เล่มที่ 6 บทที่ 151 ค่ายกล
“ทำได้ไม่เลวเลยนี่” หลินเฟยออกปากชื่นชมทันที
เจียงหลีได้ยินดังนั้นก็ยิ้มหน้าชื่นตาบานออกมา หลังจากเหล่มองวัตถุดิบที่กองอยู่เต็มพื้น เขาก็วิ่งถลาเข้ามาหาหลินเฟยก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ท่านจะหลอมดาบใช่หรือไม่? ให้ข้าอยู่ช่วยเป็ลูกมือได้ไหม ข้ารับรองว่าจะไม่แพร่งพรายเคล็ดลับออกไปแน่นอน ขอข้าอยู่ช่วยเถอะนะ…”
เพียงทองแดงเย่วเจี้ยนิยังต้องใช้หลายร้อยจินเลยทีเดียว ดูท่าคงจะหลอมศาสตราวุธที่มีมนต์สะกดสามสิบหกสายเป็แน่ แม้จะเรียนรู้เคล็ดลับได้นิดหน่อย แต่ก็เพียงพอที่จะเป็คลื่นลูกใหม่แซงคลื่นลูกเก่าอย่างผู้เป็อาจารย์จนเกยตื้นได้แน่นอน…
“ใครบอกว่าข้าจะหลอมอาวุธ ของทั้งหมดนี้ ข้าเตรียมไว้ให้เ้ากับอาจารย์ของเ้าต่างหากล่ะ…” หลินเฟยเหล่มองเจียงหลี ในใจก็พลางคิดว่า ‘หากคิดจะลงมือเองแล้ว เหตุใดยังจะต้องยืมมือพวกเ้าอีก?’
เจียงหลีหยุดชะงักทันที
‘หมายความว่าอย่างไร?’
‘ให้พวกข้าหรือ?’
‘พวกข้าเป็คนหลอมงั้นหรือ?’
‘ไม่หรอกมั้ง…’
‘นี่จะให้หลอมจริงๆหรือ?’
‘ครั้งที่แล้วอุตส่าห์ขุดหลุมพรางหลอกชิงหินิญญาก้อนโตจากสามสำนักใหญ่ได้ หรือครั้งนี้จะเอาอีก?’
“สามสำนักใหญ่เพิ่งจะถูกท่านขูดรีดมาตั้งหลายหมื่นหินิญญาไม่ใช่หรือ ปล่อยพวกเขาได้หายใจหายคอบ้างดีไหม?”
“อย่าพูดพล่อยๆ อาจารย์อาเ้าไม่ใช่คนเช่นนั้น…” ฟานซื่อได้ยินเช่นนั้น ก็ดุลูกศิษย์ทันที ก่อนจะมองหลินเฟยด้วยแววตารู้สึกผิด ในใจก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรแผลงๆ แค่ขูดรีดหินิญญามาแสนกว่าก็นับว่ามากพอแล้ว หากยังใช้ลูกไม้เดิมๆอีกละก็ เกรงว่าทั้งสามสำนักจะต้องมาถล่มร้านหลอมอาวุธนี้จนราบเป็หน้ากลองแน่ๆ…
“อื้อ ครั้งนี้ข้าไม่ได้จะหลอกพวกเขาหรอก”
เมื่อฟานซื่อได้ยินเช่นนั้น ก็โล่งอกทันที
“คราวนี้จะขูดรีดทั่วทั้งเมืองวั่งไห่ต่างหาก”
“…” ฟานซื่อที่เพิ่งจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก มือก็กระตุกขึ้นทันที ถ้วยชาในมือก็จับได้ไม่มั่นคง ทำให้หล่นแตกกระจาย หลังจากขำแห้งๆ เขาก็รวบรวมความกล้าเอ่ยถามออกมาอีกครั้ง
“จะหลอมกระบี่ที่มีมนต์สะกดสิบแปดสายเช่นเดิมหรือ?”
