"คือ่นี้ก็มีคนจากอำเภอหลี่ว์ของคุณหลายคนมาติดต่อขอเป็ตัวแทนจำหน่าย บางคนก็มีคุณสมบัติเข้าเงื่อนไข พวกเขามีหน้าร้านอยู่แล้ว แถมยังรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย แต่คุณไม่มีประสบการณ์ด้านนี้เลย ผมไม่ค่อยแน่ใจในความสามารถของคุณ มันไม่ได้จัดการง่ายๆ นะ!"
เสียงของผู้จัดการไช่ลอดออกมาจากในห้องทำงาน ฟังจากเสียงแล้วเขาน่าจะเป็ชายหนุ่ม
สือเจียงหย่วนเคาะประตู เสียงภายในห้องก็เงียบลงทันที ผู้จัดการไช่กล่าวว่า “เข้ามาได้”
สือเจียงหย่วนเดินเข้าไปในห้องทำงาน ก็เห็นคังอิงนั่งอยู่ตรงข้ามกับผู้จัดการไช่ ตรงกลางมีโต๊ะน้ำชา และชาร้อนสองถ้วยวางอยู่บนโต๊ะ
ผู้จัดการไช่เป็ชายหนุ่มรูปร่างผอมเพรียว ดูเหมือนอายุประมาณยี่สิบแปดยี่สิบเก้าปี ผมสั้นเกรียน สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีดำที่เป็ชุดพนักงาน และเนกไทสีน้ำเงิน มีเข็มกลัดเนกไทสีทองติดอยู่ ดูแล้วกระฉับกระเฉงมาก
ในยุคสมัยนี้ คนที่ทำงานในบริษัทเอกชนดูกระฉับกระเฉงกว่าคนที่ทำงานในรัฐวิสาหกิจมาก หลักการที่ว่า ‘ทำงานมากได้มาก’ ทำให้พวกเขามีแรงจูงใจในการทำงานสูง
พูดตามตรงแล้ว คนส่วนใหญ่ที่ยังคงยึดติดอยู่กับการทำงานในระบบราชการ ก็มักถูกมองว่าเป็คนที่ไม่พัฒนาตัวเอง ไม่มุ่งมั่นที่จะก้าวหน้า และยินดีที่จะใช้ชีวิตอย่างยากจน ซึ่งในความเป็จริงก็เป็เช่นนั้น
คนส่วนใหญ่ที่ทำงานในระบบราชการต่างก็ใช้ชีวิตแบบ ‘พออยู่พอกิน’ ไม่ว่าจะทำงานมากหรือน้อย เงินเดือนที่พวกเขาได้รับก็เท่ากัน จนมันกลายเป็วังวนไปแล้ว ในปัจจุบันยังไม่มีระบบประเมินผลงาน และไม่มีระบบการกำกับดูแลประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้บางคนมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการทำงาน พวกเขาทำเพียงแค่ทำงานไปวันๆ จึงทำให้ดูไม่กระตือรือร้น
พอสือเจียงหย่วนเห็นผู้จัดการไช่คนนี้ เขาก็รู้สึกถูกชะตา ชายหนุ่มผู้นี้ดูเป็คนที่มีความทะเยอทะยาน
พอสือเจียงหย่วนเดินเข้ามา คังอิงก็แนะนำเขากับผู้จัดการไช่ทันที “นี่คือหุ้นส่วนของฉัน แซ่สือ สือเจียงหย่วน”
“สวัสดีครับ คุณสือ” ผู้จัดการไช่ทักทายสือเจียงหย่วน จากนั้นก็ขมวดคิ้วราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ ก่อนกล่าวถาม “คุณรู้จักคุณอู๋จื้อหาว คุณอู๋หรือเปล่าครับ?”
