หลังจากนั้นไม่นานทั้งหลี่ชิงหยุนและโม่อู่เต๋าเดินกลับเข้ามาในงานเลี้ยงภายใต้สายตาของฝูงชนที่เหลือบมองอย่างสงสัย
แต่หลี่ชิงหยุนไม่ได้สนใจสิ่งใดพร้อมกลับไปนั่งที่โต๊ะอย่างสงบเสงี่ยม
โมอู่เต๋าเองก็กลับไปนั่งที่เก้าอี้สีทองประจำตำแหน่งของเขาเช่นกัน จากนั้นเขาก็พูดขึ้น "เอาล่ะ ในเมื่อทุกท่านเตรียมพร้อม ข้าจะอธิบายเหตุผลที่เรียกทุกท่านมาในค่ำคืนนี้"
ฝูงชนที่กำลังคุยกันจอแจก็เงียบสนิทราวกับป่าช้า
โม่อู่เต๋าพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างพร้อมเขาจึงเริ่มอธิบาย "ในอีกสามสัปดาห์ต่อมา มิติโบราณที่เคยเป็ที่ตั้งของนิกายที่ล่มสลายจะปรากฏขึ้นในทางเหนือของราชวงศ์หยุน สถานที่ตั้งคือทะเลสาบเมฆหมอก องค์ชายทั้งสามรวมถึงข้าก็จะเข้าร่วมการสำรวจด้วยเช่นกัน และเราจะแบ่งออกเป็สามกลุ่ม กลุ่มแรกคือข้าโม่อู่เต๋า ตามมาด้วยกลุ่มของน้องชายของข้าโม่ฉินหยางและโม่เหวิน ข้าต้องขอความเห็นจากหัวหน้าตระกูลรุ่นเยาว์เพื่อเข้าร่วมฝ่ายต่างๆเพื่อออกเดินทางไปกับพวกเราเพื่อป้องกันการโจมตีจากราชวงศ์หยุน"
"พวกท่านคงรู้ดีอยู่แล้วว่าราชวงศ์หยุนจะกำหนดเป้าหมายที่ราชวงศ์โม่อย่างแน่นอน นี่เป็หลักประกันเื่ความปลอดภัย"
"แน่นอนว่าหากพบเจอสมบัติต่างๆพวกท่านสามารถหารือกับองค์ชายในฝ่ายของของตนได้"
"ในส่วนของข้า ข้าขอประกาศไว้ ณ ตรงนี้ หากผู้ใดที่จะเข้าร่วมกับข้า ข้าจะไม่ยึดทรัพสมบัติที่ท่านพบเป็การส่วนตัว สิ่งนั้นจะขึ้นอยู่กับการติดสินใจและการตกลงกันในกลุ่ม"
"...."
โม่อู่เต๋าใช้เวลาพูดคุยและตอบคำถามที่ฝูงชนอยากรู้อยู่หลายนาที รวมแม้กระทั่งข้อควรระวังในการขัดแย้งกับราชวงศ์อื่นๆ
ฝูงชนด้านล่างบางส่วนรู้เหตุผลและเื้ัของงานเลี้ยงในครั้งนี้อยู่แล้ว พวกเขาจึงไม่ค่อยแปลกใจมากนัก
การสำรวจครั้งนี้ถือว่าเป็การทำผลงานระหว่างฝ่ายขององค์ชายทั้งสาม
"เอาล่ะ เช่นนั้นเรามาเริ่มต้นการเลือกฝ่ายกัน" ระหว่างกล่าวโม่อู่เต๋าจ้องมองไปที่หัวหน้าตระกูลรุ่นเยาว์คนอื่นๆ จากนั้นเขาก็นั่งลงอย่างสงบเพื่อรอให้หัวหน้าตระกูลรุ่นเยาว์ได้ตัดสินใจเลือกฝ่าย
ทันใดนั้นเล่ยตงเทียนก็ลุกขึ้นยืนเป็คนแรกพร้อมกับประสานมืออย่างสุภาพ "เล่ยตงเทียนจากตระกูลเล่ย ข้าขอเข้าร่วมกับฝ่ายองค์ชายลำดับที่สอง...."
