โรงหมอจี้ซื่อ , เมืองชิงซาน
หลิวอี้นอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยก เปลือกตาปิดสนิท ในขณะนี้ เขากำลังเดินลมปราณบำเพ็ญเพียรพร้อมกับจำลองกระบวนท่าวิชาต่างๆ ในห้วงความคิดไปด้วย ข้างเก้าอี้โยก เ้าเสี่ยวหวงนอนแผ่หราอยู่บนพื้นอย่างเกียจคร้าน ท้องน้อยๆ ยุบพองตามจังหวะหายใจ ดูผ่อนคลายสบายอารมณ์สุดขีด
นับั้แ่ถล่มค่ายสายลมทมิฬจนราบคาบ เวลาก็ล่วงเลยมากว่าหนึ่งเดือนแล้ว ใน่เวลานี้ เขาเปิดโรงหมอเล็กๆ แห่งนี้ขึ้นในเมืองชิงซาน ส่วนหนึ่งเพื่อใช้เป็ที่พักอาศัยและรักษาอาการาเ็ อีกส่วนหนึ่งคือ... เขา้าเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเส้นชีพจรและการไหลเวียนโลหิตของผู้คนผ่านการรักษาผู้ป่วย
อาจเป็เพราะรูปร่างหน้าตาที่ดูเยาว์วัย ทำให้เขาดูไม่เหมือนหมอผู้มากประสบการณ์ ชาวเมืองส่วนใหญ่จึงมองว่าเขาพึ่งพาไม่ได้ นานๆ ทีถึงจะมีคนหลงเข้ามาให้รักษาบ้าง แต่หลิวอี้หาได้ใส่ใจไม่ ใครมาเขาก็รักษาให้อย่างเต็มที่ ยามไม่มีใครมา เขาก็ถือโอกาสพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายไปในตัว
ตลอดหนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมา เขาไม่ได้อยู่เฉยๆ เลยแม้แต่น้อย เขาทำสำเร็จในการคิดค้นและปรับปรุง "วิชากลืนจันทรา" และ "วิชากลืนดารา" จนสมบูรณ์แบบ วิชานึงดูดซับพลังแสงจันทร์ อีกวิชาดูดซับพลังแสงดาว เหตุผลที่ทำสำเร็จได้รวดเร็วปานนี้ ก็เพราะรากฐานอันมั่นคงจาก วิชากลืนตะวัน พลังงานที่แฝงอยู่ในแสงอาทิตย์นั้นรุนแรงกว่าแสงจันทร์และแสงดาวมากนัก เมื่อมีข้อมูลเชิงประจักษ์จากการดูดซับและแปลงพลังงานแสงอาทิตย์เป็แนวทาง การสร้างวิชากลืนจันทราและกลืนดาราจึงทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นเป็ธรรมดา
แน่นอนว่า ความก้าวหน้าอย่างก้าวะโนี้ยังต้องยกเครดิตให้กับการอุทิศตนอันเสียสละของเหล่าคนถ่อยและอันธพาลในเมืองชิงซาน... ที่มาเป็ 'หนูทดลอง' ให้เขา ทุกค่ำคืน เขาจะออกไปจับพวกคนชั่วในเมืองมาทดสอบวิชา ในโลกนี้ คนดีอาจหายาก แต่คนเลวนั้นมีอยู่เกลื่อนเมือง
หลังจากการ 'ปฏิรูป' ของหลิวอี้ บรรยากาศในเมืองชิงซานก็ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วทุกตรอกซอกซอยว่า มีจอมยุทธ์ผู้ผดุงคุณธรรมคอยลงทัณฑ์คนชั่วช่วยเหลือคนดีปรากฏตัวขึ้น