สือเจียงหย่วนพยักหน้า “รู้จักครับ”
อู๋จื้อหาวเป็คนที่จ้าวสือหงเขียนเอาไว้ในรายชื่อบุคคลที่เขาควรติดต่อไป ชายคนนั้นเป็หัวหน้าของผู้จัดการไช่
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าผู้จัดการไช่คนนี้จะมีความสามารถขนาดนี้ สามารถเชื่อมโยงเขากับคนที่หัวหน้าของตัวเองกำชับเอาไว้ได้ ไม่น่าแปลกใจที่อายุน้อยขนาดนี้ ก็ได้ขึ้นมาเป็ผู้จัดการประจำเมืองแล้ว
จริงอย่างที่เขาคิด วงการธุรกิจนี้มีคนเก่งจำนวนมาก และมีัซ่อนตัวอยู่นับไม่ถ้วน
ผู้จัดการไช่รีบลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางกระตือรือร้น บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ดูจริงใจ เขายื่นมือไปทางสือเจียงหย่วน แล้วจับมือกับเขาแน่นๆ สองสามครั้ง
“ที่แท้ก็เป็คุณนี่เอง คุณอู๋โทรมาบอกผมโดยเฉพาะเลย ผมรอคุณมานานแล้ว ในที่สุดก็ได้เจอกัน ที่แท้คุณกับคุณคังเป็หุ้นส่วนกันเหรอครับ? ขอโทษด้วยนะครับ ที่ต้อนรับไม่ดี”
พอเห็นท่าทางกระตือรือร้นของผู้จัดการไช่ ก็รู้ได้ทันทีว่า คำสั่งของจ้าวกั๋วชิงได้ส่งมาถึงเขาแล้ว
“ไม่เป็ไรครับ ไม่รู้ย่อมไม่ผิด” สือเจียงหย่วนนั่งลงข้างๆ คังอิง
คังอิงที่นั่งอยู่ข้างๆ นั่งมองสือเจียงหย่วนจัดการปัญหาด้วยความตะลึงงัน เธอรู้ว่าตอนนี้ไม่ควรพูดอะไร จึงทำได้เพียงปิดปากเงียบๆ
“เมื่อกี้ผมได้คุยเื่สิทธิ์การเป็ตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวกับคุณคังแล้ว ดีมากเลยครับ พวกคุณรู้จักการคว้าโอกาส สิทธิ์การเป็ตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวของอำเภอหลี่ว์ยังว่างอยู่ ยินดีต้อนรับพวกคุณเข้าสู่ทีมของพวกเรา ไห่โซงตี้”
ยังไม่ทันที่สือเจียงหย่วนจะได้พูดอะไร ผู้จัดการไช่ก็เอ่ยขึ้นมาด้วยความยินดี ตอนนี้เขากลายเป็เทพบุตรที่แสนน่ารักไปเสียแล้ว ราวกับว่าปีศาจที่ต่อรองกับคังอิงเมื่อกี้นี้ไม่ใช่เขา
คังอิงมองดูด้วยความตื่นตะลึง ตอนที่สือเจียงหย่วนยังไม่เข้ามา เธอพยายามพูดเกลี้ยกล่อมผู้จัดการไช่คนนี้อย่างหนัก แต่เขาเป็พวกน้ำมันเกลือไม่เข้า [1] เธอกับเขาเหมือนอยู่ในเกมไท่จี๋ประลองมือ [2]
คังอิงรู้ดีว่าท่าทีแบบนั้นของผู้จัดการไช่ ก็คือการที่เขาไม่อยากทำธุรกิจกับเธอ แต่ผู้จัดการไช่ไม่อาจปฏิเสธอย่างโจ่งแจ้ง เพราะกลัวว่าคังอิงจะไปร้องเรียนเขา ดังนั้นเขาจึงได้ยกเงื่อนไขต่างๆ มากมายมาอ้างเพื่อทำให้เธอลำบากใจ
ตอนที่คังอิงเกือบจะสิ้นหวัง คิดไม่ถึงว่าแค่สือเจียงหย่วนเดินเข้ามาเท่านั้น ทุกอย่างก็กลับตาลปัตรจนพลิกสถานการณ์ทั้งหมด คังอิงมองดูด้วยความตกตะลึง หรือ คำว่า ‘สือเจียงหย่วน’ จะทรงพลังขนาดนี้เลยหรือ?
