สองพี่น้องกอดกันด้วยความหวาดกลัว เสียงร้องอันแสนทรมานขององครักษ์พลันเงียบหายไป ทันใดนั้นทุกสิ่งก็สงัด เหลือไว้เพียงเสียงลมหายใจของพวกเขาเท่านั้น
พวกเขารู้ดีว่าเสียงขององครักษ์ผู้นั้นเหือดหายไปในสายหมอกแล้ว
ทั้งสองหาได้สนใจอันตรายใดๆ อีก รีบสาวเท้าสุดกำลัง ทว่าวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว เสี่ยวไฉก็สะดุดรากไม้ล้มลงกับพื้นเพราะมองไม่เห็นทาง
“โอ๊ย!” เขาลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เหลือบมองพื้นโดยไม่ตั้งใจ ก็ใร้องลั่นแล้วถอยหลังไปหลายก้าว!
เพราะนั่นไม่ใช่รากไม้ แต่เป็ศพแห้งผอมที่ซูบจนเหลือแต่กระดูก! เสี่ยวไฉจำเสื้อผ้าบนร่างศพได้ นั่นคือองครักษ์ที่คุ้มกันพี่สาวขึ้นเขานี่เอง!
เวลาไม่ถึงหนึ่งจอกชา[1] คนที่ยังมีชีวิตชีวาอยู่เมื่อครู่ก็ตายไปอย่างน่าประหลาด
ระ...รีบไปกันเถอะ! เสี่ยวอวี้รีบดึงน้องชายให้วิ่งหนีต่อ
สายลมพัดกระชาก หมอกหนาจางลงเล็กน้อย ทำให้ทั้งสองประจักษ์ต่อภาพอันน่าสยดสยองยิ่งกว่า
คนงานทั้งแปดที่กำลังวิ่งหนีราวกับถูกมือล่องหนคว้าจับยกขึ้นกลางอากาศห้อยต่องแต่งเหมือนผีตายโหง ทุกคนต่างหายใจไม่ออกอย่างทรมาทรกรรม บางคนเอ่ยอย่างยากลำบาก “อึด...อัด...”
สองพี่น้องตะลึงงัน ยืนนิ่งอยู่กับที่ คนงานที่อยู่ใกล้ที่สุดร้องขอความช่วยเหลือจากเสี่ยวไฉ “ช่วยด้วย...”
ยังไม่ทันพูดจบ ใบหน้ากลมของเขาก็อ่อนยวบลง ร่างกายหดเล็กลงราวถุงลมที่รั่ว คนอื่นๆ อีกเจ็ดคนก็เผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับเขา ก่อนจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างกายก็ถูกดูดจนกลายเป็ศพแห้ง
ทั้งแปดชีวิตดับสูญไปเช่นนี้เอง สองพี่น้องทรุดลงกับพื้น มองดูศพแห้งแปดศพที่แกว่งไกวไปตามสายลม ความหวาดกลัวที่แผ่ซ่านไปทุกหนแห่งทำให้พวกเขาลุกไม่ขึ้นอีก
ในเวลาเดียวกัน สัตว์ประหลาดล่องหนก็หมดความสนใจ ศพของคนงานทั้งแปดถูกโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี ร่างกายที่แห้งผอมส่งเสียงกรอบแกรบเหมือนกิ่งไม้ยามกระทบพื้น
หมอกขาวที่ถูกพัดกระจายไปรวมตัวกันอีกครั้ง ค่อยๆ พัดเข้าหาสองพี่น้อง
อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ทั้งสองที่เดินไม่ไหวแล้วได้แต่ภาวนาต่อฟ้าดิน
ฟิ้ว! ลูกศรพุ่งแหวกอากาศเข้ามาหยุดลงตรงหน้าสองพี่น้องพอดิบพอดี
ทั้งสองจำได้ทันทีว่านี่คือธนูและลูกศรที่บิดาทิ้งไว้ เพียงแต่มีแผ่นยันต์สีเขียวผูกติดอยู่ตรงกลางลูกศร
“สำแดงเดช!”
