ลุงอวิ๋นเกรงว่าจะทำให้เวลาที่นายท่านทั้งสองได้อยู่ด้วยกันอย่างหาได้ยากยิ่งล่าช้าออกไป เขาไม่รอให้เฉิงเถี่ยหนิวพูดจบก็ลากชายเสื้อของเขาออกไปในทันที
เช่นนี้ในห้องโถงหลักก็เงียบสงบลง เหลือไว้เพียงติงเหว่ยกับกงจื้อสองคนในที่สุด
กงจื้อิก้าวไปจับมือของติงเหว่ยและลากมานั่งข้างๆ เตาถ่านด้วยกัน
ไม่ได้เจอกันตั้งหลายวัน ต่างฝ่ายต่างก็คิดถึงกัน แต่พอได้มาอยู่ด้วยกันจู่ๆ ก็ไม่รู้ว่าวิ่งหายไปไหนแล้ว
ทั้งสองคนต่างก็สบตากัน ในดวงตามีแค่กันและกัน มือใหญ่กุมมือเล็กๆ เอาไว้ ต่อให้ไม่พูดอะไรก็ชนะคำพูดนับพันนับหมื่น
ในที่สุดกงจื้อิก็เป็คนแรกที่เอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “่นี้เพิ่งเปิดโรงงานผ้า คงจะเหนื่อยล่ะสิ?”
ติงเหว่ยยิ้มและเม้มริมฝีปากของนางเอาไว้ และพูดโกหกอย่างหาได้ยากว่า “ไม่เหนื่อย ข้าอยู่ในจวนสบายดีทุกอย่าง แต่ว่าท่านกลับ…ผอมลงไปมาก”
กงจื้อิใช้นิ้วเรียวยาวของเขาลูบฝ่ามือที่หยาบกระด้างนิดหน่อยของนาง ในใจของเขาก็รู้สึกสงสารอย่างที่สุด ร่องรอยแข็งกระด้างบนใบหน้าของเขาก็อ่อนยวบลง และความอบอุ่นที่เอ่อล้นขึ้นมาในดวงตาของเขาก็แทบจะทำให้คนจมน้ำตาย
“ข้าคิดถึงเ้า”
หลังจากอยู่ด้วยกันมาเกือบสองปี นี่เป็ครั้งแรกที่ติงเหว่ยได้ยินสามคำนี้ ทันใดนั้นเองคำหวานนั้นก็เหมือนกับปลาทอดร้อนๆ ที่ถูกราดน้ำจิ้มลงไป และถูกอบจนกลิ่นหอมลอยฟุ้งขึ้นมาทำให้คนหลงใหล
“วันหลังจะต้องเตือนข้าให้ทำเจียวจืออวี๋ [1] ให้ท่าน”
กงจื้อิที่ได้ยินก็มึนงงไปครู่หนึ่ง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมหญิงสาวที่เขารักถึงตอบเป็ชื่ออาหารนี้มาเมื่อเขาเอ่ยคำว่าคิดถึง
ดังนั้นเขาก็เลยถามออกมาโดยไม่รู้ตัวว่า “ทำไมต้องทำอาหารชนิดนี้?”
“รอให้ท่านได้กินอาหารชนิดนี้ แล้วก็จะรู้ว่าตอนนี้ในใจของข้ารู้สึกยังไง!” ติงเหว่ยอายจนหน้าแดงก่ำ นางดึงมือกลับและแสร้งทำเป็ยุ่งอยู่กับการใช้ตะขอเหล็กเขี่ยฟืนในเตาไฟ
ต่อให้กงจื้อิจะหัวช้าสักแค่ไหน แต่เขาก็เดาออกได้ถึงสามส่วน ดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงดังออกมา
อวี้ฉือหุ่ยเมื่อครู่เพิ่งจะออกจากเมืองไปส่งจดหมาย ในใจของเขาก็คิดถึงแต่ว่าแม่นางติงจะส่งของกินอร่อยๆ อะไรมา เขาจึงวิ่งกลับมาอย่างรวดเร็ว ปรากฏว่าเมื่อเข้าไปถึงเรือนหลักเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะของท่านแม่ทัพใหญ่มาจากไกลๆ เขาก็ยิ่งคิดว่ากลางวันมีอาหารอร่อยอะไร ดังนั้นก็เลยรีบวิ่งสุดฝีเท้าเข้าไปที่ห้องโถงหลักพร้ะโกนออกไปว่า “ท่านแม่ทัพ มีกับข้าวอร่อยๆ อะไรก็แบ่งให้ข้าสักครึ่งหนึ่งด้วย! ข้าออกไปส่งจดหมายนอกเมืองมา ดังนั้นก็ถือข้าทำงานหนักกว่าพวกเขา!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เขาก็พุ่งเข้ามาในห้องโถงหลัก แล้วก็เห็นท่านแม่ทัพของตนเองกำลังกอดหญิงสาวคนหนึ่งเอาไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าของเขามืดหม่นราวกับก้นกระทะ ไม่ต้องพูดถึงรอบๆ ที่ไม่มีพวกพ้องอยู่เลยสักคน เกรงว่าขนาดแมวสักตัวก็ยังไม่มี
เขาหยุดฝีเท้าในทันทีและเกาหลังศีรษะด้วยความเขินอาย เขาพูดด้วยรอยยิ้มโง่ๆ ว่า “เอ่อ ข้ามาผิดที่แล้ว เดี๋ยวค่อยกลับมาทีหลัง!”
