การแข่งขันรอบที่หนึ่งจบลง จากสี่สิบแปดคนเหลือสิบหกคน สองในสามส่วนถูกคัดออกตกรอบไป
“ข้อที่สอง ยันต์เคลื่อนย้ายแบบกำหนดทิศทางขั้นสาม” อู๋ฉิงมองผู้คนเบื้องล่างเวที ประกาศข้อที่สอง
ยันต์เคลื่อนย้ายนับเป็ยันต์วิเศษประเภทฝึกร่าง ถูกเรียกว่าเป็หนึ่งในสามสมบัติสำหรับหนีเอาชีวิตรอดร่วมกับยันต์เพิ่มความเร็วและยันต์วายุ แม้ไม่ใช่ยันต์วิเศษประเภทป้องกันหรือประเภทโจมตี แต่ก็อยู่ในขอบเขตการสั่งสอนของวิทยาลัย นอกจากนี้ ปริมาณการขายยันต์สามชนิดนี้ในร้านรวงต่างๆ ไม่เป็รองยันต์วิเศษประเภทโจมตีกับประเภทป้องกันเลยสักนิด
ได้ยินหัวข้อนี้ ผู้คนล้วนก้มศีรษะ เริ่มวาดยันต์
“ข้อนี้ยากพอตัวเชียวนะ!”
“ใช่แล้ว วาดยันต์เคลื่อนย้ายยากทีเดียว แถมยังเป็ยันต์เคลื่อนย้ายแบบกำหนดทิศทาง ยิ่งยากเข้าไปอีก!”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว!”
“แปลก ประเภทยันต์ที่วิทยาลัยยันต์สั่งสอนมีป้องกันกับโจมตีเป็หลัก ทำไมวิทยาลัยถึงสอบยันต์เคลื่อนย้ายเล่า? ยันต์เคลื่อนย้ายไม่ได้อยู่ในจำพวกโจมตีกับป้องกันนะ!”
“ใช่ ข้อนี้ประหลาดอยู่นะ!”
“มีอะไรประหลาดนักเล่า ผู้ชนะคือคนที่ต้องเข้าร่วมการแข่งขันจตุรแคว้นเข้าไปในแดนลับ วาดยันต์ป้องกันไม่เป็ย่อมไม่อาจปกป้องตนเองได้ เช่นเดียวกัน หากวาดยันต์เคลื่อนย้ายไม่เป็ย่อมไม่อาจหนีเอาชีวิตรอดได้!” พระเอกบอกเหมือนเป็เื่ธรรมดา
“อืม ศิษย์พี่หลันพูดมีเหตุผล!”
“ใช่แล้ว อาจารย์ใหญ่คงกลัวพวกเราไม่มีความสามารถปกป้องตนเองและหนีเอาชีวิตรอดได้กระมัง ถึงได้ออกข้อสอบเช่นนี้!”
“ถูก มีเหตุผล!” ผู้ฝึกตนไม่น้อยพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“หลิ่วเทียนฉี เ้าหนูนี่วาดไวนัก!” อวี๋ชิงโยวเห็นรอบแรกคนที่วาดยันต์เสร็จก่อนใครคือหลิ่วเทียนฉี รอบที่สองยังวาดเสร็จเป็คนแรกอีก เขากัดลิ้นเล็กน้อย
“อืม เร็วมากจริงๆ!” พระเอกพยักหน้า รู้สึกว่าเ้าหนูวาดเร็วมาก เร็วกว่าซานซานอย่างเห็นได้ชัด
รอบที่สองสิ้นสุด จากสิบหกคนเหลือเพียงห้าคน ได้แก่ หลิ่วซาน หลิ่วเทียนฉี เมิ่งเฉิงเลี่ยง จวงไห่และเหลิ่งเยว่
“ได้ห้าอันดับแรกของวิทยาลัยยันต์แล้ว!”
“ใช่ ศิษย์พี่เมิ่งกับศิษย์พี่จวงนี่ ไม่เสียทีที่เป็ศิษย์พี่หน้าเก่านะ ร้ายกาจจริงเชียว!”