แผ่นยันต์สีเขียวลุกไหม้เองโดยไร้ซึ่งไฟ หมอกขาวรอบตัวสองพี่น้องหายวับฉับพลัน หมอกที่ไหลบ่าเข้ามากระจุกรวมกันเป็ใบหน้ามนุษย์ที่บิดเบี้ยว คางอ้ากว้างส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ป
มีเงาดำเคลื่อนเข้าหาสองพี่น้องในสายหมอก สีของเงาดำค่อยๆ เข้มขึ้น ในที่สุดเด็กหนุ่มชุดดำก็แหวกหมอกออกมา เขาโบกไม้สะกดมารสีดำยาวในมือชี้ไปที่ปีศาจหมอกหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวพลางกล่าว “แกนี่เอง ทำให้ข้าหาอยู่นานนัก!”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้มาใหม่คือลู่เต้า
สองวันนี้เขาใช้เวลาไปกับการตามหาปีศาจหมอกบนูเาเซียน เพื่อไม่ให้เสี่ยวอวี้ถูกมันทำร้ายยามขึ้นเขา
แต่ปีศาจหมอกกลับหายไปราวกับระเหยเป็ไอ ไม่ว่าจะตามหาอย่างไรก็หาไม่พบ ในที่สุดเมื่อััถึงพลังชั่วร้ายอีกครั้ง กลับพบว่ามันกำลังโจมตีสองพี่น้องอยู่!
หลายวันมานี้ เป็ครั้งแรกที่เสี่ยวไฉรู้สึกดีใจที่ได้เห็นลู่เต้า ส่วนเสี่ยวอวี้ก็ดีใจจนเนื้อเต้น “เฮยเจิ้ง!”
ลู่เต้ารีบมาหาทั้งสองแล้วถามว่า “พวกเ้าไม่เป็ไรใช่หรือไม่”
ทั้งสองส่ายหน้าพร้อมกัน ขณะที่ปีศาจหมอกกำลังดิ้นรนด้วยความเ็ป ลู่เต้าก็หยิบแผ่นยันต์สีแดงออกมาจากอกเสื้อ ้าเขียนตัวอักษรว่า “คุ้มภัย” ด้วยหมึกดำ
เมื่อเขาใช้พลังิญญา แผ่นยันต์สีแดงที่อยู่ในมือก็ลุกไหม้เป็เถ้าถ่านในพริบตา
ลู่เต้ายื่นมือออกไปข้างหน้า พองแก้มแล้วเป่าเบาๆ แผ่นยันต์ก็ส่องแสงสีแดงกลายเป็เถ้าถ่านระยิบระยับปลิวว่อนไปทั่วร่างสองพี่น้องเปรียบดั่งเกล็ดหิมะ
เดิมทีเสี่ยวอวี้ยังคงตัวสั่นด้วยความหนาวเหน็บ แต่ตอนนี้กลับอบอุ่นราวกับอาบแสงอาทิตย์ เท้าทั้งสองข้างก็กลับมาขยับได้อีกครั้ง
“นี่คือยันต์คุ้มภัย มันจะคุ้มครองพวกเ้าได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง” ลู่เต้ากำชับ “ข้าถ่วงเวลาปีศาจหมอกเอาไว้แล้ว พวกเ้ารีบลงเขาไป ลงไปแล้วก็อย่ากลับไปที่เมือง ไปพักที่โรงเก็บศพก่อน ข้าจัดการให้เรียบร้อยแล้ว”
เสี่ยวอวี้รู้ว่าน้องชายและตนเองอยู่ที่นี่ก็เป็ภาระ จึงพยักหน้าให้ลู่เต้าด้วยแววตามุ่งมั่น “อืม! พวกเรารอเ้าอยู่ที่เชิงเขานะ!”
หลังจากส่งทั้งสองไปแล้ว ยันต์ที่ซัดใส่ปีศาจหมอกก่อนหน้านี้ก็หมดฤทธิ์ ก่อนจะร้องคำรามแล้วพุ่งเข้าหาลู่เต้าหมายจะดูดร่างเขาให้กลายเป็ศพแห้งอีกคน
ลู่เต้าหาได้หลบหลีกไม่ ปล่อยให้ปีศาจหมอกที่มีพลังมหาศาลกลืนกินเขา เมื่อหมอกขาวกำลังจะััร่าง ลู่เต้าก็โบกไม้สะกดมารสีดำที่เปล่งแสงสีทองในมือไปด้านหลัง เพื่อแยกหมอกให้ออกเป็สองส่วน
เดิมทีไม่ว่าลู่เต้าจะโจมตีมันอย่างไร ปีศาจหมอกก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ไม่เจ็บไม่คัน ไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ครั้งนี้เพียงโดนโจมตีครั้งเดียว ปีศาจหมอกก็ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บแสบ
หลังจากได้รับบทเรียนจากการต่อสู้ครั้งก่อน ลู่เต้าจึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามสถานการณ์ นำยันต์มาติดไว้บนไม้สะกดมาร ซึ่งได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์นัก
อย่างน้อยก็ทำให้มันรู้สึกรวดร้าวได้บ้าง ดีกว่าโจมตีแล้วให้มันฟื้นตัวอยู่หลายหน
แต่นี่เป็เพียงแผนการชั่วคราว เนื่องจากร่างจริงไม่อยู่ที่นี่ วิธีการต่อสู้เช่นนี้ ทำได้เพียงจำกัดการเคลื่อนไหวของมันในระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่อาจกำจัดมันได้อย่างสิ้นเชิง
เมื่อลู่เต้าตระหนักถึงเื่นี้ ก็ขบคิด “แบบนี้ก็เหมือนกับเดินวนอยู่ในอ่าง ต้องรีบหาร่างจริงให้เจอ!”
