มารดาซวนจู้ข่มขู่เอาเงินจากเ้าใหญ่ แม้ทราบดีว่าอีกฝ่ายไม่มีทางหาเงินมาให้ได้ ทว่ามิอาจล้มเลิกความตั้งใจ กระทั่งได้เงินมาก็จากไปอย่างอารมณ์ดี ก่อนจากไปก็ยังมิวายถ่มน้ำลายใส่อย่างดูแคลน
เ้าใหญ่คับแค้นใจยิ่งนัก โดยไม่รู้เลยว่ากำลังมีเื่ที่จะทำให้นางแค้นใจยิ่งกว่านี้รออยู่ เพราะขณะที่นางพูดคุยกับมารดาซวนจู้ได้มีคนผู้หนึ่งซ่อนตัวอยู่ในป่าหลังบ้าน คนผู้นั้นคือจอมไม่เอาไหนแห่งหมู่บ้าน เฉินหม่าจื่อนั่นเอง
ครั้นมารดาของซวนจู้เดินลับไปแล้ว เฉินหม่าจื่อเดินออกมาหาเ้าใหญ่ด้วยสีหน้าเ้าเล่ห์ เ้าใหญ่เห็นแล้วก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัว บทสนทนาที่นางพูดกับมารดาซวนจู้เมื่อครู่นี้ อีกฝ่ายต้องได้ยินหมดแล้วเป็แน่
เ้าใหญ่ก้าวถอยหลังจนชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ เฉินหม่าจื่อก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนจะเอามือยันกับต้นไม้ปิดทางหนี ทำให้เ้าใหญ่ตกอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่มโดยสมบูรณ์
“จุ๊ๆ มารดาซวนจู้ช่างอำมหิตเสียจริง มีคำกล่าวว่าตีคนไม่ตีใบหน้า แต่นางกลับตบเ้าจนใบหน้าช้ำถึงเพียงนี้ ข้าเห็นแล้วให้รู้สึกปวดใจยิ่งนัก”
ยามเฉินหม่าจื่อพูดจะเผยให้เห็นฟันสีเหลืองอ๋อย เ้าใหญ่เห็นภาพนั้นแล้วแทบอยากจะอาเจียนเอามื้อเย็นที่เพิ่งกินเข้าไปออกมาเหลือเกิน หญิงสาวผลักตัวเฉินหม่าจื่อออก ก่อนจะดึงปิ่นปักผมลงมา ทำให้มีปอยผมปอยหนึ่งร่วงลงมาระไหล่ เ้าใหญ่ชี้ปิ่นไปทางอีกฝ่ายเพื่อข่มขู่ “อย่าเข้ามา!”
เฉินหม่าจื่อหยุดฝีเท้าที่กำลังจะก้าวเดินเข้าไปหาเด็กสาวตรงหน้า เขายกมือลูบหน้าอกของตนที่ถูกผลักออกเมื่อครู่นี้ พลางใช้ลิ้นเลียริมฝีปากอย่างหยาบโลน “นึกไม่ถึงเลยว่าสาวงามแห่งหมู่บ้านเ้าเจี่ยว ทั้งยังเป็คู่หมั้นของหลิ่วซิ่วไฉจะมีนิสัยดุเดือดถึงเพียงนี้ มือก็ไม่เหมือนกับของหญิงอื่นในหมู่บ้าน ทั้งขาวทั้งนุ่ม ไหนเ้าลองผลักข้าอีกสักครั้งสิ” เฉินหม่าจื่อหาได้กลัวเ้าใหญ่ไม่ ยังคงเดินขึ้นหน้าเข้าไปใกล้ เ้าใหญ่เห็นเช่นนี้แววตาฉายแววโเี้ ก่อนจะแทงปิ่นปักผมไปตรงลำคอของอีกฝ่าย
