นักศึกษาหญิงทั้งหลายเริ่มทำกิจกรรมต่างๆ ตามอัธยาศัยบ้างก็นำอุปกรณ์วาดภาพออกมา และเริ่มวาดทิวทัศน์ของูเาบ้างก็นำผ้าเช็ดหน้าไปเล่นน้ำในจุดที่น้ำตื้นริมแม่น้ำบ้างก็หยิบหนังสือออกมาอ่านอย่างสงบ
ซูเหลียนหรูกับกงเยี่ยนชิวนั่งอยู่กับคุณหนูหลายคนที่ชอบประจบประแจงพวกนางซูเหลียนหรูมองมายังเฟิ่งสือจิ่นที่นั่งเพียงลำพัง ทันใดนั้นความโกรธก็ปะทุขึ้นมาทันที“เ้าเป็คนชั้นต่ำที่เคยถูกทิ้งให้อยู่บนเขาไม่ใช่หรือไงเ้าควรจะทำงานชั้นต่ำจนถนัดแล้วไม่ใช่หรือ ทำไม พวกเขาออกไปหาของกินกันแล้วแต่เ้ากลับยังนั่งอยู่ตรงนี้ คิดจะแสร้งทำเป็สูงส่ง แสร้งทำเป็อ่อนแอหรือไง?”
เฟิ่งสือจิ่นหยิบไม้ท่อนหนึ่งขึ้นมา แล้วขีดมันลงบนพื้นอย่างส่งๆ“ข้าเคยอยู่บนเขาจริงๆ นั่นแหละ ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่มีทางหิวตายอยู่แล้วไม่เหมือนเ้า ถ้าไม่ใช่เพราะคนอื่นๆ ออกไปหาอาหารมาให้อย่างยากลำบากเ้าก็คงจะทำได้แค่นอนรอความตายเท่านั้น คนเรา ไร้ประโยชน์ได้ถึงขั้นนี้แม้แต่ฟ้าก็คงจะมองว่าเสียทีที่เกิดมา”
“เ้า!” ซูเหลียนหรูลุกขึ้นยืนเตรียมจะปรี่เข้าไปหาเฟิ่งสือจิ่น
แต่กงเยี่ยนชิวดึงแขนของนางเอาไว้พลางพูดกล่อม “องค์หญิง สงบพระทัยลงก่อนอย่าไปถือสานางเลย นางจองหองไร้ระเบียบ ไม่แน่อาจจะฉวยโอกาสนี้ทำร้ายองค์หญิงก็ได้”
ซูเหลียนหรูคิดตาม พบว่ากงเยี่ยนชิวพูดถูก ตอนนี้ซูกู้เหยียนไม่อยู่ถ้าเฟิ่งสือจิ่นที่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำลงไม้ลงมือกับนางขึ้นมาพวกนางต้องสู้เฟิ่งสือจิ่นไม่ไหวแน่ ในเวลาเช่นนี้ นางทำได้แค่จิกกัดเฟิ่งสือจิ่นด้วยคำพูดเท่านั้นเมื่อคิดย้อนไปถึงเื่ราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นใน่ที่ผ่านมานางไม่มีความสุขก็จริง แต่เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูไม่มีความสุขยิ่งกว่าพวกเขาแตกหักกันแล้วด้วยซ้ำ แค่คิดแบบนี้ ซูเหลียนหรูก็รู้สึกสะใจเป็อย่างมาก
นางพูดขึ้น “บอกว่าข้าไร้ประโยชน์ ทำอย่างกับว่าตัวเองมีประโยชน์นักหนาไม่ว่าเ้าจะทำดีกับหลิวอวิ๋นชูขนาดไหน สุดท้ายเขาก็ยังทิ้งเ้าแล้วไปแต่งงานกับเจี่ยนซืออินอยู่ดี เ้ายังมีหน้ามาพูดเช่นนี้อีกหรือ ข้าว่าเ้ามันเป็คนชั้นต่ำ เป็ตัวกาลกิณีมาั้แ่เกิดแล้วเ้ายั่วยวนให้หลิวอวิ๋นชูหลงได้แค่ชั่วคราว ไม่มีทางหลอกล่อเขาได้ตลอดชีวิตหรอกเมื่อครู่ ข้ายังเห็นเ้ากับอาจารย์เดินจูงมือกันอยู่ที่ท้ายขบวนอยู่เลย ทำไมเ้าเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็อาจารย์แล้วหรือ?” นักศึกษาหญิงที่อยู่ด้วยกันมองตากันแวบหนึ่งต่างก็รู้สึกรังเกียจเฟิ่งสือจิ่นเป็อย่างมาก ซูเหลียนหรูพูดต่อ “ถ้าข้าจำไม่ผิดภรรยาของอาจารย์เป็พี่สาวแท้ๆ ของเ้าไม่ใช่หรือแอบยั่วยวนพี่เขยลับหลังพี่สาวของตัวเอง เื่หน้าไม่อายเช่นนี้ก็คงจะมีแค่เ้าที่กล้าทำ!”
