เล่มที่ 4 บทที่ 94 ปราณกระบี่ทงโยว
ในตอนแรกหลินเฟยหลอกล่อเหล่าอสุรกายให้มาที่นี่ก็เพราะคิดจะใช้เหล็กเซียนขั้นโฮ๋วเทียนนี้ช่วยสู้ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าอสุรกายตนนี้กลับขี้ขลาด แค่ปล่อยปราณกระบี่ไท่อี๋ออกมาก็ยอมแพ้แล้ว…
ถามว่าหลินเฟยรู้ได้อย่างไรน่ะหรือ?
ก็เพราะว่าเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียน จะต้องบำเพ็ญโดยใช้ปราณโลหะ ดังนั้นไม่ว่าที่ใดมีปราณโลหะเข้มข้น หรือจะมีปราณโลหะเจือจาง ก็ล้วนไม่อาจหลุดรอดสายตาของเขาไปได้…
หลินเฟยรู้ถึงขนาดว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในผาหินนั้น เป็ถึงเหล็กเซียนโฮ่วเทียนที่มีพลังหยินเข้มข้นแต่กำเนิด ซึ่งสำหรับเหล่าอสุรกายแล้ว ถือเป็แรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานได้เลย หลินเฟยจึงล่อพวกมันมายังที่แห่งนี้ เขาคิดไว้แล้วว่าหากเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้น เขาก็จะสะบั้นผาหินให้แตก และปล่อยเหล็กเซียนที่มีพลังหยินเข้มข้นนี้ออกมา เพื่อให้พวกมันแก่งแย่งกระทั่งเข่นฆ่ากันเอง
‘จะว่าไป อสุรกายกุ่ยเจี้ยงนี่ก็พอจะมีประโยชน์อยู่บ้าง’
หลินเฟยเกิดลังเลขึ้นมา…
ตอนแรกที่ได้ยินว่ามีสมบัติล้ำค่า หลินเฟยไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจเลยสักนิด อสุรกายปลิ้นปล้อนเช่นนี้ หากไม่ระวังให้ดี อาจตกหลุมพรางได้เลย เดิมทีคิดว่าหลังจากหลอกให้ตายใจ จะค่อยถามเื่ช่องโหว่ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าตนเองจะล่วงรู้ความสามารถพิเศษที่แอบแฝงของมันเสียก่อน และความสามารถนี้ก็เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางในการล่าสมบัติ หากใช้ดีๆละก็ แทบจะเรียกว่าไม่ต่างกับมีสมบัติล้ำค่าทั่วพิภพมาเลยทีเดียว…
แต่ปัญหาก็คือเ้าอสุรกายตนนี้ปลิ้นปล้อนสุดๆ หากไม่ระวัง อาจจะซวยขึ้นมาได้…
“จริงสิ!” ทันใดนั้นหลินเฟยก็คิดขึ้นมาได้ สองตาพลันเป็ประกาย ก่อนจะเริ่มโคจรพลังปล่อยอักขระกระบี่หยินหลีออกมา
เสิ่นทงสายแรกของอักขระกระบี่หยินหลีนั้น สามารถกลายสภาพเป็ดินิถู่ได้
ตอนที่ประลองศิษย์สายตรงนั้น เสิ่นทงดินิถู่นี้ถึงขนาดทำให้กระบี่โบราณที่เพิ่งตื่น หลับใหลลงอีกครั้งได้ แล้วนับประสาอะไรกับอสุรกายกุ่ยเจี้ยงล่ะ?
“เ้าคงจะรู้ดี ก่อนที่ข้าจะได้เจอสมบัติ ก็คงไม่อาจปล่อยเ้าไปได้…” พอพูดถึงตรงนี้ หลินเฟยก็เรียกอักขระกระบี่หยินหลีออกมา หมอกคำสีควันฟุ้งกระจายจนเกิดเป็กองดินิถู่ ในขณะเดียวกันเขาก็บงการปราณกระบี่ไท่อี๋ให้เกิดเป็กรงขังไปด้วย
“ข้ามีอาวุธอย่างหนึ่งที่สามารถกักขังเ้าเอาไว้ชั่วครู่ หลังจากที่เจอสมบัติแล้ว ข้าค่อยปล่อยเ้าออกไป ว่าอย่างไรล่ะ?”