ทว่าเฉินหม่าจื่อเอี้ยวตัวหลบได้ทัน ก่อนจะจับมือข้างที่ถือปิ่นปักผมของเ้าใหญ่เอาไว้ เพียงเขาออกแรงบิดนิดเดียว ปิ่นปักผมก็พลันร่วงหลุดจากมือ จากนั้นจึงกระชากตัวนางเข้าในอ้อมกอด เฉินหม่าจื่อโน้มหน้าไปกระซิบข้างหู “เ้าให้เงินเป็ค่าปิดปากแก่มารดาซวนจู้ แล้วข้าเล่า เ้าจะให้เงินเป็ค่าปิดปากข้าเท่าไร แต่ข้าขอบอกเอาไว้ก่อนเลยว่า เงินเพียงแค่สองตำลึงไม่พอปิดปากข้าหรอกนะ หรือหากเ้าไม่มี จะใช้ร่างกายของเ้าแทนก็ได้” กล่าวจบมือไม้ก็เริ่มอยู่ไม่สุข
เ้าใหญ่ทั้งเจ็บใจและแค้นใจในเวลาเดียวกัน แม้พยายามดิ้นแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจหลุดไปได้ นางจึงเปลี่ยนมาพูดขอร้องด้วยสีหน้าท่าทางน่าสงสารแทน “พี่หม่าจื่อ ข้าขอร้องท่านให้ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าไม่มีเงิน เงินที่มีก็มอบให้มารดาซวนจู้ไปหมดแล้ว”
เฉินหม่าจื่อหาได้รู้สึกสงสารหญิงสาวแต่อย่างใดไม่ กลับยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ “ไม่มีเงินหรือ เช่นนั้นข้าขอลองชิมรสชาติคู่หมั้นของหลิ่วซิ่วไฉหน่อยเป็ไร”
สีหน้าเ้าใหญ่ซีดขาวลงในพลัน นางพยายามดิ้นให้หลุดจากการเกาะกุมและพยายามอ้อนวอนขอร้อง “ข้าให้เงินท่านก็ได้ ข้ายอมให้เงินท่านแล้วพอใจหรือยัง สามตำลึงพอหรือไม่ ข้ามีเพียงเท่านี้จริงๆ”
“สี่ตำลึง ข้าจะรอเ้าอยู่ตรงนี้ หากไม่เอาเงินมาให้ ข้าจะป่าวประกาศเื่ที่เ้ายุยงมารดาซวนจู้ให้ไปเอาเื่สกุลกู้ให้รู้กันไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ถึงตอนนั้นเ้าจะแก้ตัวว่าไม่รู้เื่ย่อมได้ แต่ข้าเชื่อว่าอย่างไรก็ต้องมีคนเชื่อข้าสักคน” เฉินหม่าจื่อตอบกลับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
เวลานี้ในใจเ้าใหญ่รู้สึกเคร่งเครียดอย่างยิ่ง แม้สีหน้าจะเปลี่ยนเป็ดูไม่ดีนัก แต่ก็ยังพยายามฝืนยิ้มออกไป “พี่หม่าจื่อ ดูท่านพูดเข้า ข้าหรือจะไม่ให้ เช่นนั้นท่านรีบปล่อยข้าเถิด ข้าจะได้เร่งไปนำเงินมาให้”
ทันทีที่เฉินหม่าจื่อปล่อยมือ เ้าใหญ่รีบวิ่งออกจากป่าไปอย่างเร็วรี่
เฉินหม่าจื่อรออยู่ในป่าอย่างอดทน ไม่นานเ้าใหญ่ซึ่งสวมเสื้อผ้าปิดมิดชิดเกล้าผมใหม่เรียบร้อยก็เดินกลับมา เขาเห็นหญิงสาวตรงหน้าผู้นี้แล้วคิดในใจ ‘สตรีใจร้ายผู้นี้รักสวยรักงามมิใช่น้อย แต่จะว่าไปแล้วมีสตรีคนใดบ้างที่ไม่รักสวยรักงาม คอยดูเถิด สักวันจะต้องทำให้นางมาอยู่ใต้ร่างเขาให้จงได้!’
