ซ่งเหวยทำหน้าที่เป็ผู้ใหญ่บ้านแห่งนี้มานานหลายปี เื่ราวการลำเอียงรักลูกไม่เท่ากันครอบครัวอื่น ๆ ยังไม่หนักหนาเท่าตระกูลหลิ่ง พอได้รับรู้ว่าหลิ่งเฟิงหยางตัดสินใจจะออกจากตระกูลเขาก็รู้สึกและสงสารอยู่ไม่น้อย
หลิ่งจื่อหานที่เดินนำซ่งเหวยมาถึงห้องพักของครอบครัว ที่ยามนี้ท่านปู่ท่านย่าของเขายังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน ส่วนมารดาช่วยห้ามเืที่ศีรษะให้น้องสาวนั่งอยู่อีกด้าน ภาพนี้ทำเอาซ่งเหวยถึงกับโมโหอย่างช่วยไม่ได้
“นี่...ตาเฒ่าหลิ่ง นางหลิว พวกเ้าถึงขั้นลงไม้ลงมือกับเด็กตัวเล็ก ๆ เพียงนี้เชียวรึ”
หลิ่งฉางเปรยตามองซ่งเหวยอย่างเฉื่อยชาและพูดเหมือนเป็เื่ปกติ “หัวหน้าหมู่บ้านเื่นี้ก็เป็แค่การสั่งสอนเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นใช่การทำร้ายอย่างที่ท่านว่ามาที่ใดกัน ท่านมาเื่ที่ข้ากับลูกอกตัญญูจะแยกบ้านตัดขาดกันมิใช่หรือ รีบเขียนหนังสือตัดขาดให้ข้าได้แล้ว”
“เฮ้อ ข้าเขียนหนังสือตัดขาดให้เ้าน่ะได้ ว่าแต่เ้าจะแบ่งทรัพย์สินอันใดให้อาหยางบ้าง...” ซ่งเหวยพูดได้เพียงเท่านั้นก็ถูกนางหลิวเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
“ไม่มีการแบ่งทรัพย์สินอันใดทั้งสิ้น ในเมื่อลูกอกตัญญูนี่อยากออกจากตระกูลไปเอง เหตุใดสามีของข้าต้องแบ่งสิ่งของมีค่าให้ด้วยเล่า!”
หลิ่งเฟิงหยางที่เห็นทุกอย่างในมิติของบุตรสาวแล้ว เขามั่นใจว่าในอนาคตอันใกล้อาชีพการงานที่จะทำ ย่อมสร้างฐานะมีเงินทองให้ครอบครัวได้อยู่อย่างสุขสบาย จึงได้กล่าวกับซ่งเหวยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“ท่านลุงซ่งข้าไม่เอาสิ่งใดจากตระกูลหลิ่ง แม้แต่เหรียญอีแปะข้าก็ไม่คิดอยากได้ รบกวนท่านลุงซ่งเขียนให้ชัดเจนว่า ครอบครัวของข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลหลิ่งแม้แต่แซ่นี้ก็จะเลิกใช้
ในวันหน้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดร่ำรวยหรือยากจน อย่าได้เอ่ยอ้างถึงคำว่าบุญคุณที่เป็บิดามารดาผู้ให้กำเนิด เพื่อเรียกร้องให้ครอบครัวของข้าต้องตกต่ำเพราะคำว่าบุญคุณเด็ดขาดขอรับ”
“นี่เ้า!! ดี ดีจริง ๆ ถ้าเ้าเลือกตัดขาดอย่างสิ้นเชิงข้ายินดีสนองให้ก็ได้ เมื่อออกไปจากตระกูลของข้าแล้วชีวิตอับจนหนทาง อย่าได้บากหน้ามาร้องขอความช่วยเหลือจากข้าก็แล้วกัน หึ” หลิ่งฉางถึงกับตะลึงคำพูดที่เด็ดขาดของบุตรชายคนรอง ที่้าระบุอย่างชัดเจนในหนังสือตัดความสัมพันธ์