“ข้าคิดว่าศิษย์น้องหลิ่วก็ไม่เลวนะ! เพิ่งมาวิทยาลัยยันต์ได้ไม่กี่ปีเอง!”
“ใช่แล้ว ศิษย์คนเก่งของอาจารย์ใหญ่ย่อมไม่เหมือนกัน!”
“ได้ยินว่าหลิ่วซานเป็พี่สาวร่วมตระกูลของศิษย์น้องหลิ่ว ระดับยันต์ไม่เลวเชียว!”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว”
เมื่อเห็นห้าคนนี้ชนะรอบที่สองมาได้ ข้างล่างเวทีก็พากันพูดคุยอีกพักหนึ่ง
“ดีมาก พวกเ้าห้าคน พักเป็เวลาหนึ่งก้านธูป เตรียมแข่งขันรอบสุดท้าย!” อู๋ฉิงมองพวกเขาพลางเอ่ยอย่างจริงจัง
“ขอรับ อาจารย์ใหญ่!” ทั้งห้าคนขานรับ ก่อนเก็บหมึกยันต์กับกระดาษยันต์บนโต๊ะของตนแล้วลุกขึ้นเดินออกไป
“เทียนฉี เหนื่อยหรือไม่? กินโอสถหวนปราณทิพย์สักเม็ดหนึ่งนะ?” เฉียวรุ่ยเห็นหลิ่วเทียนฉีเดินออกมาก็รีบเข้าไปรับ
“ไม่เหนื่อย ไม่เป็ไรหรอก!” หลิ่วเทียนฉีส่ายศีรษะบอก
“เมิ่งเฉิงเลี่ยง เหลิ่งเยว่และจวงไห่ สามคนนี้เป็คนเก่าคนแก่ของวิทยาลัย รอบต่อไปเ้าอย่าได้ประมาทเชียว” เมิ่งเฟยมองหลิ่วเทียนฉี เตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อืม ขอบคุณศิษย์พี่เมิ่งที่เตือน ข้าจะรับมืออย่างระวัง!”
“น้องเจ็ด ยินดีกับเ้าด้วย!” หลิ่วซือเดินเข้ามาแสดงความยินดีเสียงเบา
“ฮ่าๆๆ เพิ่งผ่านรอบสองเท่านั้น พี่สี่แสดงความยินดีเร็วเกินไปกระมัง?”
“ไม่ ข้าเชื่อว่าเ้ากับพี่สามต้องคว้าอันดับแรกมาได้แน่!” หลิ่วซือพูดจบก็มองนางเอกที่อยู่ข้างกายนิดหน่อย
“เื่นี้ก็ไม่แน่หรอก ศิษย์พี่สามคนนั้นล้วนเป็คนเก่าคนแก่ของวิทยาลัยยันต์เชียวนะ!” อันที่จริง การแข่งขันรอบต่อไป นางเอกเองก็ไม่มีความมั่นใจเท่าไรนัก อย่างไรเสีย มีน้องเจ็ดกับศิษย์พี่ทั้งสามคนอยู่ ใครชนะใครแพ้ ล้วนบอกได้ยากเหลือเกิน!
“ศิษย์น้องหลิ่ว ไม่ต้องถ่อมตัวเช่นนี้หรอก ข้าว่าเ้ากับศิษย์น้องหลิ่วช่างร้ายกาจนัก ไม่แน่ว่าพวกเ้าสองพี่น้องอาจคว้าสิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันมาทั้งคู่ก็เป็ได้!” อวี๋ชิงโยวมองทั้งสองคน หัวเราะเล็กน้อยก่อนเอ่ย
“ศิษย์พี่อวี๋ ชมเกินไปแล้ว!” หลิ่วเทียนฉียิ้มบางๆ ไม่พูดอะไรต่อ
ในนิยายต้นฉบับ คนที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันคือหลิ่วซานกับเหลิ่งเยว่ สองแม่ทัพหญิง ก็ไม่รู้ว่าคราวนี้ตนจะชนะพวกนางได้หรือไม่!