มันพลันหันไปมองที่โม่ฉินหยางและพูดขึ้น "องค์ชายจะขัดข้องหรือไม่?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นแน่นอนว่าโม่ฉินหยางรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง เล่ยตงเทียนนั้นเปรียบเสมือนกองกำลังหลักอย่างไม่ต้องสงสัย แค่เพียงมีเล่ยตงเทียนอยู่ในกลุ่ม ทุกอย่างจะราบรื่นไปตลอดทาง โม่ฉินหยางจึงเก็บพัดในมือของเขาและลุกขึ้นประสานมือไปทางเล่ยตงเทียนอย่างสุภาพ "พี่เล่ยรบกวนท่านแล้ว"
เล่ยตงเทียนยิ้มจางๆและนั่งลงตามปกติราวกับไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
ฝูงชนในงานเลี้ยงด้านล่างต่างก็ประหลาดใจกับการเลือกครั้งนี้
เป็ที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าตระกูลเล่ยเป็ตระกูลขุนนางที่แข็งแกร่งที่สุดในราชวงศ์ แต่การที่เล่ยตงเทียนเข้าร่วมฝ่ายขององค์ชายโม่ฉินหยางที่ขึ้นชื่อว่าอ่อนแอที่สุดเช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติ
และผิดปกติมากเกินไป!
หลี่ชิงหยุนเหลือบมองโม่ฉินหยางโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยไม่คาดคิดโม่ฉินหยางก็กำลังจ้องไปที่หลี่ชิงหยุนเช่นกัน แม้ว่าดวงตาของโม่ฉินหยางจะดูราบเรียบ แต่หลี่ชิงหยุนกลับััได้ถึงเจตนาฆ่าบางๆในแววตาคู่นั้น
"หืม?" หลี่ชิงหยุนที่ััได้ถึงเจตนาฆ่า เขาเลิกคิ้วอย่างสงสัย 'เหตุใดองค์ชายผู้นี้ดูเหมือนว่าจะมีเจตนาร้ายต่อข้าเช่นนี้?'
หลี่ชิงหยุนไม่ได้รู้ถึงเหตุผลเื้ัที่โม่หยุนเทียนได้ออกคำสั่งไปยังโม่ฉินหยางว่าห้ามยุ่งเกี่ยวกับหลี่ชิงหยุน
อีกทั้งโม่หยุนเทียนยังกำชับไว้ว่า หากโม่ฉินหยางเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับหลี่ชิงหยุนแม้เพียงน้อยนิด โม่หยุนเทียนจะตัดสิทธิ์การแข่งขันแย่งชิงบัลลังก์ของกษัตริย์องค์ต่อไปอย่างไม่มีเงื่อนใข
ณ ตอนแรกโม่ฉินหยางเองก็ไม่ค่อยจะสบอารมณ์อยู่แล้ว แต่เมื่อรับคำสั่งของพ่อของเขา เจตนาฆ่าของโม่ฉินหยางที่มีต่อหลี่ชิงหยุนเริ่มเพิ่มขึ้นที่ละเล็กน้อย จนกลายตอนนี้โม่ฉินหยาง้ากำจัดหลี่ชิงหยุนอย่างไม่ต้องสงสัย
ด้วยความเอาแต่ใจั้แ่ยังเด็กและความใจแคบของโม่ฉินหยาง ไม่ต้องสงสัยเลยเขาจะทำอะไรบางอย่างกับหลี่ชิงหยุนอย่างแน่นอน
แต่แล้วเหตุผลมาจากสิ่งใด?…
โม่อู่เต๋าเองก็ยังรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่เล่ยตงเทียนเลือกที่จะเข้าร่วมกับโม่ฉินหยาง เขาคิดไปเองว่าเล่ยตงเทียนอาจจะเข้าร่วมกับโม่เหวินเสียอีก
จากนั้นไม่นานหงเจิ้นที่นั่งอยู่ไม่ไกลก็ลุกขึ้นเป็รายต่อไปและประสานมือไปทางโม่เหวิน "หงเจิ้นจากตระกูลหง องค์ชายลำดับที่สาม ข้าขอติดตามท่านไปจะได้หรือไม่?"