หลิวอี้ลืมตาโพลงขึ้นมาทันที แววตาเปี่ยมด้วยความปิติ เขาะโเรียก "เสี่ยวหวง ปิดประตู! ข้าจะเข้าฌานบำเพ็ญเพียรแล้ว"
สิ้นเสียงคำสั่ง เ้าเสี่ยวหวงที่นอนอยู่แทบเท้าก็พลิกตัวลุกขึ้นอย่างคล่องแคล่ว หางฟูฟ่องปัดไปมาอย่างร่าเริง มันกระโจนเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงประตู แล้วใช้ขาหน้าดันประตูโรงหมอปิดดัง ปัง! ท่วงท่าลื่นไหลงดงาม แสดงให้เห็นว่าผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน
เห็นดังนั้น หลิวอี้พยักหน้าอย่างพึงพอใจ หันหลังเดินผ่านประตูซุ้มดอกไม้เข้าไป นั่งขัดสมาธิลงกลางลานบ้านที่ปูด้วยแผ่นหินสีคราม มือประสานอินวางไว้บนเข่า หลังยืดตรงดุจต้นสน ลมหายใจค่อยๆ สงบนิ่งลง
ครั้งนี้ เขาจะลองฝึกฝน "วิชากลั่นลมปราณเบญจธาตุ 5.0" ที่เพิ่งอนุมานสำเร็จหมาดๆ เดิมทีเขาตั้งใจจะฝึกเวอร์ชัน 4.0 หลังจากหายเจ็บ แต่เพราะความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของวิชากลืนจันทราและกลืนดารา ทำให้เขาเปลี่ยนแผน เขาตัดสินใจสร้างเวอร์ชัน 5.0 ขึ้นโดยต่อยอดจากเวอร์ชัน 4.0 ผนวกเอาวิธีดูดซับพลังแสงจันทร์และแสงดาวเข้าไปด้วย
วิชาใหม่นี้ไม่เพียงแต่เร่งความเร็วในการกลั่นกรองปราณฟ้าดิน แต่ยังสามารถดูดซับและแปรเปลี่ยนแสงอาทิตย์ แสงจันทร์ และแสงดาว ให้เป็พลังงานในการบำเพ็ญเพียรได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ความรู้จากตำราไม่อาจเทียบได้กับการปฏิบัติจริง ผลลัพธ์ที่แท้จริงจะเป็อย่างไรต้องลองฝึกด้วยตัวเองเท่านั้น
หลิวอี้กลั้นหายใจ รวบรวมสมาธิ ปลายลิ้นแตะเพดานปาก ขจัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งปวง เมื่อกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งก่อตัวขึ้นที่จุดตันเถียน เขาค่อยๆ เริ่มเดินพลังตามเคล็ดวิชากลั่นลมปราณเบญจธาตุ 5.0
ทันใดนั้น ปราณิญญาห้าสีดุจอสรพิษทั้งห้าก็เลื้อยออกมาจากตันเถียน ภายใต้การชักนำของจิตสำนึก มันไหลเวียนไปตามจุดชีพจรทั้ง 129,600 จุดทั่วร่างกาย ตามเส้นทางอันลึกล้ำพิสดารที่กำหนดไว้ในเคล็ดวิชา