คังอิงอดไม่ได้ที่จะมองสือเจียงหย่วนด้วยความครุ่นคิด ส่วนสือเจียงหย่วนที่ถูกคังอิงจ้องมองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ เขาเอามือลูบจมูก แล้วรับชาร้อนที่ผู้จัดการไช่ยื่นให้พลางเอ่ยว่า
“ในเมื่อเป็แบบนี้ งั้นพวกเรามาคุยเื่เงื่อนไขการเป็ตัวแทนจำหน่ายโดยละเอียดกันดีกว่า เื่พวกนี้คุณคุยกับคุณคัง หุ้นส่วนของผมเลยก็แล้วกัน”
การที่ผู้จัดการไช่เรียกคังอิงว่า ‘คุณคัง’ ทำให้สือเจียงหย่วนรู้สึกดีใจเป็อย่างยิ่ง เขาไม่ชอบให้คังอิงถูกเรียกแบบ ‘คังอิงๆ’ เหมือนอย่างที่ฟู่ซินหลางเรียก ซึ่งฟังดูสนิทสนมเกินไป
“ได้ ไม่มีปัญหาครับ” ผู้จัดการไช่แสดงความกระตือรือร้นในการทำงานตามแบบนักธุรกิจ เขาหันไปพูดคุยเื่ต่างๆ กับคังอิงอย่างจริงจัง
สือเจียงหย่วนหาว ตลอดทางที่ขับรถมาเขาก็รู้สึกง่วงแล้ว เมื่อคืนนี้เขาดื่มเหล้า ถึงแม้ว่าตอนนี้ฤทธิ์แอลกอฮอล์จะจางหายไปเกือบหมด แต่หลังจากที่เขาผ่อนคลาย ความง่วงก็เริ่มครอบงำเขาทันที
พอคังอิงกับผู้จัดการไช่พูดคุยเื่เงื่อนไขต่างๆ จนได้ข้อสรุป ขณะกำลังเตรียมเซ็นสัญญากัน คังอิงจึงเห็นว่าสือเจียงหย่วนเอนหลังหลับอยู่บนโซฟา
คังอิงได้แต่ขำไม่ออก เื่สำคัญขนาดนี้ สือเจียงหย่วนกลับหลับสบายเหมือนหมูได้
แต่พอนึกอีกที เขาก็มีความดีความชอบยิ่งใหญ่มาก พอเขาเข้ามา เื่ต่างๆ ก็เรียบร้อย จนผู้จัดการไช่ไม่กล้าปฏิเสธแม้แต่คำเดียว
ดูท่าที่สือเจียงหย่วนบอกว่า จะไปคุยกับคนของกระทรวงพาณิชย์ให้คงเป็เื่จริง เขาเป็ผู้อยู่เื้ัตัวจริง ถึงได้สามารถนอนหลับสบายในตอนนี้ได้
คังอิงจะเซ็นสัญญา แต่ก็ไม่อาจตัดสินใจเพียงลำพัง เธอจึงเดินไปปลุกสือเจียงหย่วน
สือเจียงหย่วนกำลังหลับสบาย พอถูกคังอิงปลุก เขาก็มองดูคังอิงและสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยด้วยสายตาเลื่อนลอย
“ฉันคุยเื่เงื่อนไขการร่วมมือกับผู้จัดการไช่จนได้ข้อสรุปแล้ว คุณดูเงื่อนไขในสัญญาหน่อยค่ะ ถ้าไม่มีปัญหา พวกเราก็เซ็นสัญญากันเลยนะคะ!”