ฝูงชนที่ไม่ใช่ตระกูลหลักต่างอ้าปากค้างกับการเลือกของหงเจิ้น สมองของพวกเขาทั้งหมดเริ่มลัดวงจร และไม่เข้าใจเหตุผลเื้ัของการกระทำทั้งหมดนี้
ในตอนแรกพวกเขาอาจจะเดาได้อยู่แล้วว่าองค์ชายโม่อู่เต๋าอาจจะชนะขาดลอยในการเข้าร่วมฝ่ายอย่างแน่นอน ด้วยคุณสมบัติของผู้นำและความแข็งแกร่งที่เขามี ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการเข้าร่วมกับโม่อู่เต๋าเป็ทางเลือกที่ชาญฉลาดที่สุด และมีโอกาสที่จะชนะการแข่งขันแย่งชิงบัลลังก์มากที่สุด
แต่เหตุใดสองตระกูลขุนนางที่แข็งแกร่งเป็อันดับหนึ่งและอันดับสองต่างก็เลือกที่จะเข้าร่วมกับองค์ชายอีกสองคน? ราวกับทั้งสองตระกูล้าจะขัดขวางไม่ให้โม่อู่เต๋ารับตำแหน่งกษัตริย์คนต่อไปอย่างไรอย่างนั้น แต่ถึงอย่างนั้นหากไม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอคงจะไม่สามารถหยุดยั้งการขึ้นสู่บัลลังก์ขององค์ชายโม่อู่เต๋าได้อย่างแน่นอน
แม้ว่าฝูงชนจะสงสัย แต่หลี่ชิงหยุนและโม่อู่เต๋าเข้าใจเหตุผลเื้ัของเื่นี้ดี
แน่นอนว่าความเสี่ยงสำหรับโม่อู่เต๋าก็จะเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวหากเขาต้องต่อสู้กับน้องชายทั้งสองของเขาพร้อมๆกัน
"จวินหลินฮุ่ยจากตระกูลจวิน ขอเข้าร่วมกับองค์ชายลำดับที่สาม"
"เจี่ยลี่หนิงจากตระกูลเจี่ยลี่ ขอเข้าร่วมกับองค์ชายลำดับที่สอง"
"เฟิงโหยวจากตระกูลเฟิง ขอเข้าร่วมกับองค์ชายลำดับที่สอง"
"หานเหยาจากตระกูลหาน ขอเข้าร่วมกับองค์ชายลำดับที่สาม"
"อู่ซินถงจากเขตอู่ขอเข้าร่วมกับองค์ชายลำดับที่สาม"
"...."
เสียงตอบรับของหัวหน้าตระกูลรุ่นเยาว์ที่เป็ตระกูลหลักดังขึ้นอย่างไม่หยุดย่อนราวกับเสียงฟ้าร้องอึกทึกครึกโครม ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเลือกที่จะเข้าร่วมกับองค์ชายลำดับที่สองและลำดับที่สาม ยังไม่มีผู้ใดสักคนที่เข้าร่วมกับองค์ชายลำดับที่หนึ่ง
เหตุการณ์นี้ทำให้ใบหน้าของโม่อู่เต๋าดูน่าเกลียดเล็กน้อย เขาไม่คาดคิดเลยว่าตระกูลหลักส่วนใหญ่จะโดนซื้อตัวไปเกือบทั้งหมดแล้ว
สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าอิทธิพลของตระกูลเล่ยและตระกูลหงที่มีต่อตระกูลหลักนั้นไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ทั้งสองตระกูลขุนนางสามารถให้ข้อเสนอที่ทำให้ตระกูลหลักกว่าครึ่งเข้าร่วมกับพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
จะเห็นได้ว่าตระกูลหลักไม่ได้้าเข้าร่วมกับองค์ชาย แต่พวกเขา้าเข้าร่วมกับเล่ยตงเทียนและหงเจิ้นเท่านั้น นั่นคือปัจจัยหลักของการเข้าร่วมในครั้งนี้
โม่ฉินหยางและโม่เหวินต่างก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจอย่างหาที่เปรียบมิได้
