๋ถงมีสติคืนมาจากความโกรธเคืองเนี่ยเทียนก่อนหน้านั้นนานแล้ว และดวงตาของนางก็กลับมาเป็ปกติ เห็นได้ชัดว่านางลังเลอย่างมาก ทั้งอยากแก้แค้นให้คนร่วมสำนัก และก็ทั้งกังวลว่าเข้าไปก็มีแต่จะพาตัวเองไปตาย
นางจึงไม่ได้ให้คำตอบในทันที
“ลองไปดูเถอะ” เนี่ยเทียนตอบ
เฟิงหลัวมองเนี่ยเทียนด้วยสายตาลึกล้ำ พยักหน้า กล่าว “เ้านี่ไม่กลัวตายจริงๆ”
เนี่ยเทียนแสยะปากยิ้ม
คำตอบของเขาอาจเป็การกระตุ้นอย่างหนึ่งสำหรับเฟิงหลัว เฟิงหลัวที่ลังเลตัดสินใจไม่ได้ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก็ให้คำตอบของตัวเองออกมา “ข้าเองก็อยากเข้าไปดู หากไม่ไป เกรงว่าข้าคงต้องเสียใจไปตลอดชีวิต!”
“ดี! ถ้าอย่างนั้นก็ไป!” อวี๋ถงเองก็ตัดสินใจเด็ดขาด
“พวกเ้าไปกันหมด ข้าก็คงทำได้แค่ตามไปด้วยแล้วล่ะ” เจิ้งปินแสดงความจนใจออกมาทางสีหน้า
ในบรรดาคนทั้งหมด ตบะของเขาถือว่าต่ำที่สุด เขารู้ดีว่าหากไปจากเฟิงหลัวและเนี่ยเทียนเมื่อใด ไม่ว่าเขาเจอคนต่างอาณาจักรคนใดก็ตาม เขาก็มีแต่จะถูกฆ่าตายเท่านั้น
ดังนั้นต่อให้รู้ดีว่าเดินหน้าเข้าหาเมืองคูน้ำแล้วต้องเผชิญกับอะไร เขาก็ทำได้เพียงถูกบีบให้ต้องเดินต่อไป!
“ไป!”
เฟิงหลัวสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง ปราณเืหลายกลุ่มแผ่ออกมาจากในร่างของเขา “ทุกคนอย่าอยู่ห่างกันเกินไปนัก ให้ดีที่สุดคือเข้ามาชิดๆ กันไว้! ข้าจะเดินหน้าไปช้าๆ ให้พวกเ้าสามารถอยู่ข้างกายข้าได้ตลอดเวลา หลีกเลี่ยงไม่ให้ระหว่างทางเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน!”
“เข้าใจแล้ว!” เจิ้งปินตอบรับเสียงดัง
ภายใต้การนำของเฟิงหลัว คนสี่คนล้วนมีสมาธิจดจ่อ เคลื่อนที่ไปยังเมืองคูน้ำเบื้องหน้าด้วยความเร็วที่ช้าลง ระมัดระวังไปตลอดทาง
หลายนาทีหลังจากนั้น
พวกเขาเคลื่อนไปตามหินแท่งหนึ่งที่เล็กยาว ตอนที่เคลื่อนจากหินก้อนนี้ไปยังหินั์อีกก้อนหนึ่ง เฟิงหลัวพลันหน้าเปลี่ยนสี กล่าว “ระวังทางช้างเผือกข้างกายของตัวเอง!”