นางหลิวกลับคิดว่านี่เป็เื่ดีกับพวกตน เพราะไม่ต้องเสียเงินในกระเป๋าแม้แต่อีแปะเดียว “ตาเฒ่าจะโกรธไปไยเราไม่ได้เป็คนคิดเสียหน่อย นี่เป็การตัดสินใจของลูกชั่วนั่นถึงอยากได้ข้าก็ไม่ยอมแบ่งให้แน่ อยากไปนักก็ออกไปแต่ตัวเปล่า ๆ นั่นแหละเหมาะสมแล้ว”
“อืม เ้าพูดถูกยายเฒ่า” หลิ่วฉางเห็นด้วยกับคู่ชีวิตที่นิสัยคล้ายกัน
เพียงแต่การกระทำของสองสามีภรรยากลับทำให้พยานสามคน ที่ตามซ่งเหวยมาแอบคุยกันอย่างเหลือทน ที่มีคนนิสัยเช่นนี้อยู่ในหมู่บ้านของพวกตน
‘ไอหยา ตาเฒ่าหลิ่งคิดผิดแล้วจริง ๆ ที่ยอมให้อาหยางแยกบ้าน ทั้งยังตัดขาดความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกอีก เหอะ ข้าอยากจะรู้นักต่อไปใครจะเข้าป่าล่าสัตว์ หรือตัดไม้มาทำฟืนไว้หุงหาอาหารให้กิน’
‘อือ เ้าพูดถูกข้าเห็นด้วยอย่างมากกับเื่นี้ มีลูกดี ๆ แท้ ๆ กลับรังแกจนพวกเขาทนอยู่ไม่ไหว ข้าจะรอสมน้ำหน้าเมื่อลูกหลานที่เหลือ เอาแต่งอมืองอเท้ารอกินเพียงอย่างเดียวทำอันใดไม่เป็สักอย่าง คงสนุกน่าดูนะพวกเ้าว่าไหม’
‘ใช่ ข้าล่ะอยากเห็นอย่างที่เ้าพูดมาเร็ว ๆ เสียแล้วสิ ถึงยามนั้นจะมานั่งเสียใจทุกอย่างก็ย้อนกลับมาไม่ได้แล้ว ขืนเข้าไปวุ่นวายกับครอบครัวของเฟิงหยางอีกมีหวังถูกฟ้องร้องแน่ ๆ’
ซ่งเหวยเขียนรายละเอียดในหนังสือตัดขาด ตามที่ทั้งสองฝ่าย้าเสร็จก็ยื่นให้พวกเขาลงชื่อประทับลายนิ้วมือ ในส่วนของหลิ่งเฟิงหยางมีบุตรชายถือกระดาษไปให้ถึงเตียงนอน
“เอาล่ะ หนังสือตัดขาดของพวกเ้าได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว อย่าลืมเก็บรักษาไว้ให้ดีล่ะถ้าทำหายต้องมาขอดูที่ข้าเท่านั้น”
“ขอบคุณท่านลุงซ่งมากพวกท่านอาทั้งสามคนด้วยขอรับ วันหน้าหากมีสิ่งใดที่ข้าพอช่วยได้ย่อมช่วยจัดการให้พวกท่านแน่”
“ใช่เ้าค่ะท่านลุงซ่งพวกท่านอย่าได้เกรงใจที่จะบอกพวกเราเลยนะ แม้จะเป็เื่เล็กน้อยพวกเราก็ยินดีเ้าค่ะ”
นางหลิวที่หมั่นไส้ชาวบ้านก็รีบไล่ครอบครัวของบุตรชาย ให้รีบออกไปจากบ้านของตนเสียโดยเร็ว “พวกเ้าจะนั่งเฉยอยู่ทำไมอีกล่ะ รีบไสหัวไปให้พ้นประตูเรือนของข้าได้แล้ว และอย่าได้คิดขโมยของมีค่าเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นพวกเ้าต้องได้เข้าไปนอนในคุกของทางการแน่”