จังหวะที่เ้าใหญ่ยื่นเงินให้แก่เฉินหม่าจื่อ ชายหนุ่มฉวยโอกาสนี้จับมือของเ้าใหญ่เอาไว้ อีกฝ่ายทั้งโกรธทั้งแค้น แต่ก็มิกล้าล่วงเกินแต่อย่างใด ทำได้แค่กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “พี่หม่าจื่อ ท่านคืนปิ่นปักผมให้ข้าได้หรือไม่” ปิ่นปักผมอันนั้นหลิ่วเหวินไฉเป็คนมอบไว้ให้ นางจึงไม่อยากเสียมันไป
เฉินหม่าจื่อกลับยกยิ้มมุมปาก “อยากได้คืนอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็ต้องเอาเงินห้าสิบตำลึงมาแลก ห้ามต่อรอง หากเอาเงินมาให้ได้เมื่อไรข้าถึงจะคืนให้เ้า”
เ้าใหญ่แผดร้องเสียงสูง “ห้าสิบตำลึง! ท่านมิไปปล้นเสียเลยเล่า!”
เฉินหม่าจื่อยิ้มกล่าวตอบ “เอามาให้มิได้ก็ไม่เป็ไร เช่นนั้นข้าจะเอามันไปถามหลิ่วซิ่วไฉจะว่ายอมซื้อปิ่นปักผมอันนี้หรือไม่” อีกฝ่ายคิดว่าเขาไม่รู้หรือว่า นางปักปิ่นปักผมอันนี้ก็เพื่ออวดคนทั้งหมู่บ้านว่าคู่หมั้นเป็คนซื้อให้
เป็อย่างที่คิด เพิ่งจะกล่าวจบ นางอ้ำอึ้งด้วยสีหน้าตระหนก “ข้าไม่มีเงินห้าสิบตำลึงจริงๆ”
เฉินหม่าจื่อยื่นมือไปลูบแก้มของเ้าใหญ่ข้างที่ถูกมารดาซวนจู้ตบ “ข้าให้เวลาเ้าหนึ่งเดือน” กล่าวจบร้องเพลงพร้อมกับหมุนกายเดินจากไป
ความจริงแล้วเฉินหม่าจื่อไม่ได้หวังว่าเ้าใหญ่จะนำเงินมาให้ภายในหนึ่งเดือน แต่ไม่เป็ไร เขารอได้ และที่เรียกเงินสูงถึงเพียงนั้น ครั้งแรกก็ต้องเรียกเป็จำนวนสูงอยู่แล้วมิใช่หรือ เวลานี้เขารู้สึกมีความสุขเหลือเกิน คิดไม่ถึงเลยว่าการเข้าไปปลดทุกข์ในป่าจะทำให้บังเอิญเจอเื่ที่ดีเช่นนี้เข้า ชีวิตนับจากนี้ของเขากำลังจะดีขึ้นแล้วสินะ ต่อไปหากไม่มีเงินเมื่อใดก็แค่มารีดไถเอากับเ้าใหญ่ ช่างเป็ชีวิตที่สุขสบายเสียนี่กระไร
คล้อยหลังเฉินหม่าจื่อไปแล้ว เ้าใหญ่ตัวอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น นางคิดอย่างสิ้นหวัง ไฉนเื่ราวถึงกลับกลายเป็เช่นนี้ไปได้ ใครเลยจะรู้ว่ามารดาของซวนจู้จะไร้ความสามารถถึงเพียงนี้ ไหนจะบุตรชายของอีกฝ่ายอีก มีกันหลายคนแต่กลับสู้เ้าหกเพียงคนเดียวมิได้ ซ้ำร้ายท้ายที่สุดนางยังต้องมาเสียเงินเป็ค่าปิดปากอีก หากรู้เช่นนี้คงไม่ยุยงคนผู้นั้นให้เื่ราวบานปลายเป็แน่
เ้าใหญ่ค้นพบว่าจุดเปลี่ยนคือสกุลกู้ ด้วยเพราะคนสกุลกู้ยังไม่ตาย เื่ราวถึงได้เปลี่ยนแปลงไปจนไม่อาจคาดเดาได้เช่นนี้ ยังมีเ้าหกอีก หรือว่าแท้จริงแล้วเ้าหกคือผู้ที่มีบุญวาสนาคนนั้น อนาคตฮูหยินราชเลขาธิการคือเ้าหกมิใช่นาง?
