บทที่9 ร้านอาหารริมน้ำ
ที่ตลาดฝูไห่ หลังจากพายุอารมณ์ที่พัดผ่านแผงเครื่องเทศสงบลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบเหงาที่เกาะกินหัวใจของฉินอวี้ เย่วหลีทำได้เพียงยืนอยู่เคียงข้างซึมซับความเ็ปนั้นผ่านความเงียบ ทว่าท่ามกลางบรรยากาศที่แสนหดหู่ หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วม แววตาใจดีทว่าดูแคล่วคล่องว่องไวก็เดินตรงเข้ามาที่ร้าน
เธอคือ หงฉินจู แม่ของฉินอวี้ ผู้เป็เสาหลักในการประคองกิจการค้าขายเล็กๆ แห่งนี้มาโดยตลอด
“แม่มาถึงพอดีเลยค่ะ...” ฉินอวี้พยายามปรับสีหน้าให้เป็ปกติพลางเอ่ยแนะนำ “แม่คะ นี่คือไป๋เย่วหลี เป็เพื่อนรุ่นน้องของหนูเองค่ะ”
“สวัสดีค่ะคุณป้า” เย่วหลีย่อตัวทักทายด้วยกิริยาอ่อนน้อมที่ขัดกับดวงตาที่ฉายแววฉลาดเฉลียว
“ไหว้พระเถอะลูก หน้าตาน่าเอ็นดูเชียว” หงฉินจูยิ้มรับ ทว่าสายตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นห่อผ้าที่วางอยู่บนแผง
“แม่คะ แม่ดูนี่สิคะ” ฉินอวี้ยื่นห่อเกลือที่เย่วหลีนำมาให้ผู้เป็แม่ แววตาของเย่วหลีกลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง
หงฉินจูรับห่อผ้ามาเปิดออก ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง “เอ๊ะ... เกลือนี่ ทำไมมันถึงดูขาวสะอาดนวลตาขนาดนี้?”
เธอไม่พูดเปล่า แต่ใช้นิ้วชี้แตะผลึกเกลือขึ้นมาเพียงปลายจมูกเพื่อดมกลิ่น ก่อนจะแตะลงบนลิ้นทันที สัญชาตญาณแม่ค้าที่คร่ำหวอดในวงการเครื่องเทศมานับสิบปีทำให้เธอดวงตาเบิกกว้าง
“รสเค็มที่บริสุทธิ์... ไม่มีกลิ่นโคลนหรือรสขมปร่าติดปลายลิ้นเลยสักนิด!” หงฉินจูอุทานด้วยความทึ่ง “ลูกแม่ ไปเอาเกลือชั้นดีขนาดนี้มาจากร้านไหนกัน? เกลือรัฐบาลในตัวเมืองยังไม่ขาวนวลเท่านี้เลยนะ!”
ฉินอวี้ยกยิ้มอย่างภาคภูมิใจพลางผายมือมาทางเด็กสาวข้างกาย “เป็ฝีมือการสกัดเกลือของเย่วหลีเองค่ะแม่”
“อะไรนะ!” หงฉินจูอุทานเสียงหลง มองเด็กสาววัยสิบห้าในชุดปะชุนด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ “เย่วหลีเป็คนทำเองงั้นหรือลูก? นี่มันไม่ใช่เื่เล่นๆ เลยนะ เกลือคุณภาพนี้... แม้แต่คนในมณฑลยังหาใช้กันได้ยาก!”
เย่วหลียิ้มแก้มปริ ความมั่นใจในวิชาชีพ QC จากโลกอนาคตฉายชัดในแววตา “ใช่ค่ะคุณป้า หนูทดลองทำเองทุกขั้นตอน หนูอยากให้ครอบครัวเรามีเกลือดีๆ ใช้ และสร้างรายได้ให้กับครอบครัวค่ะ”
หงฉินจูมองผลึกเกลือสลับกับใบหน้าของเย่วหลี หัวใจของแม่ค้าเริ่มเต้นรัวด้วยโอกาสทางธุรกิจ “ถ้าได้เกลือคุณภาพระดับนี้มาขายในตลาดฝูไห่ ป้ารับรองว่าร้านเราต้องดังแน่ๆ! แล้วหนูพอจะทำเพิ่มได้มากขนาดไหนลูก?”