เนี่ยเทียนตะลึง หันขวับไปมองทางช้างเผือกเย็นเยือกกว้างใหญ่ที่อยู่ใกล้ มองไปยังแท่งหินทั้งสองข้าง
ในทางช้างเผือกทึบเทานั้น ศพมากมายที่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เผ่ามนุษย์ อีกทั้งยังไม่ได้เป็เผ่าเดียวกันทั้งหมดลอยนิ่งอยู่รอบๆ แท่งหินของทางช้างเผือก
ศพเ่าั้บางศพแค่มองปราดเดียวก็รู้ได้ว่าเป็เผ่าเดียวกับภูตผีปีศาจที่โดน “ค่ายกลเผาโลกันตร์กักปีศาจ” ของวังยมบาลพันธนาการเอาไว้
ศพของภูตผีปีศาจพิลึกพิลั่นอย่างยิ่ง รูปร่างใหญ่โต กล้ามเนื้อเป็มัดๆ บนร่างสวมเสื้อเกราะที่มีลวดลายแปลกประหลาด
เมื่อเปรียบเทียบพวกเขากับภูตผีปีศาจที่โดน “ค่ายกลเผาโลกันตร์กักปีศาจ” กักขังแล้ว บนร่างพวกเขาถือว่ามีเสื้อเกราะและเครื่องประดับที่แปลกตาเยอะกว่ามาก แถมในมือยังมีอาวุธแหลมคมด้วย
อาวุธเ่าั้ถูกกาลเวลากัดกร่อนมาหลายปี สูญเสียพละกำลังไปนานแล้ว แต่ละชิ้นสภาพผุพังอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากภูตผีปีศาจแล้ว ยังมีศพของต่างเผ่าอีกมากมาย บางเผ่าก็มีดวงตาหลายข้าง บ้างเผ่าก็มีหางที่ด้านหลัง บางเผ่าตลอดร่างเต็มไปด้วยขนหนาแน่น หน้าอกมีเกล็ด
“สิ่งมีชีวิตต่างเผ่า! ศพของสิ่งมีชีวิตต่างเผ่า!” เนี่ยเทียนมองอึ้งอยู่ครู่หนึ่งหน้าก็พลันเปลี่ยนสี “ดูเหมือนว่าพวกเขาเคยเปิดศึกนองเืกันบนทางช้างเผือก! แล้วก็มาตายอยู่ที่นี่ ศพไม่ได้ร่วงลงไป แต่ลอยอยู่ตลอดกาล นี่...”
เขาหันขวับไปมองที่เมืองคูน้ำผุพังนั่นอีกครั้ง พูดว่า “หรือว่าเกี่ยวข้องกับเมืองคูน้ำแห่งนั้น?”
คำพูดของเนี่ยเทียนทำให้คนสามคนที่ตะลึงลานไปกับศพมากมายของสิ่งมีชีวิตต่างเผ่ายิ่งสงสัยว่าด้านในเมืองคูน้ำเบื้องหน้ามีความมหัศจรรย์อะไรดำรงอยู่กันแน่
สิ่งมีชีวิตต่างเผ่าที่เยอะมากขนาดนี้มาต่อสู้กันในทางช้างเผือก ด้วยเหตุอันใด?
“ไปเถอะ! ไม่ว่าจะตายหรือไม่ ข้าก็ต้องรู้คำตอบให้ได้!” เฟิงหลัวกล่าวเสียงดัง
บัดนี้แม้แต่เจิ้งปินที่ไม่ยินยอมตามมาด้วยมากที่สุดก็ยังถูกดึงดูดความสนใจอย่างรุนแรง แล้วก็ตัดสินใจมุ่งหน้าเข้าหาเมืองคูน้ำเพื่อตามหาคำตอบ
“ฟิ้ว!”
ปลายเท้าเฟิงหลัวแตะลงบนแท่งหิน ลอยตัวเบาๆ แล้วบินห่างออกไปเป็คนแรก
เนี่ยเทียนที่อยู่ด้านหลังกำลังจะขยับตัว พลันค้นพบว่าบนก้อนหินที่พวกเขากำลังจะมุ่งหน้าไปมีเสียงต่อสู้ดุเดือดดังลอยมา
แสงวิเศษบาดตาเส้นหนึ่งเปล่งวาบขึ้นเบื้องหน้าคล้ายดาวตกที่พุ่งผ่านในทางช้างเผือก
“มีคนกำลังต่อสู้กัน!”
เจิ้งปินและอวี๋ถงต่างก็ตั้งสติได้ รีบเตรียมตัวให้พร้อมรับมือและพร้อมเข้าร่วม
“ฟิ้วๆๆ!”