“คิกๆ ข้าก็คิดว่าเทียนฉียอดเยี่ยมที่สุด ต้องชนะอยู่แล้ว!” เฉียวรุ่ยบอกอย่างมั่นใจ
“ฮ่าๆๆ...” ได้ยินเฉียวรุ่ยเอ่ยเช่นนี้ หลิ่วเทียนฉีจึงหัวเราะ
“พวกเ้าสองคนนี่นะ เ้าประลอง เทียนฉีก็เป็แท่งน้ำแข็งอยู่ล่างเวที สีหน้าเย็นเยียบประหนึ่งเทพสังหาร รอบนี้เทียนฉีแข่ง เ้าก็อยู่ที่นี่ป่าวประกาศให้เทียนฉีอีก ต้องรักใคร่กันปานนี้ไหมฮึ?” ต่งเฟิงมองทั้งสองคนพลางบอกอย่างหงุดหงิด
“เชอะ เกี่ยวอะไรกับเ้าเล่า?”
“ฮ่าๆๆ ต่งเฟิง ให้ข้าแนะนำศิษย์น้องวิทยาลัยยันต์ให้เ้ารู้จักไหม? จะได้ไม่ต้องอิจฉาข้ากับเสี่ยวรุ่ย” หลิ่วเทียนฉีมองต่งเฟิง ระบายยิ้มเล็กน้อยก่อนบอก
“อย่าๆๆ ตอนนี้ข้ามุ่งมั่นหลอมโอสถ ไม่คิดหาคู่ชีวิต!” ต่งเฟิงส่ายศีรษะ ปฏิเสธอย่างรับไม่ไหว
“หลอมโอสถ? ขยันตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วไหม! วันพรุ่งนี้ก็เป็การแข่งขันของวิทยาลัยโอสถแล้วนะ!” เฉียวรุ่ยพูดอย่าอ่อนใจ
“เฮ้ เฉียวรุ่ย เ้าอย่าจี้ใจดำข้าได้ไหมเล่า?” ต่งเฟิงถลึงตามอง ส่งเสียงบ่น
แม้ตอนนี้ต่งเฟิงเป็นักหลอมโอสถขั้นสาม แต่ก็หลอมได้เพียงโอสถขั้นสามระดับล่างเท่านั้น ดังนั้น ต่อให้เข้าร่วมการแข่งขันในวันพรุ่งนี้ ก็ไม่มีทางชนะแน่นอน เดิมที ต่งเฟิงกลัดกลุ้มเื่นี้มากอยู่แล้ว พอเฉียวรุ่ยพูดขึ้นมาในเวลานี้อีก ทำให้เขายิ่งกลัดกลุ้มหนัก
“ฮ่าๆๆ...” ทุกคนเห็นท่าทางของต่งเฟิงก็ยิ้มอ่อน
“ได้เวลา!”
เมื่ออู๋ฉิงปรากฏตัวขึ้นบนเวทีสูงอีกครั้ง ทั้งห้าคนรีบกลับไปยืนที่หน้าโต๊ะของตน
“ข้อที่สาม วาดยันต์โจมตีที่พวกเ้าคิดว่าแข็งแกร่ง มีพลังโจมตีมากที่สุด”
พออู๋ฉิงบอกข้อสอบข้อนี้จบ ทั้งห้าคนล้วนตะลึงไปวูบหนึ่ง จากนั้น ต่างคนต่างนั่งลงก่อนเริ่มวาดยันต์
“แปลก ทำไมข้ารู้สึกว่าข้อที่สามของอาจารย์ใหญ่อู๋ฉิงง่ายกว่าข้อที่หนึ่งกับข้อที่สองกันเล่า?” ต่งเฟิงกะพริบตาเอ่ยอย่างแปลกใจ
“ง่ายตรงไหนกัน? นี่เป็ข้อสอบที่มีตัวเลือกนะ หากผู้ใช้ยันต์ตัดสินใจผิดพลาด เป็ไปได้มากว่าพวกเขาต้องพ่ายแพ้การแข่งขัน” เมิ่งเฟยพูดอย่างมีเหตุผล