เฟิ่งสือจิ่นลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหันนางมุ่งตรงเข้ามาหาซูเหลียนหรูโดยถือไม้ท่อนนั้นมาด้วย ซูเหลียนหรูหัวใจกระตุกวูบ รีบเอนตัวไปด้านหลังทันทีนางถอยออกไปจนร่างแนบติดกับต้นไม้เื้ัแล้ว ทว่ากลับยังทำปากเก่งไม่เลิก“เ้าคิดจะทำอะไร? ข้าพูดความลับของเ้าออกมาก็เลยร้อนตัวหรือไง?”
เฟิ่งสือจิ่นหรี่มองตาอีกฝ่าย ก่อนจะหยักยิ้มมุมปาก“ถ้าสิ่งที่เ้าพูดเป็ความจริง ทำไมต้องหวาดกลัวเช่นนี้ด้วย? ทำไมไม่พูดต่อหน้าอาจารย์ ในตอนที่เขายังอยู่ล่ะ? ไม่ต้องกลัวไปหรอกข้าไม่ได้คิดจะลงมือทำร้ายเ้า แค่จะเข้าไปหาอาหารในป่าข้างหลังเ้าเท่านั้นถ้าแน่จริงก็ตามข้าเข้าไปในป่าสิ”
พูดจบก็เดินอ้อมซูเหลียนหรู แล้วเดินเข้าไปในป่าทันทีซูเหลียนหรูไม่มีทางตามเข้าไปอยู่แล้ว นอกเสียจากว่านางจะไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ
ใบไม้บดบังแสงตะวันส่วนมากลงจนหมด ในป่าจึงค่อนข้างมืดทึบแสงแดดส่องผ่านใบไม้หนาทึบ และส่องลงมายังพื้นดินได้เพียงประปรายเท่านั้นเสียงคุยกันของนักศึกษาชายดังแว่วขึ้นกลางป่า ร่างของนักศึกษาหลายคนยังปรากฏขึ้นอย่างเลือนรางในจุดที่ไม่ใกล้และไกลจนเกินไปพวกเขาไม่กล้าออกไปไกล และไม่กล้าแยกตัวออกไปจากกลุ่มเช่นกัน ป่านี้กว้างใหญ่นักพวกเขากลัวว่าตนจะหลงทางนั่นเอง
หากรอให้พวกเขาหาอาหารกลับมา ตะวันคงจะตกดินแล้วกระมัง
เฟิ่งสือจิ่นเลือกเดินเข้าไปในป่าลึก ซึ่งอยู่ในทิศตรงกันข้ามตอนอยู่บนเขาจื่อหยาง นางเคยเข้าป่าที่มีลักษณะใกล้เคียงกันอยู่เป็ประจำป่าแบบนี้ มีโอกาสที่จะหาสัตว์ป่าได้มากกว่าผลไม้ป่าหลายเท่า แม้แต่เ้าสามมัดก็เป็สัตว์ที่นางไปเจอระหว่างกำลังหาอาหารในป่า
ไม่รู้ว่าเดินไปไกลเท่าใด เบื้องหน้ามีเสียงธารน้ำดังขึ้นเบาๆป่าแถบนี้ชุ่มชื้นเป็อย่างมาก พืชพรรณที่นี่ก็เขียวชอุ่มแถมยังเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำ ทำให้มีสีสดกว่าที่อื่น นางจับท่อนไม้ยาวๆ เอาไว้ในมือใช้มันเพื่อแหวกหญ้าใต้เท้า และแหวกใบไม้ที่บดบังทัศนวิสัยออกไปสองเท้าเดินไปข้างหน้า สองหูก็กำลังเงี่ยฟังอย่างตั้งใจเพราะนางต้องคอยจับเสียงของสัตว์อื่นๆ ให้ได้ท่ามกลางเสียงรบกวนของจักจั่นที่ดังก้องไปทั่วป่า
นางพบว่าพุ่มหญ้าเบื้องหน้าสั่นไหวขึ้นเล็กน้อย ราวกับมีสัตว์ขนาดเล็กวิ่งผ่านไปเช่นนั้นเฟิ่งสือจิ่นตาไว ทันทีที่เห็น นางก็วิ่งตรงเข้าไปทันทีแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ไม่มีอะไรอยู่ในพุ่มหญ้านี้ แต่นางยังไม่ยอมแพ้จึงใช้ไม้ในมือคุ้ยหาตามซอกต่างๆ ในพุ่มหญ้า
แต่ในตอนนั้นเอง ที่เื้ัซึ่งนางมองไม่เห็นท่ามกลางใบไม้ที่คล้อยลงต่ำ งูเขียวตัวหนึ่งซ่อนตัวอยู่บนนั้นได้อย่างแเีมันค่อยๆ เลื้อยตามกิ่งไม้ และขยับเข้ามาใกล้อย่างช้าๆเมื่อเข้ามาประชิดร่างของเฟิ่งสือจิ่นแล้ว งูเขียวก็ยื่นคอยาวๆ ออกมาจากต้นไม้
เฟิ่งสือจิ่นยังไม่รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
นางเตรียมจะลุกขึ้นยืน แต่เสียงเท้าของใครบางคนก็ดังขึ้นทางด้านหลังมีคนเดินมาทางนี้แล้ว แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้หันกลับไปมองเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นที่เื้ั “ระวัง!”