คราวนี้เ้าอสุรกายกุ่ยเจี้ยงรีบตอบตกลงทันที
สงสัยจะขุดหลุมพรางไว้จริงๆด้วยสินะ…
หลินเฟยส่ายหัวน้อยๆ จากนั้นจึงคลายปราณกระบี่ไท่อี๋ออก และปล่อยดินิถู่ให้ร่วงใส่กุ่ยเจี้ยง
พอกุ่ยเจี้ยงััถูกดินิถู่เข้า ก็รู้สึกถึงพลังหยินอันเข้มข้มที่กำลังจู่โจมเข้ามา ขณะเดียวกันก็รู้สึกสบายไปทั้งตัว เพราะหลังจากเลื่อนขั้นเป็กุ่ยเจี้ยงแล้ว ขั้นบำเพ็ญของมันก็ไม่ก้าวหน้าขึ้นอีกเลย พอเจอพลังหยินเข้มข้นเช่นนี้ จึงรู้สึกดีใจและกังวลไปพร้อมๆกัน มันกังวลว่าเ้ามนุษย์คนนี้มีอาวุธที่ร้ายกาจ ตัวมันเองคงชะล่าใจไม่ได้ อีกทางหนึ่ง อสุรกายกุ่ยเจี้ยงก็ดีใจ เพราะพลังหยินอันเข้มข้นนี้สามารถฟื้นฟูร่างกายที่าเ็ได้ เพียงครู่เดียวาแบนตัวก็หายดีเกือบหมด สุดท้ายจึงแอบจดบัญชีแค้นในใจ หลังจากเ้ามนุษย์ได้สมบัติไปครองเมื่อใด จะต้องจัดการอีกฝ่ายให้หนัก
ทว่าหลังจากดีใจได้เพียงชั่วครู่ อสุรกายกุ่ยเจี้ยงก็รู้สึกง่วงขึ้นมา
“เกิดอะไรขึ้น!” อสุรกายกุ่ยเจี้ยงกระตุกใขึ้นมา เพราะที่ผ่านมาได้บำเพ็ญด้วยการกลืนกินไอิญญาและมนต์สะกดมาตลอด ทำให้ไม่มีประสบการณ์อย่างที่เหล่าอสุรกายทั่วไปมี แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็อสุรกายขั้นกุ่ยเจี้ยงเต็มตัว มีพลังเทียบเท่าผู้บำเพ็ญขั้นมิ่งหุนเลยทีเดียว แล้วจู่ๆจะเกิดง่วงได้อย่างไรกัน?
อสุรกายกุ่ยเจี้ยงรู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น…
แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว
ไม่นานก็ผล็อยหลับไปจนได้
ในเวลานี้เองหลินเฟยก็สะบั้นผาหินออกให้แตกเป็สองซีก ก่อนจะนำเหล็กเซียนที่มีลักษณะเป็เหลี่ยม ขนาดประมาณหนึ่งฉื่อก้อนหนึ่งออกมา เหล็กเซียนเทียนนี้ดูประหลาดนัก ถึงจะอยู่ในมือ แต่จับต้องไม่ได้ราวกับเป็เพียงหมอกควันล่องลอยไปมา หากไม่ระวังก็อาจจะสลายไปได้…
“ที่แท้ก็เป็เหล็กเซียนทงโยว” หลินเฟยรู้ได้ทันทีั้แ่ที่ัั
ตำนานบันทึกไว้ว่ามันเป็เหล็กเซียนขั้นโฮ่วเทียน มีทั้งพลังหยินและหยาง
มิน่าถึงรู้สึกว่าผาหินนี้มีพลังหยินเข้มข้น
ที่แท้ก็เพราะหล่อเลี้ยงเหล็กเซียนทงโยวไว้นี่เอง
บัดนี้เหล็กเซียนทงโยวที่อยู่ในมือ มีสภาพราวกับหมอกควันดำกลุ่มหนึ่ง มันปล่อยกลิ่นอายลึกลับออกมา ดูผิวเผินแม้จะดูชั่วร้ายไปบ้าง แต่หลินเฟยรู้ดีว่ามันเป็สิ่งล้ำค่าที่หายากยิ่งกว่าเหล็กเฟิ่งหวงที่เป็เหล็กขั้นสี่เหมือนกันเสียอีก