ในสายตาฟานซื่อนั้น กระบี่ที่มีมนต์สะกดสิบแปดสายก็เป็เพียงอาวุธอิงฝูเท่านั้น หากไม่มีพลังกดข่มละก็ ในสายตาของผู้บำเพ็ญขั้นย่างหยวนไม่ก็มิ่งหุนที่อยู่เต็มพิภพซ่างจงแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับเศษเหล็ก
หลินเฟยพิจารณาอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยออกมา
“ไม่จำเป็ แค่เก้าสายก็เพียงพอแล้ว”
“…” ฟานซื่อได้ยินดังนั้นถึงกับเข่าอ่อน
“เก้าสายงั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว เก้าสาย”
พูดจบหลินเฟยก็หันหลังกลับไปหลังร้านทันที จากนั้นก็ทิ้งฟานซื่อกับเจียงหลีที่เอาแต่มองไปมองมา ทำอะไรไม่ถูกไว้ที่เดิม
เป็นานกว่าเจียงหลีจะเอ่ยออกมา
“อาวุธที่ทำลวกๆเช่นนี้ จะดูไร้คุณธรรมไปหน่อยไหมล่ะ?”
ความจริงตอนที่เจียงหลีพูด ฟานซื่อเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน แค่กระบี่สามเล่มนั้นก็พอจะรู้แล้วว่าศิษย์แซ่หลินคนนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ล้วนมีเป้าหมายแน่นอน กระบี่ที่มีมนต์สะกดแค่สิบแปดสายนั่น เต็มที่ก็มีราคาแค่พันกว่าเท่านั้น แต่เพราะกดข่มชื่อิได้ สุดท้ายจึงสามารถขูดรีดมาได้หลายแสนหินิญญา…
บัดนี้กลับทุ่มหินหลายแสนนั่นหมดหน้าตักเลยทีเดียว
แค่คิดถึงตรงนี้ฟานซื่อก็เสียวสันหลังวาบแล้ว…
สงสัยผู้บำเพ็ญทั้งหมดในเมืองวั่งไห่จะโดนต้มจนเปื่อยหมดแน่ๆ
ทว่าหลังจากมองแผ่นหลังหลินเฟยที่เดินจากไป ฟานซื่อก็กัดฟันกรอดก่อนจะเอ่ยออกมา
“เอาเถอะ ทำตามที่อาจารย์อาเ้าสั่งแล้วกัน…”
ศิษย์อาจารย์ทั้งสองจึงเริ่มลงมือจัดแจงของที่ซื้อมาทันที หลังจากหลินเฟยกลับมาถึงห้องพักที่อยู่หลังร้าน ก็มองของที่เจียงหลีซื้อมาทันที เพราะของที่ซื้อมาครึ่งหนึ่งวางอยู่ในร้าน ส่วนอีกครึ่งก็วางอยู่ที่ด้านหลังนี่
หลินเฟยมองแท่งหยกสีเขียวยาวประมาณหนึ่งจ้างทั้งแปดแท่ง ก่อนจะแผ่มันออกมาเรียงเป็หน้ากระดาน หลังจากโคจรพลังปราณใส่ ก็ปล่อยปราณกระบี่ไท่อี๋ออกมาด้วย ปราณกระบี่สีทองแปรสภาพกลายเป็มีดแกะสลักสีทอง และเริ่มละเลงสลักอักขระลึกลับลงไปทันที
เป็เวลานานกว่าจะเก็บปราณกระบี่ไท่อี๋กลับมา บัดนี้แท่งหยกเขียวที่เดิมเรียบเนียนก็มีอักขระซับซ้อนมากมายปรากฏขึ้น แถมยังเปล่งแสงเรืองรองเล็กน้อย แสงภายในห้องมืดหม่นลง ก่อนจะมีเสียงคลื่นดังมาเป็ระลอก
รอบๆแท่งหยกก็ปรากฏออกมาเป็ภาพสะท้อนของทะเลสีคราม ดวงจันทร์ก็ค่อยๆลอยโผล่ขึ้นมาพ้นผิวน้ำ กลิ่นอายแห่งความสงบและความยิ่งใหญ่ค่อยๆแพร่กระจายออกมา