สือเจียงหย่วนจึงได้สติกลับมา เขากวาดตามองดูเงื่อนไขในสัญญาพลางกล่าวว่า “ตกลง คุณคุยกันเรียบร้อยแล้วก็เซ็นได้เลย”
เขาแค่เหลือบมองสองสามครั้งเท่านั้น คังอิงอดไม่ได้ที่จะตำหนิในใจว่าเขาไม่รอบคอบ หรือว่าเขาต่อรองเื่ต่างๆ แบบลวกๆ มาโดยตลอด ช่างเป็คนที่ไม่ใส่ใจอะไรเลยจริงๆ
สือเจียงหย่วนรู้ดีว่า ผู้จัดการไช่ไม่มีทางกล้าหลอกเขาแน่ เงื่อนไขพวกนี้มีแต่จะทำให้เขายิ่งได้ประโยชน์มากขึ้น ดังนั้นจึงแค่กวาดตามองดู ตรวจสอบคร่าวๆ เพื่อให้คังอิงสบายใจ จากนั้นเขาก็หลับต่อ
คังอิงส่ายหน้า เธอจึงต้องนำสัญญาไปเซ็นกับผู้จัดการไช่
หลังจากที่เซ็นสัญญาเสร็จ คังอิงคิดจะไปบริษัทอื่นต่อ เธอไม่คิดเลยว่าการเซ็นสัญญาจะง่ายขนาดนี้
ตอนเธอกำลังจะจากไป ผู้จัดการไช่ก็รั้งเธอไว้ “ต่อไปพวกเราก็เป็หุ้นส่วนกันแล้ว ตอนนี้ก็ไม่เช้าแล้ว กินมื้อเที่ยงด้วยกันดีกว่าครับ”
สือเจียงหย่วนเหลือบมองนาฬิกาแขวนผนัง เข็มนาฬิกาชี้บอกเวลา 11:30 น. ถึงเวลากินอาหารแล้ว เขาจึงหันไปมองคังอิง
คังอิงมองแววตาของเขาก็เข้าใจ เธอรู้ดีว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับตัวแทนจำหน่ายเป็สิ่งที่จำเป็ เธอจึงบอกว่า
“เกรงใจจังเลยค่ะ ให้พวกเราเป็ฝ่ายเลี้ยงคุณเถอะ”
“โอ๊ย ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ไม่ต้องกังวล มื้อนี้ผมเอาไปเบิกกับบริษัทเอง” ผู้จัดการไช่เป็คนจริงใจอย่างมาก
การที่สามารถใช้เงินของบริษัทเลี้ยงอาหารคนอื่นได้ นับว่าเป็เื่มีหน้ามีตา แต่ตรงกันข้ามกับการเลี้ยงอาหารคนอื่นโดยใช้เงินตัวเอง นั่นเป็การแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่มีความสามารถ คนในยุคสมัยนี้มักจะคิดแบบนี้
เมื่อคังอิงได้ยินว่าเขาใช้เงินของบริษัทเลี้ยงข้าว เธอก็ไม่เกรงใจ จึงพยักหน้ารับ “รบกวนผู้จัดการไช่ด้วยนะคะ”
พวกเขาทั้งสองจึงไปกินอาหารกับผู้จัดการไช่
เชิงอรรถ
[1] น้ำมันเกลือไม่เข้า เป็อุปมาเปรียบเทียบถึงคนหัวแข็ง มีทิฐิ และหัวรั้นเสมือนเนื้อที่หมักเกลือและน้ำมันไม่ซึมเข้าไปภายใน
[2] ไท่จี๋ หรือไท่เก็กมือ เป็การออกกำลังรูปแบบหนึ่ง ผู้เล่นมีสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน ต่อสู้ด้วยมือเปล่าโดยการใช้มือผลักกันในกระบวนท่าต่างๆ เมื่อนำมาใช้ในแง่ธุรกิจ เหมือนการนำเสนอเงื่อนไขแต่ถูกอีกฝ่ายคอยผลักออกไม่ยอมรับ