หลี่ชิงหยุน เสี่ยวฉิน ปิงเสวียนและหนานกงเฟิงหลิงต่างก็มีรอยย่นที่หน้าผาก พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าการเลือกเข้าร่วมฝ่ายในครั้งนี้ แสงทั้งหมดจะตกอยู่ที่โม่ฉินหยางและโม่เหวินเกือบทั้งสิ้น
ทันใดนั้นเสียงของเจิ้งหงเมิ่งดังขึ้น "เจิ้งหงเมิ่งจากตระกูลเจิ้ง ขอเข้าร่วมกับองค์ชายลำดับที่หนึ่ง"
เมื่อเห็นว่าตระกูลเจิ้งได้นำทางแล้ว ไม่นานก็ตามมาด้วยเสียงที่หนักแน่นของปิงเสวียน "ปิงเสวียนจากตระกูลปิง ขอเข้าร่วมกับองค์ชายลำดับที่หนึ่ง"
จากนั้นนางกงเฟิงหลิงก็ลุกขึ้นเช่นกัน "หนานกงเฟิงหลิงจากตระกูลหนานกง ขอเข้าร่วมกับองค์ชายลำดับที่หนึ่ง"
เสี่ยวฉินเองก็ไม่มีข้อยกเว้น "เสี่ยวฉินจากเขตเสี่ยว ขอเข้าร่วมกับองค์ชายลำดับที่หนึ่ง"
สามตระกูลขุนนางและหนึ่งเขตต่างก็เลือกที่จะเข้าร่วมฝ่ายของโม่อู่เต๋าด้วยกันทั้งสิ้น เหลือเพียงแค่ตระกูลขุนนางเสิ่น ตระกูลจ้าวของเขตจ้าวและตระกูลหยวนจากเขตหยวนเท่านั้นที่ไม่ได้มาร่วมงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้
ทันใดนั้นฝ่ายที่เลือกเข้าร่วมกับองค์ชายโม่อู่เต๋าก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ดูเหมือนว่าองค์ชายทั้งสามกลับมีกองกำลังและความแข็งแกร่งที่ไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก
เรียกได้ว่าองค์ชายทั้งสามมีกองกำลังที่สมดุลระหว่างกันและกัน ด้วยเหตุนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแผนการของโม่อู่เต๋าจะกลายเป็เื่ยากลำบากมากขึ้น
"หลี่ชิงหยุน ขอเข้าร่วมกับองค์ชายลำดับที่หนึ่ง" จู่ๆหลี่ชิงหยุนที่นั่งเงียบสงบอยู่นานสองนานพลันลุกขึ้นยืน และหันหน้าไปทางโม่อู่เต๋าพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สงบ
การกระทำของเขาทำให้ผู้คนในงานรู้สึกประหลาดใจ เพราะหลี่ชิงหยุนไม่ได้รายงานชื่อตระกูลใดๆ แต่เขากลับรายงานชื่อของเขาเอง อีกทั้งเขายังเป็แค่ผู้ฝึกฝนระดับลมปราณโลกเท่านั้น
"หลี่ชิงหยุน? เหตุใดข้ารู้สึกว่าชื่อนี้ช่างคุ้นเคยยิ่งนัก?" เสียงกระซิบของเยาวชนในห้องโถงดังขึ้นเบาๆ ฝูงชนต่างก็ซุบซิบกันและกัน
"หลี่ชิงหยุน แต่ข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน"
"ข้าจำได้แล้ว! เขาคือชายหนุ่มที่เป็ผู้ชนะเลิศในงานประลองประจำปีนี้"
"ใช่แล้วๆ ข้าจำได้ เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาอยู่ที่ระดับลมปราณหยกเองมิใช่หรือ? เหตุใดตอนนี้เขาเป็ผู้บ่มเพาะระดับลมปราณโลกไปเสียแล้ว?"
"แม้จะเป็ผู้ชนะเลิศและมีระดับบ่มเพาะอยู่ที่ลมปราณโลก แต่เขาก็ยังอ่อนแอและเด็กเกินไปในการสำรวจครั้งนี้ เกรงว่าเขาจะกลายเป็ตัวถ่วงให้กับองค์ชายลำดับที่หนึ่งเท่านั้น"
"นั่นถูกต้อง เขา้าฆ่าตัวตายหรืออย่างไร?"