ร่างของคนทั้งสามขยับตามเฟิงหลัว ะโข้ามแท่งหินมาตกอยู่บนหินอุกกาบาตด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
หินอุกกาบาตก้อนนี้ใกล้กับหินั์ของเมืองคูน้ำมากแล้ว
แค่ข้ามหินอุกกาบาตก้อนนี้ไปพวกเขาก็จะไปถึงเมืองคูน้ำและได้เห็นความจริงอย่างแน่ชัดแล้ว
“เคร้งๆ!”
เสียงอาวุธวิเศษดังกังวานมาจากด้านหน้าอีกครั้ง ระหว่างนั้นยังมีเสียงด่าสาปแช่งแทรกมาเป็ระยะด้วย
“ใครกัน?”
เฟิงหลัวลอยตัวขึ้นกลางอากาศ บนร่างอบอวลไปด้วยหมอกเื มีดยาวขนาดใหญ่ั์เล่มหนึ่งที่เปล่งแสงสีเืน่าใถูกเขาชักออกมา
“เฟิงหลัว! นั่นเฟิงหลัวหรือไม่?”
ด้านหน้าที่เนี่ยเทียนมองไม่เห็นมีเสียงที่ทั้งตะลึงทั้งดีใจดังลอยมา ดูเหมือนว่าคนผู้นั้นจะเป็ผู้แข็งแกร่งของสำนักโลหิต แค่ได้ยินเสียงของเฟิงหลัวเขาก็แยกแยะตัวตนของเฟิงหลัวออกทันที
“สือเซวียน!”
เฟิงหลัวเองก็จำคนผู้นั้นได้ ความเร็วของเขายิ่งมากขึ้น พริบตาเดียวก็ทิ้งห่างพวกเนี่ยเทียน
เนี่ยเทียนรีบตามไป
ครู่หนึ่งหลังจากนั้น บนพื้นที่แห่งหนึ่งที่มีปราณเืเข้มข้น เขามองเห็นเฟิงหลัวและผู้ฝึกลมปราณจากต่างอาณาจักรคนหนึ่งกำลังต่อสู้อยู่ด้วยกัน
ข้างกายเฟิงหลัว ผู้ฝึกลมปราณคนหนึ่งของสำนักโลหิตที่ถูกเรียกว่าสือเซวียนหอบหายใจฮักๆ แขนและแผ่นหลังเต็มไปด้วยเื
“อู้ๆๆ!”
เงาเืที่เกิดจากเืสดจับตัวกันล่องลอยไปรอบด้าน และกำลังโจมตีผู้ฝึกลมปราณต่างอาณาจักรคนนั้น
คนผู้นั้นก่อนหน้าที่จะเข้าประตู์มาเนี่ยเทียนก็เคยเห็นเขามาก่อน จำได้คลับคล้ายคลับคลา
“มารนหาที่ตายกันอีกแล้ว ก็ดี” ตอนที่คนผู้นั้นต่อสู้กับเฟิงหลัว ยังเหลือบตามามองพวกเนี่ยเทียนด้วย อีกทั้งยังมีอารมณ์พูดพร่ำ “ก็แค่คนอีกสี่คนที่เอากุญแจประตู์มาส่งให้ข้าก็เท่านั้น”
เมื่อคำพูดนี้ดังออกมา เนี่ยเทียนตั้งใจสังเกตอยู่ครู่ก็พบว่าบนหลังมือของคนผู้นั้นมีจุดเืสีแดงหกจุด
นี่หมายความว่ามีคนหกคนถูกเขาสังหารแล้วแย่งชิงเอารูปประตู์มา
“ตูม!”
และเวลานี้เอง ในเมืองคูน้ำผุพังที่ยิ่งมองเห็นได้ชัดเจนแห่งนั้นก็มีเสียงกัมปนาทะเืฟ้าะเืดินดังลอยมา
เมืองคูน้ำที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหินอุกกาบาตขนาดั์ส่ายไหวอย่างรุนแรง คล้ายจะถล่มลง
-----