วินาทีที่ปราณิญญาโคจรครบวงรอบและไหลกลับสู่ตันเถียน ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง แสงศักดิ์สิทธิ์ห้าสีเจิดจ้าะเิออกมาจากร่าง ปราณิญญาฟ้าดินหลั่งไหลเข้ามาดุจน้ำหลาก แสงอาทิตย์ยามเที่ยงวันแปรเปลี่ยนเป็ลำแสงสีทองที่จับต้องได้ พุ่งตรงมารวมตัวกันที่ร่างของเขา
ทันทีที่พลังงานแสงอาทิตย์อันร้อนแรงเข้าสู่ร่างกาย หลิวอี้รู้สึกเหมือนถูกโยนเข้าไปในเตาหลอม ร้อนรุ่มไปทั่วสรรพางค์กาย แต่แล้ว พลังปราณเบญจธาตุก็เริ่มทำงานทันที มันดูดซับพลังงานเ่าั้เข้าไป และด้วยการทำงานของเคล็ดวิชา พลังงานแสงอาทิตย์อันเกรี้ยวกราดก็ถูกกลั่นกรองอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการอันน่าอัศจรรย์ของการก่อเกิดและหักล้างกันของธาตุทั้งห้า และการแปรเปลี่ยนของหยินหยาง... ท้ายที่สุด พลังงานแสงอาทิตย์ก็กลายเป็ปราณเบญจธาตุอันบริสุทธิ์นุ่มนวล เติมเต็มลงสู่ตันเถียน
จากเที่ยงวันยันสามทุ่ม หลิวอี้จมดิ่งอยู่ในการบำเพ็ญเพียร เมื่อรัตติกาลมาเยือน แสงจันทร์ดั่งแพรไหมและแสงดาวดั่งเกล็ดเงิน ต่างแปรเปลี่ยนเป็สายธารแห่งแสง พุ่งเข้ามาหาเขา ร่างของเขาถูกห่อหุ้มด้วยแสงห้าสี ด้านนอกคลุมทับด้วยแสงจันทร์บางเบาดุจผ้ากอซ และประดับประดาด้วยประกายระยิบระยับของแสงดาว ภาพอันงดงามตระการตานี้ราวกับเซียนลงมาจุติ
ทันใดนั้น แสงดาวและแสงจันทร์ก็ถอยร่นกลับไปดุจน้ำลด แสงห้าสีทั้งหมดถูกดูดกลับเข้าไปในร่าง หลิวอี้ลืมตาโพลง ลุกขึ้นยืนเท้าสะเอว แล้วะเิเสียงหัวเราะลั่น
"ฮ่าฮ่า! สำเร็จแล้ว! ความสำเร็จระดับนี้ นอกจากข้าแล้วจะมีใครทำได้อีก!"
เมื่อมองย้อนกลับไป การทดลองนับพันครั้ง การวิเคราะห์และอนุมานนับหมื่นรอบ ในที่สุดก็นำมาสู่ความสำเร็จในวันนี้ เขาไม่เพียงแต่ผนวกพลังงานทั้งสาม... แสงอาทิตย์ แสงจันทร์ และแสงดาว เข้าสู่วิชาบำเพ็ญเพียรได้สำเร็จ แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือ... วิธีการฝึกฝนแบบนี้มีประสิทธิภาพสูงกว่าการพึ่งพาปราณิญญาในสำนักเทียนฉีแบบเทียบกันไม่ติด!
พลังแห่งดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวนั้นบริสุทธิ์และมหาศาล พลังปราณที่กลั่นได้จึงยิ่งบริสุทธิ์และหนาแน่น ที่วิเศษยิ่งกว่าคือ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว แขวนอยู่สูงเด่นบนฟากฟ้า พลังงานของพวกมันไม่มีวันหมดสิ้น ไม่จำเป็ต้องพึ่งพาสำนักที่กดขี่ศิษย์ให้สร้างปราณิญญาผ่านค่ายกลอีกต่อไป!