ชาติก่อนน้องชายน้องสาวของนางล้วนยังมีชีวิตอยู่ มีเพียงแค่เ้าหกผู้เดียวที่มีบุญญาวาสนาสูงส่งได้เป็ถึงฮูหยินราชเลขาธิการ ทว่าชาตินี้น้องชายน้องสาวของนางล้วนเสียชีวิตทั้งหมด เหลือเพียงเ้าหกผู้เดียวเท่านั้นที่รอดมาได้…
หรือจุดเปลี่ยนที่แท้จริงจะเป็เ้าหกมิใช่สกุลกู้?
หากเ้าหกไม่ได้เข้าไปอยู่ในบ้านสกุลกู้ ป่านนี้คนบ้านนั้นคงจะเสียชีวิตกันไปแล้ว น่าเสียดายที่หากบัดนี้นางคิดจะเล่นงานเ้าหกก็มิอาจทำได้โดยง่ายอีกแล้ว เช่นนั้นนางจะใจร้อนไม่ได้ ต้องรอโอกาส เชื่อว่าสักวันต้องหาทางกำจัดเด็กหญิงผู้นั้นได้อย่างแน่นอน
เ้าใหญ่พยายามปลุกปลอบตนเองให้ใจเย็นๆ เป็เพราะก่อนหน้านางใจร้อนเกินไป แผนการที่วางไว้ถึงได้ล้มเหลวไม่เป็ท่า อย่างไรเสียสกุลกู้ก็คงจะได้ใจเช่นนี้ไปอีกไม่นาน รอให้ญาติของชายชราผู้นั้นตามมาคิดบัญชีก่อนเถอะ คนสกุลกู้ต้องไม่รอดเป็แน่ หากเกิดเื่กับสกุลกู้ นางจะคอยดูสิว่ายังจะมีใครออกมาปกป้องเ้าหกอีกหรือไม่!
เจินเจินนอนหลับไปได้หนึ่งชั่วยาม[2] ก็ถูกปลุกให้ตื่น นางเอาตัวซุกเข้าไปในผ้าห่ม อย่างไรก็ไม่ยอมตื่น กู้อวี้ใช้สายตาไร้ความรู้สึกจับจ้องไปยังคนบนเตียง “ตื่นได้แล้ว!”
“ข้ายังหลับอยู่!”
“ข้าบอกให้ตื่น ไม่ได้ยินหรือ!”
กู้อวี้เลิกผ้าห่ม อุ้มเจินเจินขึ้นมาจากเตียง ก่อนจะหยิบเสื้อตัวนอกที่วางกองอยู่ข้างเตียงมาช่วยสวมให้แก่นาง กว่าจะรู้ตัวว่าทำอันใดอยู่เจินเจินก็เอาตัวซุกเข้ามาในอ้อมกอดของเขาพร้อมกับถูไถใบหน้าราวกับกำลังหาที่เหมาะๆ สบายๆ เสียแล้ว ชายหนุ่มเม้มปากแน่น ช่วยสวมเสื้อผ้าให้อีกฝ่ายจนเสร็จเรียบร้อย จากนั้นจึงอุ้มไปล้างหน้าล้างตานางถึงได้ตื่นขึ้น
เจินเจินจ้องมองกู้อวี้พร้อมกับกะพริบตาปริบๆ ‘พี่ชายเป็ฝ่ายกอดนางก่อน’ เด็กหญิงยื่นแขนไปโอบรอบคอของอีกฝ่ายเอาไว้ จากนั้นโน้มหน้าลงไปหอมแก้ม
[1] ขโมยไก่ไม่สำเร็จยังต้องเสียข้าวสารไปอีกหนึ่งกำมือ หมายถึง ทำร้ายผู้อื่นไม่สำเร็จ ยังต้องมาเป็ฝ่ายเสียเปรียบอีก
[2] หนึ่งชั่วยาม เท่ากับ สองชั่วโมง