จะกล่าวได้ว่าหลี่ชิงหยุนนั้นอ่อนแอที่สุดในห้องโถงนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
แม้แต่ปิงเสวียนและทุกคนที่โต๊ะก็ต่างประหลาดใจที่หลี่ชิงหยุนกล้าเอ่ยนามของเขาแต่เพียงผู้เดียว ในความเป็จริงหลี่ชิงหยุนไม่จำเป็ต้องพูดออกมาด้วยซ้ำเมื่อมองจากความสนิมสนมกับองค์ชายลำดับที่หนึ่งแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเขาต้องเข้าร่วมกับองค์ชายลำดับที่หนึ่งอยู่ดี
พวกเขาทั้งสี่ต่างก็สงสัยว่าหลี่ชิงหยุน้าอะไรกันแน่?
"ไอ้สารเลว เ้ากำลังทำบ้าอะไร! เ้าไม่ได้เป็ตัวแทนของตระกูลใดๆเลยมิใช่หรือ? เ้าคิดว่าที่นี่คือสนามเด็กเล่นหรืออย่างไร!?" เมื่อเห็นโอกาสที่เหมาะสมในการซ้ำเติม หงเจิ้งหยวนที่นิ่งเงียบมานานก็ตะคอกเสียงดังพร้อมแสยะยิ้มใส่หลี่ชิงหยุน
แต่ในดวงตาของหงเจิ้งหยวนกลับมีความปิติยินดีที่มิอาจปกปิดได้ นั่นเป็เพราะหลี่ชิงหยุนเลือกที่จะเข้าร่วมการสำรวจครั้งนี้ด้วย!
และสิ่งนี้หมายถึงมันมีโอกาสมากมายที่จะสังหารหลี่ชิงหยุนโดยไม่ต้องเกรงกลัวปรมาจารย์ลึกลับที่อยู่เื้ัของเขาอีกต่อไป!
มิติโบราณนั้นจะจำกัดการเข้าร่วมสำหรับผู้ฝึกฝนที่ยังไม่ถึงระดับลมปราณลึกซึ้งเท่านั้น หลี่ชิงหยุนที่อยู่แค่ระดับลมปราณโลกจะต้านทานกองกำลังของตระกูลหงที่เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับลมปราณฟ้าได้อย่างไร
ต่อให้มีองค์ชายลำดับที่หนึ่งคอยปกป้อง แต่หงเจิ้งหยวนเชื่อว่าพวกมันสามารถหาโอกาสที่ดีในการสังหารหลี่ชิงหยุนได้อย่างแน่นอน
หลังจากสิ้นสุดเสียงของหงเจิ้งหยวน โม่ฉินหยางองค์ชายลำดับที่สองก็ลุกขึ้นอย่างฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ ดวงตาของเขาฉายแววแห่งความชั่วร้าย "ไอ้บ้านนอกผู้นี้มาจากที่ใดกัน! คนผู้นี้มาสร้างความวุ่นวายหรืออย่างไร!?"
"ทหาร! มาลากตัวมันออกไป!"
เสียงของโม่ฉินหยางดังก้องไปทั่วห้องโถงโดยที่ไม่มีผู้ใดได้ทันตั้งตัว
เสี่ยวฉินและปิงเสวียนหรี่ตามองย้อนไปที่โม่ฉินหยางอย่างสงสัย ว่าเหตุใดโม่ฉินหยางจึงมีปฏิกิริยาเช่นนี้?
แต่ไม่นานพวกเขากลับมีรอยยิ้มมุมปากในความโชคร้ายของโม่ฉินหยาง
แม้เสี่ยวฉินจะคลุกคลีกับหลี่ชิงหยุนได้ไม่นานนัก แต่นิสัยใจคอ อีกทั้งความแข็งแกร่งและความโเี้ของหลี่ชิงหยุน เสี่ยวฉินได้เจอกับสิ่งนั้นเป็การส่วนตัว
การที่โม่ฉินหยางเปิดปากพูดเช่นนี้ นั่นหมายความว่าชีวิตของเขาอาจจะไม่สงบสุขอีกต่อไป!