หลังจากมีประสบการณ์มาหลายครั้ง ตอนนี้เรียกได้ว่าช่ำชองเลยทีเดียว แค่ชั่วยามเดียวเท่านั้น หลินเฟยก็หลอมเหล็กเซียนทงโยวจนได้เป็ปราณกระบี่ทงโยวในที่สุด
“ถึงกับได้ปราณกระบี่ทงโยวเชียว ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์สู้ตายในงานประลองศิษย์สายตรง…” หลินเฟยเก็บปราณกระบี่สีดำเข้าร่าง ก่อนจะเดินไปตามทางสายน้อยอันคดเคี้ยว เพื่อมุ่งหน้าไปยังหุบเขากระบี่ต่อไป…
ในขณะเดียวกันก็มีศิษย์สองคนเดินออกมาจากอาราม และหนึ่งในนั้นก็คือ “หลี่ฉุน”
“ศิษย์น้องหลี่ เ้าช่วยฟังสิ่งที่ข้าพูดเถอะนะ…” ศิษย์อีกคนที่อยู่กับหลี่ฉุนมีชื่อว่า “ซ่งจื่อเป้ย” ซึ่งมาจากหุบเขาเทียนเสวียน เขามีอายุมากที่สุดในบรรดาศิษย์ที่เฝ้าหุบเขากระบี่แห่งนี้ ที่จริงแล้ว ซ่งจื่อเป้ยไม่ได้กระทำความผิดอะไร แต่เป็เพราะเขามีพร์ที่ค่อนข้างแย่ ใช้เวลาถึงสามร้อยกว่าปีถึงจะบรรลุขั้นย่างหยวนได้ พอเห็นว่าใกล้จะถึงอายุขัย ก็เลยขอผู้เป็อาจารย์ ให้ส่งเขามาที่หุบเขากระบี่ เพราะว่าเขาคิดจะใช้ผลงานการเฝ้าประจำการที่หุบเขากระบี่สามสิบปี แลกกับคัมภีร์ชำระล้างเส้นปราณ ซึ่งจะทำให้เขามีโอกาสเพิ่มมาอยู่บ้าง…
ดังนั้นแม้ซ่งจื่อเป้ยจะมีอายุมากที่สุด แต่ก็ถือว่าเป็คนดีคนหนึ่ง ปกติแล้วเขาไม่ค่อยแก่งแย่งอะไรกับใคร มีงานอะไรก็จะรับไปทำเอง ยี่สิบกว่าปีมานี้ ถือว่ามีชื่อเสียงที่ดีไม่น้อยเลย
เมื่อออกมากับหลี่ฉุนสองคน เขาก็อดที่จะเตือนอีกฝ่ายไม่ได้
“บัดนี้หลินเฟยเป็ถึงศิษย์สายตรง ต่อให้เ้ายังอยู่ที่หุบเขาหมัวเจี้ยน ก็ยังไม่อาจต่อกรได้เลย ปล่อยวางความแค้นลงไม่ดีกว่าหรือ”
“ศิษย์พี่ซ่งไม่เข้าใจหรอก ไม่ใช่ว่าข้าไม่ปล่อยวาง แต่เป็หลินเฟยนั่นแหละที่กัดไม่ปล่อย วันนี้ก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือ ข้าตกอับถึงขนาดนี้ แต่เ้าหลินเฟยก็ยังมาเยาะเย้ยถึงที่อีก…”
“เ้าคิดมากเกินไปแล้ว…” ซ่งจื่อเป่ยอดส่ายหัวให้กับท่าทีของหลี่ฉุนไม่ได้
‘ดูท่าศิษย์น้องหลี่จะคิดมากไปจริงๆ เพราะหลินเฟยเป็ศิษย์สายตรงคนใหม่ จึงต้องมาที่หุบเขากระบี่แห่งนี้ตามธรรมเนียมอยู่แล้ว ไม่ได้ตั้งใจจะมาเยาะเย้ยอย่างที่พูดเสียหน่อย’
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