“ไปก็ไปสิ ใครจะอยากอยู่กับคนใจร้ายใจดำอย่างพวกท่านกัน แล้วของมีค่าที่ท่านพูดมามันมีหรือในบ้านหลังนี้น่ะ เหอะ ทำเหมือนตนเองมีสมบัติมากมายประหนึ่งเศรษฐีไปได้ ท่านพ่อ ท่านแม่ เรารีบพาซีซีไปที่ตำบลก่อนเถิดขอรับ จะได้ให้ท่านหมอช่วยรักษาาแด้วยขอรับ”
“พวกคนแก่ไร้หัวใจในภายหน้าหากท่านพ่อสร้างเนื้อสร้างตัวได้ อย่าให้ข้าเห็นว่าพวกท่านมาคุกเข่าแสร้งเล่นงิ้วเรียกร้องความเห็นใจล่ะ ต่อให้คนตระกูลหลิ่งทั้งหมดตายอยู่ต่อหน้าพวกข้าไม่มีวันช่วยเหลือเด็ดขาด แบร่”
ซ่งเหวยที่มีเกวียนวัวเห็นว่าหลิ่งเฟิงหยางย่อมทำการเดินทางลำบาก เขาจึงได้อาสาไปส่งครอบครัวเล็ก ๆ ที่ตำบลด้วยตนเอง ขืนปล่อยสตรีรูปร่างผอมบางและเด็กสองคนที่แทบจะไร้เรี่ยวแรงทำเพียงลำพัง ทั้งสี่คนคงไปไม่ถึงตำบลในวันนี้อย่างแน่นอน
“กว่าพวกเ้าสี่คนจะเดินไปถึงตำบลคงมืดค่ำพอดีกระมัง เอาเช่นนี้ประเดี๋ยวข้าจะกลับไปเอาเกวียนวัวมารับก็แล้วกันนะ อาหานเ้าพาครอบครัวไปรอข้าที่ถนนหน้าเรือนข้าไปไม่นาน”
“ได้ขอรับท่านตาซ่ง”
เมื่อทุกอย่างถูกจัดการเป็ที่เรียบร้อย หลิ่งเฟิงหยางจึงลุกจากเตียงด้วยการใช้ไม้คำยันจากในมิติ เพื่อเดินไปรอเกวียนวัวพร้อมกับครอบครัว
นางหลิวกับหลิ่งฉางมองครอบครัวบุตรชายคนรองเดินออกไป โดยที่พวกเขาไม่หยิบแม้แต่เสื้อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ ติดไม้ติดมือไว้ผลัดเปลี่ยนเลยสักชิ้น ที่สำคัญทั้งสี่คนไม่มีผู้ใดหันมามองบ้านที่เคยอยู่อาศัยแม้แต่หางตา
ภายหลังครอบครัวเล็ก ๆ ของลูกชังได้นั่งบนเกวียนวัวออกจากหมู่บ้าน เื่ที่เกิดขึ้นในตระกูลหลิ่งก็เป็ที่กล่าวถึงอย่างสนุกปาก ไม่มีครอบครัวไหนไม่รอดูเื่สนุก ๆ ที่จะเกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ เพราะบุรุษที่เหลืออยู่ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ต่างมีนิสัยที่คิดว่าบุรุษเป็ใหญ่เหนือสตรีในเรือนเหมือนกันทุกคน
ส่วนผู้เป็บิดามารดาแท้ ๆ กลับทำท่าทางสบายใจที่ต่อไปจะไม่มีครอบครัวของลูกชายคนกลางอีก เพียงแต่นั่นเป็ความคิดที่ผิดมหันต์อย่างที่ชาวบ้านแอบพูดคุยกันไว้ เพราะความลำบากกำลังย่างกรายเข้ามาใกล้บ้านหลังนี้ของตระกูลหลิ่งเต็มทีแล้วนั่นเอง