แม้แต่โม่หยุนซีที่อยู่ไม่ไกลก็มองค้อนไปที่พี่ชายรองของนางด้วยสายตาที่ไม่พอใจ
แต่เล่ยตงเทียนและหงเจิ้นกลับกอดอกอย่างเฉยเมยราวกับกำลังดูการแสดงลิงอย่างเงียบๆ
เสียงของโม่ฉินหยางทำให้โม่อู่เต๋าที่นั่งอยู่ใกล้ๆเผลอปล่อยจิตสังหารที่ท่วมท้นออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ "เ้ากล้าดียังไง!?"
"วู้ม!"
เจตนาฆ่าของเขาแพร่กระจายไปทั่วห้องโถงทำให้ฝูงชนรู้สึกอึดอัดและกำลังจะขาดอากาศหายใจ!
"นี่..." หัวหน้าตระกูลรุ่นเยาว์รีบเร่งปลดปล่อยพลังปราณออกมาเพื่อป้องกันแรงกดดันนี้ แม้แต่เืสดก็พุ่งขึ้นมาติดอยู่ที่คอหอย พวกเขาพยายามอย่างเต็มที่เพื่อกลืนเืสดกลับลงไป
ชั้นบรรยากาศเริ่มอึมครึมจากจิตสังหารของโม่อู่เต๋า เสียงในห้องโถงที่ดังก่อนหน้านี้กลายเป็เงียบเสียสนิท
โม่อู่เต๋ารีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและจ้องไปที่โม่ฉินหยาง พร้อมตวาดเสียงดังอย่างไม่พอใจ "ฉินหยาง! ข้าเป็ผู้ที่เชิญเขามา! เ้ามีปัญหาใดๆกับคำเชิญของข้าหรือไม่?"
สายตาที่โม่อู่เต๋ามองไปที่โม่ฉินหยางนั้นเต็มไปด้วยความรังเกียจ สายตานี้ไม่ได้มองเขาในแบบพี่น้องอีกต่อไป แต่มันกลับแฝงไปด้วยเจตนาฆ่า!
แรงกดดันของโม่อู่เต๋ากำลังข่มขู่โม่ฉินหยางราวกับ้าให้เขาคุกเข่าลง!
"พะ-พี่ใหญ่ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น..." โม่ฉินหยางหน้าซีดด้วยความกลัว เหงื่อเริ่มไหลที่กลางหลังของเขาอย่างควบคุมไม่ได้ เขารีบแก้ตัวและนั่งลงเมื่อรู้ตัวว่าเขาพูดอะไรออกไป เขาเองก็ต้องปลดปล่อยพลังปราณเพื่อระงับการกระอักเืเอาไว้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ
หากเขาทำตัวมีปัญหาไปมากกว่านี้ เกรงว่าโม่อู่เต๋าอาจจะสังหารเขา ณ ที่นี่จริงๆ!
ก่อนหน้านี้โม่อู่เต๋าได้รับสิ่งสำคัญที่ใช้ปกป้องราชวงศ์จากหลี่ชิงหยุนไปมากมาย โดยไม่คาดคิดว่าน้องชายของเขา้าทำเื่ให้ยากลำบากเช่นนี้
โม่เหวินที่อยู่ใกล้ๆหรี่ตาเล็กน้อย เขาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่โม่อู่เต๋าแสดงอาการเดือดดาลและออกตัวแทนหลี่ชิงหยุนถึงเพียงนี้ ไม่นานรอยยิ้มลึกลับก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากโดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
ที่โต๊ะตระกูลหนานกงหลี่ชิงหยุนยิ้มจางๆพร้อมกับนั่งลงอย่างเรียบง่าย ดวงตาคู่นั้นกำลังมองไปที่โม่ฉินหยางอย่างเ็า ราวกับเขายืนยันอะไรบางอย่างได้แล้ว
ไม่นานความวุ่นวายในห้องโถงก็เริ่มสงบลง
. . .