“ตอนนี้หนูเพิ่งอยู่ในขั้นทดลองค่ะคุณป้า” เย่วหลีตอบอย่างสุขุม “หนูคิดว่าอีกประมาณสองอาทิตย์ หนูจะลองผลิตให้ได้ในปริมาณที่มากขึ้น แล้วจะนำมาฝากขายที่ร้านของคุณป้านะคะ”
“เอามาเลยลูก! มีเท่าไหร่เอามาฝากที่ร้านป้าได้หมด ป้าจะจัดที่ทางให้เด่นที่สุดเลย!” หงฉินจูรับปากอย่างกระตือรือร้น
เมื่อเห็นว่าเื่ธุรกิจเริ่มลงตัว และบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง ฉินอวี้ที่ยังคงมีความเศร้าจางๆ อยู่ในดวงตาจึงหันไปบอกกับแม่ “แม่คะ หนูจะพาเย่วหลีไปหาอะไรกินที่ร้านอาหารริมน้ำหน่อยนะคะ ฝากแม่ดูแลร้านสักครู่ได้ไหมคะ?”
“ไปเถอะลูก ไปพักผ่อนบ้าง วันนี้คนเยอะแต่เช้าคงเหนื่อยแย่ เดี๋ยวแม่ดูแลทางนี้เองไม่ต้องห่วง” หงฉินจูโบกมือไล่ลูกสาวด้วยความเอ็นดูก่อนจะหันไปจัดการร้านค้าของเธอต่อ
เย่วหลีมองตามหลังคุณป้าที่กำลังจัดเรียงของขายด้วยความทะนุถนอม ก่อนจะหันมามองพี่สาวคนสวยที่กำลังจูงมือเธอเดินออกจากความวุ่นวายของตลาด มุ่งหน้าไปยังริมแม่น้ำที่ลมพัดเย็นสบาย
สายน้ำสีขุ่นของแม่น้ำฝูไห่ไหลเอื่อยกระทบตลิ่งเสียงน้ำดัง ฉาด... ฉาด... เป็จังหวะเดียวกับความเงียบที่โรยตัวหนาแน่นระหว่างเด็กสาวสองคนในร้านอาหารริมน้ำที่มุงด้วยหลังคาจากเรียบง่าย ลมโชยเอากลิ่นหอมของปลาแม่น้ำทอดกระเทียมและผักป่าผัดน้ำมันหอมฟุ้งมาแตะจมูก ทว่าสำหรับ ฉินอวี้ รสชาติของอาหารเลิศรสเ่าั้กลับดูเหมือนจะจืดชืดไปถนัดตา
“เขาสัญญา... เย่วหลี เขาเคยสัญญาว่าจะกลับมาขอพี่แต่งงานทันทีที่เขาได้ประดับยศร้อยตรี”
ฉินอวี้เริ่มพรั่งพรูความอัดอั้นออกมา แววตาของเธอเหม่อลอยไปที่เส้นขอบฟ้าที่ตัดกับผิวน้ำ “สองปีก่อน กวางิไม่ใช่ทหารหนุ่มที่เ็าขนาดนี้ เขาเหมือนพี่ชายที่แสนดี คอยสอนการบ้าน และแอบเอาลูกกวาดมาฝากพี่เสมอ...แต่แล้วกำแพงที่เรียกว่า เกียรติยศตระกูลซุ่นก็พังทลายทุกอย่างลง”
เธอก้มมองปลายนิ้วที่หยาบกร้านจากการหยิบจับเครื่องเทศ “แม่ของเขามาหาพี่ที่แผงในตลาด... ท่านไม่ได้ดุดัน แต่คำพูดแต่ละคำมันกรีดลึกยิ่งกว่าใบมีด ท่านบอกว่ากวางิมีอนาคตที่รุ่งโรจน์รออยู่ในกองทัพ และคนอย่างพี่... แม่ค้าในตลาดที่มีกลิ่นเครื่องเทศติดตัว จะไปเป็หน้าเป็ตาให้ว่าที่นายทหารใหญ่ได้อย่างไร ท่านวางเงินปึกหนึ่งไว้ แล้วบอกให้พี่เลิกติดต่อเขาเสีย เพื่อเห็นแก่ อนาคตของคนที่พี่รัก...” เธอเริ่มสะอื้นเสียงสั่นเบาๆ “พี่บอกกับแม่เขาไปว่า เอาเงินนี่กลับไปเถอะหนูจะเลิกกับเขาเอง”
เย่วหลีนิ่งฟังด้วยความะเืใจ เธอวางตะเกียบลงแล้วเอื้อมมือไปกุมมือที่สั่นเทาของพี่สาวไว้ “แล้วพี่กวางิล่ะคะ? เขาไม่สู้เพื่อพี่เลยหรือ?”