“ใช่แล้ว ข้าก็คิดว่าข้อนี้ยากมากจริงๆ หากยันต์ที่ผู้ใช้ยันต์คิดว่าร้ายกาจ หลังวาดออกมากลับไม่ได้ผลลัพธ์ดีอย่างที่จินตนาการ เช่นนั้นพวกเขาย่อมพ่ายแพ้ในทันที!” จงหลิงพยักหน้าบอก
“ศิษย์พี่ทั้งสองพูดไม่ผิด ข้อนี้ยากมาก สิ่งที่ทดสอบไม่ใช่เพียงการวาดยันต์ของของผู้ใช้ยันต์ ยังรวมไปถึงความเข้าใจเกี่ยวกับยันต์โจมตีชนิดต่างๆ ของผู้ใช้ยันต์ด้วย หากเข้าใจยันต์โจมตีทุกชนิดไม่มากพอ ถ้าเช่นนั้นก็ไม่อาจตัดสินได้ว่าชนิดไหนแข็งแกร่งที่สุด มีฤทธิ์โจมตีดีที่สุด” หลิ่วซือมองผู้คนก่อนเอ่ยอย่างจริงจัง
“งั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้น เทียนฉีเข้าใจยันต์โจมตีหรือไม่เล่า?” ต่งเฟิงพูดพลางมองเฉียวรุ่ยที่ชมการแข่งขันอยู่ตลอด คนอื่นก็มองไปทางเขาเช่นกัน
“น่าจะ น่าจะไม่มีปัญหากระมัง!” หากเทียนฉีใช้หมึกยันต์ที่วิจัยก่อนหน้านี้ ย่อมไม่มีทางแพ้หรอก? แต่ปัญหาคือเทียนฉีจะใช้หรือเปล่า แล้วจะใช้อย่างไรเล่า?
ในใจเฉียวรุ่ยร้อนรนแทนคนรักเป็อย่างยิ่ง
“ศิษย์น้องหลิ่วสืบทอดความรู้ของตระกูลมาลึกล้ำ คิดว่าคงไม่มีทางแพ้หรอก!” เห็นเฉียวรุ่ยกังวลใจอย่างหนัก พระเอกจึงปลอบประโลมเสียงเบา
“ใช่แล้ว ได้ยินว่าของที่ปรมาจารย์หลิ่วถนัดที่สุดคือยันต์วิเศษโจมตี!” อวี๋ชิงโยวพยักหน้าตามด้วย
เฉียวรุ่ยมองทั้งสองคนทีหนึ่งแล้วเบ้ปาก “พวกเ้าเป็พวกเดียวกับหลิ่วซานจริงๆ ตระกูลหลิ่วของพวกเรามีเื่อันใดล้วนปิดบังพวกเ้าไม่เคยอยู่!” หลิ่วซานนี่น่าชังนัก ต้องพูดว่าร้ายพ่อสามีต่อหน้าคนนอกไม่น้อยแน่
ได้ยินคำพูดของเฉียวรุ่ย ผู้อื่นพากันหัวเราะอย่างไม่ไว้หน้า กระทั่งหลิ่วซือยังอดกระตุกมุมปากไม่ได้
ได้ยินเช่นนั้น หางตาอวี๋ชิงโยวกระตุก ในใจคิด ‘เฉียวรุ่ยต้องปากร้ายปานนี้เลยหรือ พวกเรายังไม่ได้พูดอะไรผิดเลยนะ?’
“ศิษย์น้องเฉียว เ้าอย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ได้มีความหมายอื่น!” พระเอกรีบร้อนอธิบาย
เฉียวรุ่ยมองพระเอกแล้วเหลือกตา “ได้ยินว่าเ้ากับหลิ่วซานหมั้นกันแล้ว ถ้าอย่างนั้น นางบอกเ้าหรือไม่ว่าบิดานางติดสินบนคนครัววางยาพิษพ่อสามีข้าอย่างไร? บอกเ้าไหมว่าบิดานางหาใครมาทำป้ายหยกปลอมแผ่นนั้นใส่ร้ายเทียนฉี? เื่เหล่านี้นางคงไม่ปิดบังเ้าหรอกนะ?”