หลังจากการพูดคุยร่วมกันผ่านไปอีกหลายชั่วยาม งานเลี้ยงครั้งนี้ก็จบลงด้วยดี
โดยสรุปแล้วฝ่ายขององค์ชายทั้งสามมีกองกำลังที่ใกล้เคียงกันและไม่มีผู้ใดที่โดดเด่นหรือเหนือกว่า
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการต่อสู้ในมิติโบราณจะกลายเป็สมรภูมิขนาดใหญ่และจะยากลำบากสำหรับโม่อู่เต๋าอย่างแน่นอน
เมื่อผู้คนเริ่มทยอยแยกย้ายกันกลับ หลี่ชิงหยุนเดินเข้าไปพูดคุยกับโม่อู่เต๋าเพื่อ้าให้เขาช่วยทำบางสิ่งบางอย่าง และไม่นานทั้งสองคนก็พยักหน้าให้แก่กันและแยกย้ายกันกลับ
จากนั้นหลี่ชิงหยุนใช้เวลาพูดคุยกับโม่หยุนซีไม่นาน เขาจึงให้คำแนะนำเกี่ยวกับการฝึกฝนเข้าสู่สภาวะแห่งเต๋ากับนางเล็กน้อย
โม่หยุนซีสามารถนำทางเต๋าแห่งธรรมชาติเข้าสู่อาวุธได้แล้ว เกรงว่าอีกไม่นานนางจะเข้าสู่เต๋าแห่งดาบระดับหนึ่งได้เป็แน่
หลี่ชิงหยุนที่ได้ยินเช่นนั้นก็โล่งใจ เขาทิ้งขวดหยกให้นางสองขวด ไม่นานเขาก็จากไป
หลังออกจากพระราชวังองค์ชาย หลี่ชิงหยุนติดตามปิงเสวียนไปที่ตระกูลปิงเพื่อรับรากบัวเจ็ดสี แน่นอนว่าเขาได้ในสิ่งที่เขา้าอย่างไม่ยากเย็นนัก นั่นเป็เพราะปิงเฟิงเป็ผู้ที่มอบรากบัวเจ็ดสีให้กับเขาเป็การส่วนตัว
เนื่องจากปิงเฟิงเป็ผู้าุโฝ่ายการปรุงยาอยู่แล้ว และเขารู้ถึงความรู้และทักษะของหลี่ชิงหยุนเป็อย่างดี ดังนั้นเขาจึงให้หลี่ชิงหยุนไปโดยไม่จำเป็ต้องจ่ายเงินใดๆสำหรับสมุนไพรนี้
และแน่นอนว่าหลี่ชิงหยุนเองก็ไม่ชอบการเป็หนี้บุญคุณ เขาจึงใช้สูตรยาบางอย่างเพื่อแลกเปลี่ยนมา
. . .
ไม่นานหลี่ชิงหยุนก็กลับมายังที่พักของเขา ตอนนี้เป็เวลาใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว
"อาหยุน" นาหลันเสี่ยวฉีที่อยู่ในชุดนอนสีชมพูอ่อนก็เดินออกมาทักทายหลี่ชิงหยุนเป็คนแรกเมื่อเห็นว่าเขากลับมา นางเข้าโผกอดหลี่ชิงหยุนด้วยความคิดถึง
หลี่ชิงหยุนปล่อยให้นางกอดเขาไว้เช่นนี้โดยไม่พูดอะไรอยู่นานสองนาน
"ฉีฉี เสิ่นชิงและเสวี่ยเอ๋อร์อยู่ที่ไหน?" ในระหว่างถามหลี่ชิงหยุนก็ปล่อยร่างของนาหลันเสี่ยวฉี
"เสิ่นชิงและพี่สาวเสวี่ยเอ๋อร์หลับไปแล้ว" นาหลันเสี่ยวฉีตอบกลับด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
จากนั้นนางก็ถามด้วยเสียงต่ำอย่างกังวล "อาหยุน ท่านพ่อและคนอื่นๆเป็อย่างไรบ้าง?"