พริบตาต่อมาภาพสะท้อนก็จางหายไป แท่งหยกที่เรียบเนียนกลายเป็มือขนาดั์ทันที แถมยังมีแสงนวลลออของดวงจันทร์ปรากฏออกมาให้เห็นเลือนราง ท่ามกลางแสงนั้นเองก็มีอักขระหนึ่งลอยขึ้นมา
หลินเฟยเห็นดังนั้นก็เปลี่ยนให้ปราณกระบี่ไท่อี๋สลักอักขระตัวอื่นลงในจุดที่ว่างของแท่นหยกทันที จากนั้นก็เกิดปรากฏเป็ภาพประหลาดเช่นเดิม
รอบด้านพลันกลายเป็ทะเลสีดำ มีกลิ่นอายแห่งความตายปกคลุมไปทั่ว ไม่มีสิ่งชีวิตอาศัย แม้แต่ดวงดาวบนฟ้ายังทนกลิ่นอายแห่งความตายไม่ได้ ทยอยร่วงตกจมลงใต้ทะเลสีดำ ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย
หลังจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อับแสงลง ดวงดาวร่วงดับจนหมด ที่ผิวทะเลสีดำก็มีแสงสีทองสายหนึ่งเรืองรองขึ้นมา ดอกบัวสีทองก็ได้ปรากฏขึ้นและผลิบานอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายแห่งชีวิตเข้ากดข่มกลิ่นอายแห่งความตายทันที
ไม่นานดอกบัวสีทองดอกแล้วดอกเล่า ก็ทยอยผลิบานท่ามกลางทะเลสีดำ…
หลังจากภาพทะเลสีดำและดอกบัวสีทองสลายไป แท่งหยกก็กลายเป็ดอกบัวสีทองที่ดูราวกับมีชีวิตขึ้นมา…
หลินเฟยสลักอักขระแปดตัวลงบนแท่งหยกทันที ไม่นานก็เกิดเป็ภาพนิมิตเช่นเดิม หลังจากทุกอย่างสลายไป แท่งหยกทั้งแปดนั้น บ้างก็กลายเป็ดอกบัว บ้างก็กลายเป็ั บ้างก็กลายเป็นกเฟิ่งหวงไฟ…
หลังจากแท่งหยกได้แปรสภาพจนหมด ค่ายกลก็เริ่มทำงานทันที ไอิญญาเข้มข้นแพร่กระจายออกมา ไอิญญามากมายได้กลายเป็หมอกห้าสี ค่อยๆแทรกซึมเข้าไปในค่ายกล ตอนบนสุดของค่ายกลก็หมุนวนไปเรื่อยๆ รวบรวมไอิญญาส่งเข้าไปยังค่ายกลไม่ขาดสาย
“ตาเ้าแล้ว…” หลินเฟยยิ้มออกมาน้อยๆ ก่อนจะเรียกปีศาจกระบี่ออกมา
“ถึงเวลาที่เ้าต้องออกโรงแล้ว สัญญากันแล้วนะ เ้าจะต้องเป็คนบงการค่ายกลนี้”
ปีศาจกระบี่มองไปที่ค่ายกล บัดนี้ไอิญญาที่อยู่ในละแวกนี้ถูกดึงดูดมาหมด หากไม่ใช่เพราะเมืองวั่งไห่มีไอิญญาเข้มข้นแล้วละก็ การดึงดูดไอิญญาเช่นนี้ จะต้องทำให้ผู้คนแตกตื่นไม่น้อยเลยทีเดียว
ปีศาจกระบี่ลอยอยู่นอกค่ายกลทำท่าอิดออดขึ้นมา
เพราะค่ายกลเบื้องหน้าแข็งแกร่งมาก มันคงจะเสียแรงไม่น้อยในการบงการ ทว่าก่อนหน้านี้ได้รับผลประโยชน์มาก้อนใหญ่ หากไม่ทำตามละก็ ก็คงจะดูแย่ไปหน่อย…
“เป็อะไรไป?” หลินเฟยเห็นปีศาจกระบี่ที่กำลังอิดออด เขาจึงถามด้วยน้ำเสียงติดรำคาญออกมา
“เรียกอยู่นั่นแหละ ก็แค่บงการค่ายกลไม่ใช่หรือ อ๋องอย่างข้าเคยผิดคำพูดด้วยหรือไง?”
ปีศาจกระบี่แค่นหัวเราะ ก่อนจะกลายร่างเป็ลำแสงกระบี่ พุ่งทะยานเข้าสู่ค่ายกล…
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------