ใบหน้าที่ถูกทำลายจนเละเทะกำลังจะฟื้นฟูร่าง ลู่เต้าก็หลับตาปล่อยจิตสำนึกออกไป จิตแล่นทะลุผ่านหมอกไปััทุกสิ่งรอบตัว
เขาพบว่ายามที่ปีศาจหมอกรวมตัวกัน มันจะใช้หมอกหนาตาเป็ศูนย์กลางในการประกอบร่างใหม่ หลังจากเพ่งสมาธิไปที่ภายในร่างปีศาจหมอกแล้ว เขาก็รับรู้ถึงพลังชั่วร้ายที่บางเบาราวกับใยแมงมุมอยู่ในสายหมอก ไม่รู้ว่าเชื่อมต่อไปยังที่ใด
เจอแล้ว! ปลายสายใยนี้ควรจะเป็ที่อยู่ของร่างจริง มันใช้สายใยพลังนี้ในการควบคุมสายหมอก!
ถึงแม้ลู่เต้าจะหลับตา แต่ในหัวของเขากลับมีเส้นใยนำทางให้เขาเดินไปมาบนูเา
ลู่เต้าเดินตามสายใยพลังชั่วร้ายมาหยุดอยู่หน้าต้นไม้โบราณต้นหนึ่ง เมื่อลืมตาขึ้นแล้วก้มลงดู ก็เห็นพลังชั่วร้ายพวยพุ่งออกมาจากใต้ต้นไม้โบราณนี่
เขานั่งย่อตัวลงแล้วใช้มือขุดดินใต้ต้นไม้โบราณ ขุดไปได้ไม่นานก็พบโครงกระดูกสีขาวโพลนอยู่ใต้รากไม้ ดูเหมือนว่าจะตายไปนานแล้ว แม้กระทั่งเสื้อผ้าบนร่างก็ผุพังจนหมด
ดูเหมือนว่าจะมีคนตายบนูเานี้ด้วยความเคียดแค้น พลังอาฆาตพยาบาทสะสมอยู่ในสายหมอก จนในที่สุดก็กลายเป็ปีศาจที่มาสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้คน
ปีศาจหมอกััได้ว่าร่างจริงของมันถูกขุดออกมาแล้ว มันไม่สนใจที่จะฟื้นฟูร่าง รีบตรงไปยังต้นไม้โบราณอย่างเร่งรีบ
ในเวลานี้ ลู่เต้าถือไม้สะกดมารปลายไม้ชี้ไปที่หว่างคิ้วของกะโหลก
เมื่อเห็นเช่นนั้น ปีศาจหมอกก็พุ่งเข้าหาลู่เต้าอย่างรวดเร็ว แต่ไม้สะกดมารได้ทุบกะโหลกจนแตกละเอียดไปก่อนแล้ว ปีศาจหมอกที่ร่างจริงถูกทำลายพลันคร่ำครวญโหยหวน ก่อนจะค่อยๆ สลายหายไป
โครงกระดูกที่ถูกทำลายก็ค่อยๆ สลายกลายเป็ขี้เถ้าหายไปเช่นกัน หมอกขาวที่ปกคลุมไปทั่วก็ค่อยๆ จางหาย
บนูเาไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของปีศาจหมอกอีกต่อไป ในขณะที่ลู่เต้าคิดว่าทุกอย่างจบลงแล้ว ก็มสุ้มเสียงดังขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวจากด้านหลัง “ใครกันที่บังอาจถึงเพียงนี้ กล้าฆ่าแม้กระทั่งปีศาจหมอกที่ข้าเลี้ยงไว้”
[1] หนึ่งจอกชา ประมาณ 10-15 นาที