หลี่ชิงหยุนลูบหัวนางเบาๆพร้อมกับตอบกลับ "ท่านพ่อและลุงจ้านปลอดภัยดี ตอนนี้พวกเขาอาศัยอยู่ที่สมาคมการแพทย์"
หลี่ชิงหยุนและนาหลันเสี่ยวฉีพูดคุยกับเื่ราวที่เขาประสบพบเจอในวันนี้ ั้แ่เื่ราวของหงหลิง และเื่ราวของกู่ซินเหลียน ไม่เว้นเื่ของงานเลี้ยงเมื่อครู่
"อาหยุน เ้าจะจากไปอีกแล้วหรือ?" นาหลันเสี่ยวฉีซบอยู่ในอ้อมอกของหลี่ชิงหยุนพูดขึ้นอย่างเศร้าโศก นางกลัวว่าหลี่ชิงหยุนจะแยกทางจากนางไป
เมื่อเห็นดวงตาที่มีหมอกของนาง หลี่ชิงหยุนก็อดไม่ได้ที่จะรีบพูดออกมาเพราะกลัวว่านางจะร้องไห้เสียตอนนี้ "ถูกต้อง แน่นอนว่าเ้าเองต้องไปกับข้าด้วย"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาของนาหลันเสี่ยวฉีก็สว่างขึ้นพลันมีรอยยิ้มที่อ่อนโยนปรากฏ หากเป็เช่นนี้นางจะได้ไม่ห่างจากหลี่ชิงหยุนอีกต่อไป
"เสิ่นชิงและปิงเสวี่ยเอ๋อร์ยังมีตระกูลคอยปกป้องอยู่ ดังนั้นข้าจึงไม่กังวลนัก แต่ถ้าหากข้าทิ้งเ้าไว้ที่นี่ ข้าคงรู้สึกไม่ดีเป็แน่" หลี่ชิงหยุนพยักหน้า เขาได้ตัดสินใจแล้วว่าหลังจากไปเข้าร่วมการประมูลที่เขตอู่ เขาจะออกเดินทางทันที ส่วนหนึ่งก็เป็เพราะการฝึกฝนร่างกายและการฝึกฝนดาบ
และอีกส่วนหนึ่งคือการสังหาร!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากเขาออกจากราชวงศ์โม่ ตระกูลหงจะส่งสมาชิกมาตามล่าเขาอย่างแน่นอน นี่ถือเป็โอกาสที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย
ในเมื่อตระกูลหงไม่รู้ข้อมูลที่อยู่ของหลี่หยุนเฟิงและนาหลันจ้าน ส่วนตัวเขาเองก็พานาหลันเสี่ยวฉีไปด้วยกันกับเขา หลี่ชิงหยุนจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเพื่อเป็เป้าหมายของตระกูลหงอีกต่อไป
แม้ตระกูลหงจะยังคงกังวลเกี่ยวกับปรมาจารย์ชุดขาวที่อยู่เื้ั แต่หลี่ชิงหยุนเชื่อว่าพวกเขาต้องส่งใครบางคนมาลอบสังหารเขาอย่างลับๆทันทีที่เขาออกจากราชวงศ์โม่
นาหลันเสี่ยวฉียิ้มอย่างอ่อนโยนที่เขาจะให้นางเดินทางไปกับเขาด้วย
"ฉีฉี เ้าควรรู้ไว้ว่าหากข้าเดินทาง ตระกูลหงจะส่งใครบางคนมาเพื่อจัดการข้าอย่างแน่นอน อย่างไรเสียหากข้าออกจากราชวงศ์โม่ ก็จะไม่มีกฏหมายคุ้มครองข้าและตระกูลหงอีกต่อไป..." หลี่ชิงหยุนที่พูดยังไม่ทันจบ เขาหันกลับไปมองที่นาหลันเสี่ยวฉี แต่กลับกลายเป็ว่านางเผลอหลับไปเสียแล้ว
หลี่ชิงหยุนที่เห็นดังนั้นก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน ดูเหมือนว่านางคงจะรอเขามาทั้งคืนจนไม่อาจหลีกเลี่ยงความง่วงได้อีกต่อไป ไม่นานเขาก็ห่มผ้าให้กับนาหลันเสี่ยวฉีอย่างเบามือเพื่อไม่ให้นางตื่นขึ้น
"ตระกูลหง... มาดูกันว่าเ้าจะส่งใครมาตามล่าข้าบ้าง เช่นนั้นข้าจะเล่นเป็เพื่อนเ้าเอง!" มุมปากของหลี่ชิงหยุนขดเป็รอยยิ้มที่โเี้
การเดินทางของหลี่ชิงหยุนในครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นการล่มสลายของสองตระกูลขุนนางที่ก่อตั้งมานานกว่าหลายร้อยปี!