“ศิษย์น้องเฉียว เื่เหล่านี้ล้วนเป็การเข้าใจผิด เ้าเข้าใจซานซานผิดลึกเกินไปแล้ว!” พระเอกมองอีกฝ่าย รีบอธิบายอย่างจนปัญญา
“เฮอะ เข้าใจผิด ใช่สิ คนที่ถูกทำร้ายเป็ผู้อื่น นั่นย่อมเป็การเข้าใจผิด นี่หากคนที่ถูกทำร้ายเป็หลิ่วซาน ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่ใช่การเข้าใจผิดล่ะสิ!” เฉียวรุ่ยพูดเต็มปากเต็มคำ
“นี่...” ต้องเผชิญหน้ากับเฉียวรุ่ยที่พูดอย่างมั่นอกมั่นใจเช่นนี้ พระเอกถึงกับไร้คำพูดโต้ตอบ
“โฮ่ บิดาของศิษย์พี่หลิ่วนี่เหี้ยมจริงนะ วางยาพิษสังหารพี่น้อง ทำร้ายหลานตนเองอย่างโเี้เชียวหรือ?” พูดถึงตรงนี้ ต่งเฟิงอดกัดลิ้นไม่ได้
วันนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมความสัมพันธ์ระหว่างหลิ่วเทียนฉีกับพี่สาวสองคนถึงไม่ดีนัก แท้ที่จริงมีเื่เช่นนี้เอง!
“ในตระกูลใหญ่เื่โสมมบางอย่างก็ยากที่จะเลี่ยง ไม่อยากขายหน้าเื่อะไรล้วนบอกออกข้างนอกในทางดีเสียหมด!” เมิ่งเฟยพูดจบก็มองพระเอกกับอวี๋ชิงโยวเหมือนสื่อเป็นัย
มิน่าเล่า หลิ่วเทียนฉีถึงไม่ชอบพี่สาวสองของเขา ที่แท้ก็เป็เช่นนี้เอง!
“ซือซือ บ้านของพวกเ้าวุ่นวายปานนี้เชียวหรือ?” เซวียนหยวนหงมองหลิ่วซือพลางถามอย่างปวดใจ
ั้แ่เล็ก เซวียนหยวนหงเกิดมาในราชวงศ์ การต่อสู้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมในตระกูล เขาเห็นั้แ่เล็กจนโต เพราะอย่างนั้น เขาจึงเกลียดชังความโสมมของการต่อสู้ในที่แจ้งและที่ลับในตระกูลยิ่งนัก มันทำให้เขายินดีที่จะอยู่ในวิทยาลัยเซิ่งตูสามสิบปีโดยไม่กลับวัง
“ล้วนเป็เื่ในอดีต! ไม่มีอะไรหรอก!” หลิ่วซือกระตุกมุมปาก เอ่ยอย่างไม่เห็นเป็สาระสำคัญ
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป ผู้เข้าแข่งทั้งห้าคนก็วาดยันต์วิเศษสำเร็จ ก่อนพากันลุกขึ้นยืนมาหยุดอยู่ตรงหน้าอู๋ฉิง
อู๋ฉิงสะบัดมือวูบหนึ่ง บนเวทีพลันปรากฏเสาเพชรห้าต้น
“กระตุ้นยันต์ที่ตนเองวาดกับเสาที่ตรงกันตามลำดับ!” พูดจบ อู๋ฉิงก็ถอยไปด้านหลัง
“ขอรับ!” เมิ่งเฉิงเลี่ยงขานรับ ก้าวเข้าไปคนแรก กระตุ้นยันต์หมื่นกระบี่ที่ตนวาด
ชั่วครู่ ปราณกระบี่น่าขนลุกสายแล้วสายเล่าโจมตีเข้าใส่เสาต้นนั้นทันที เสาสูงสองเมตรถูกฟันไปหนึ่งส่วนแปด ปลายแหลมร่วงกระทบพื้นอย่างรุนแรง