ในเวลานี้ วิชากลั่นลมปราณเบญจธาตุ 5.0 ไม่จำเป็ต้องจงใจชักนำอีกต่อไป มันสามารถโคจรเองได้อัตโนมัติในเส้นชีพจรอย่างต่อเนื่อง เพียงแค่ยืนตากแดด อาบความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์ พลังปราณก็จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างเงียบเชียบ แม้ประสิทธิภาพของการฝึกแบบ 'Passive' (ติดตัว) นี้ จะไม่เท่ากับการนั่งสมาธิฝึกอย่างตั้งใจ แต่คนไม่ใช่เหล็กไหล จะให้รักษาถ้านั่งสมาธิและเพ่งจิตตลอด 24 ชั่วโมง (12 ชั่วยาม) ย่อมเป็ไปไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป ผลลัพธ์จากการฝึกแบบติดตัวนี้จึงมหาศาลทีเดียว
ความสำเร็จครั้งนี้มีความหมายต่อหลิวอี้อย่างยิ่งยวด มันไม่ใช่แค่ก้าวที่มั่นคงบนเส้นทางสู่ความเป็ะของเขา แต่ยังเป็การแก้โจทย์ข้อแรกสำหรับการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินโลกใบนี้ได้สำเร็จ เมื่อดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว กลายเป็แหล่งพลังงานอันไร้ขีดจำกัด ข้อจำกัดด้านทรัพยากรก็ถูกทลายลงอย่างสิ้นเชิง
หากสามารถสร้างระบบการบำเพ็ญเพียรที่สมบูรณ์ขึ้นมาใหม่ได้ กฎเกณฑ์ของโลกนี้จะถูกเขียนใหม่ แม้ความเท่าเทียมทางสัมบูรณ์จะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง แต่อย่างน้อยก็มอบพลังให้คนธรรมดาได้มีแรงต่อต้านการกดขี่ แน่นอนว่า... คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดก็คือตัวเขาเอง เพราะใครจะยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจถ้าตัวเองไม่ได้อะไรเลย?
เขามีความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการบำเพ็ญเพียรเป็อย่างดี และมั่นใจว่าจะพัฒนามันขึ้นมาได้ ส่วนเื่ "ระบบ" เขาก็พอมีไอเดียอยู่บ้าง แต่ด้วยเงื่อนไขปัจจุบัน อย่างมากที่สุดคงทำได้แค่ของเลียนแบบคุณภาพต่ำเท่านั้น
หลิวอี้สูดหายใจลึก ระงับความคิดฟุ้งซ่านเ่าั้ไว้ก่อน สำหรับเขาตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทะลวงสู่ขอบเขตสร้างรากฐานและแก้ปัญหาเื่อายุขัย เขาก้มมองลงไป เห็นเ้าเสี่ยวหวงกระดิกหางวิ่งวนรอบตัวเขาอย่างดีใจ เขาฉีกยิ้มกว้างแล้วพูดว่า
"ไปกันเถอะ วันนี้ข้าจะพาเ้าไปกินของอร่อย!"
...
ยามซวีปลายๆ แสงไฟในเมืองชิงซานค่อยๆ ดับลง แต่ตามหอนางโลมและโรงงิ้วยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน หลิวอี้มองโคมไฟผ้าโปร่งสีแดงที่แกว่งไกวอยู่เหนือทางเข้า 'หอจุ้ยชุน' (เมามายในวสันต์) ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป เขาอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสถานที่อโคจรในยุคโบราณมานานแล้ว ครั้งนี้เขาแค่อยากมาเปิดหูเปิดตาดูว่าสถานที่หาความสำราญแห่งนี้เป็อย่างไรกันแน่ ไม่ใช่มาเพื่อหาความสุขทางกามารมณ์หรือความรักโรแมนติกอะไรหรอก แค่มาหาความบันเทิง กินข้าว ฟังดนตรี เท่านั้นเองจริงๆ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา... หลิวอี้เดินออกมาจากหอจุ้ยชุนพร้อมเสี่ยวหวง อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
"พวกคนรวยนี่รู้จักใช้ชีวิตจริงๆ ฟุ่มเฟือยชะมัด"
ข้างในนั้น ได้ดูระบำรำฟ้อนพร้อมนวดตัวไปด้วย แถมยังมีคนคอยป้อนข้าวป้อนน้ำถึงปาก แม้แต่หมาอย่างเสี่ยวหวงยังได้รับการบริการระดับแขกพิเศษ เขาก้มมองเ้าหมาน้อยแทบเท้า ที่ตายังปรือฉ่ำ ดูเหมือนยังเคลิบเคลิ้มกับบริการที่เพิ่งได้รับ... ความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ผุดขึ้นมาในใจเขาตะหงิดๆ