ฉินอวี้เค่นยิ้มขมขื่น “เขาสู้จนเกือบจะถูกถอดยศ... พี่เห็นเขาถูกพ่อทุบตีต่อหน้าต่อตาในวันนั้น...พี่ถึงได้รู้ว่าความรักอย่างเดียวมันกินไม่ได้ และมันรักษาเกียรติให้ใครไม่ได้ พี่เลยเป็ฝ่ายเดินออกมาเอง... แสร้งบอกว่าพี่ไม่ได้รักเขาแล้ว เพื่อให้เขากลับไปเดินบนเส้นทางที่ถูกขีดไว้”
เย่วหลีถอนหายใจยาว ในใจคิดถึงกฎเกณฑ์ที่คร่ำครึของยุคสมัย ที่ความเหลื่อมล้ำทำลายชีวิตคนได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ เธอกำลังจะเอ่ยปากปลอบ ทว่าสายตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นเงาร่างสูงใหญ่สองร่างในชุดสีเขียวเข้มที่ก้าวเข้ามาในร้าน
เซียวจิ่งเหิง และ ซุ่นกวางิ เพิ่งจะจัดการขนเสบียงที่ซื้อจากตลาดขึ้นรถเสร็จ และดูเหมือนโชคชะตาจะจงใจแกล้ง เมื่อร้านอาหารริมน้ำร้านนี้คือที่เดียวที่ดูดีที่สุดในละแวกนี้
จิ่งเหิงกวาดสายตาคมกริบมองไปรอบร้านเพียงครู่เดียว เขาก็เห็นแผ่นหลังที่คุ้นตาของเด็กสาว เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะเดินตรงดิ่งมาที่โต๊ะของเธอทันที
“ไม่คิดว่าจะบังเอิญขนาดนี้... ไป๋เย่วหลีพวกเราเจอกันอีกแล้ว”
เสียงทุ้มต่ำของจิ่งเหิงทำให้ฉินอวี้สะดุ้งสุดตัว เธอรีบก้มหน้าลงต่ำจนแทบจะชิดขอบชามข้าว ทว่าคนข้างกายของจิ่งเหิงอย่างซุ่นกวางิกลับยืนนิ่งประหนึ่งรูปสลักหิน แววตาที่ดุดันเยี่ยงทหารหาญจดจ้องไปที่กลุ่มผมเปียของฉินอวี้ด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นจนแทบจะะเิออกมา
“รุ่นพี่เซียว! พี่กวางิ!” เย่วหลีแสร้งทำเป็ร่าเริงเพื่อกลบเกลื่อนความอึดอัด “ซื้อของเสร็จแล้วหรือคะ? มาทานร้านนี้เหมือนกันหรือ?”
“อืม... พี่ชายฉันบ่นว่าหิว เลยแวะเข้ามา” จิ่งเหิงตอบพลางเลื่อนเก้าอี้ออกโดยไม่ออกปากถาม “ขอนั่งด้วยคนได้ไหม? ดูเหมือนโต๊ะอื่นจะเต็มหมดแล้ว”
กวางิจำต้องทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับฉินอวี้ อย่างเลี่ยงไม่ได้ กลิ่นน้ำมันปลาทอดจางๆ ในร้านไม่สามารถบดบังกลิ่น คนเคยรัก ที่คุ้นเคยได้เลย บรรยากาศรอบโต๊ะกลายเป็สมรภูมิเงียบที่กดดันจนแทบจะหายใจไม่ออก
เย่วหลีลอบสังเกตใบหน้าของกวางิที่พยายามรักษาท่าทีเ็า แต่ปลายนิ้วของเขากลับเคาะโต๊ะเป็จังหวะที่รวนเร เธอหันไปมองจิ่งเหิงที่ยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งราวกับมองเห็นทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง
“ในเมื่อมากันครบแล้ว...” เย่วหลียกยิ้มเ้าเล่ห์พร้อมกับหยิบห่อเกลือหิมะออกมาวางกลางโต๊ะ “ลองทานอาหารร้านนี้ดูนะคะรุ่นพี่ แต่หนูแนะนำว่าลองโรย เกลือพิเศษ ของหนูลงไปนิดนึงดูสิคะ บางทีรสชาติที่มันเคยจืดชืด... อาจจะกลับมากลมกล่อมจนลืมไม่ลงก็ได้นะคะ”
คำพูดของเย่วหลีแฝงไปด้วยความหมายนัยที่ลึกซึ้ง เธอไม่ได้หมายถึงเพียงแค่รสชาติของอาหาร แต่มันคือการ เยียวยา ความสัมพันธ์ที่ขาดวิ่นของพวกเขา!