งูเขียวตัวนั้นคล้ายจะใกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่น้อย มันแลบลิ้นสีแดงออกมาแล้วอ้าปาก กัดตรงไปที่ลำคอของเฟิ่งสือจิ่นอย่างรวดเร็ว
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในตอนที่เขี้ยวของงูตัวนั้นกำลังจะััโดนิับริเวณลำคอของเฟิ่งสือจิ่น จู่ๆก็มีพลังระลอกหนึ่งพุ่งเข้ามาคล้องเอวของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้พลังปริศนานั้นรวดเร็วและทรงอำนาจเป็อย่างมาก มันดึงร่างของนางไปอีกข้างเมื่อร่างบางชนเขากับกำแพงมนุษย์ ร่างในชุดสีขาวก็ปรากฏขึ้นสู่สายตา
เฟิ่งสือจิ่นสะดุ้งใ ซูกู้เหยียนแย่งท่อนไม้ในมือของเฟิ่งสือจิ่นไปอย่างกะทันหันเขาใช้ไม้เขี่ยงูตัวนั้นออกไปไกลด้วยความเร็วสูง เฟิ่งสือจิ่นหันกลับไปมองพบว่างูเขียวตัวหนึ่งกำลังเลื้อยหนีไปมั่วอย่างไม่รู้ทิศทาง
นางแหงนหน้าขึ้น พบว่าใบหน้าของซูกู้เหยียนยังคงความกังวลเอาไว้เล็กน้อย แต่ไม่นานสีหน้าเ่าั้ก็ถูกแทนที่ด้วยความเคร่งขรึมซูกู้เหยียนพูดขึ้น “ข้าสั่งให้เ้านั่งรออยู่กับนักศึกษาหญิงคนอื่นๆ ไม่ใช่หรือทำไมถึงเข้ามาในป่าคนเดียวแบบนี้ ยังดีที่เมื่อครู่เป็แค่งูตัวเล็กๆถ้าเ้าเจอสัตว์ร้ายอย่างอื่นขึ้นมาจะทำอย่างไร?”
ป่านี้กว้างใหญ่มาก ไม่แน่ว่าอาจจะมีสัตว์ร้ายอาศัยอยู่ก็ได้
ซูกู้เหยียนเป็ห่วงนางนั่นเอง แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จู่ๆความรู้สึกประหลาดบางอย่างก็ก่อตัวขึ้นในหัวใจของนาง มันเป็ความรู้สึกที่แปลกใหม่ทว่าก็ให้ความรู้สึกคุ้นเคย ซูกู้เหยียนเห็นนางไม่ตอบจึงพูดขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงที่นุ่มนวลยิ่งขึ้น “เป็อย่างไรบ้างเ้าไม่เป็อะไรใช่ไหม?”
เฟิ่งสือจิ่นหลุดออกมาจากภวังค์ นางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจจากนั้นก็แย่งท่อนไม้กลับมา นางเดินไปข้างหน้า เมื่อหาตัวงูที่ลอบโจมตีนางไม่สำเร็จเจอเฟิ่งสือจิ่นก็พูดขึ้นด้วยเสียงราบเรียบ “งูนี้ไม่มีพิษ ถ้าถูกกัดอย่างมากก็แค่เจ็บไป่หนึ่ง” พูดจบก็หันกลับมามองซูกู้เหยียนแวบหนึ่งนางหักท่อนไม้ในมือ แล้วแทงด้านที่มีปลายแหลมไปที่งูตัวนั้นแทงลงกลางหัวใจงูอย่างแม่นยำ
ซูกู้เหยียนขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยไม่รู้ว่ากำลังใกับการสังหารงูที่แสนเด็ดขาดของนางหรือไม่พอใจที่นางแสดงท่าทีเรียบเฉยออกมากันแน่ งูตัวนั้นถูกแทงจนร่างทะลุและถูกตอกติดกับพื้นดิน ความเ็ปทำให้งูตัวเล็กบิดม้วนร่างกายจนกลายเป็วงกลมมันบิดรัดตัวเองให้แน่นขึ้นเรื่อยๆ ราวอยากจะดิ้นให้หลุดเช่นนั้นหลังดิ้นทุรนทุรายอยู่นาน ในที่สุดงูเขียวก็หมดแรง ร่างกายที่เคยบิดม้วนค่อยๆคลายออกจากกัน และตกลงมานอนแผ่อยู่บนพื้นในที่สุด