หลังจากพูดจบ เขาก็หันหลังกลับวิ่งออกไปทันที ทำให้กงจื้อิหงุดหงิดมากเสียจนอยากจะเอาเหอเถ่าสองลูกที่ไม่เคยห่างกายไปทุบเขาให้ฟันร่วงเต็มพื้น
แต่ติงเหว่ยที่นอนอยู่ในอ้อมแขนของเขากลับรู้สึกทั้งเขินอายและขบขัน ไหล่ของนางสั่นไม่หยุด
กงจื้อิไม่รู้จะทำอย่างไร เขาก็เลยพูดออกมาเบาๆ ว่า “คนหยาบคายเหล่านี้ล้วนเป็ทหารที่มีฝีมือดีทั้งด้านการเดินทัพและการต่อสู้ เพียงแต่มารยาทของพวกเขาอาจจะบกพร่องไปสักหน่อย อย่าได้ถือสาพวกเขาเลย”
ติงเหว่ยลุกขึ้นมา นางยกมือขึ้นเพื่อจัดผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยของนาง แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ข้ากลับรู้สึกว่าพวกเขาเป็คนซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา เวลาคุยกันไม่ได้ซ่อนแผนอะไรในใจ อีกอย่างพวกเขาต่างก็เป็พวกพ้องที่ร่วมเป็ร่วมตายกับท่านมา ข้ายังไม่ทันขอบคุณพวกเขาเลยด้วยซ้ำ แล้วจะมารังเกียจพวกเขาได้ยังไงกัน?”
กงจื้อิมองนางอย่างละเอียดรอบคอบและก็ไม่พบความฝืนใจหรือแกล้งทำบนสีหน้าของนางเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นแววตาของเขาก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นไปอีก เขายื่นมือออกไปดึงนางเข้ามาไว้ในอ้อมแขน และถอนหายใจออกมาเบาๆ ว่า “์ปฏิบัติต่อข้าดีจริงๆ ข้าช่างโชคดีจริงๆ ที่ได้เจอหญิงสาวเช่นเ้า!”
ติงเหว่ยลูบไหล่ของเขาด้วยความรักและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านรู้ไหมว่าหากไม่ใช่ด้ายแดงของ์ เกรงว่าบางทีตอนนี้ข้าอาจยังคงเดินเตร็ดเตร่อยู่ในที่ที่แสนห่างไกล”
กงจื้อิได้ฟังแล้วก็สับสน ในขณะที่เขากำลังจะถามอะไรออกมา ติงเหว่ยก็ะโออกจากอ้อมแขนของเขาเหมือนลูกกวางตัวน้อย และพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าเอาของกินมาจากในจวนนิดหน่อย วันนี้อากาศหนาวพอดี ข้าจะทำสุยจู่อวี๋ [2] ให้ท่านกินก็แล้วกัน ท่านแม่ทัพใหญ่กงจื้อของพวกเราจะมาล่าช้าเื่งานเพราะเื่ผู้หญิงไม่ได้ ท่านรีบจัดการงานให้เสร็จแล้วก็ไปกินข้าวอร่อยๆ!”
กงจื้อิที่จู่ๆ ในอ้อมแขนก็กลายเป็ความว่างเปล่า เขาขมวดคิ้วขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อหันกลับไปมองจดหมายและเอกสารที่สูงกว่าครึ่งฉือบนโต๊ะของเขา แล้วหันไปมองหญิงสาวที่เขารักอีกครั้ง ดูแล้วก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลุกขึ้น “ตกลง งั้นข้าจัดการงานก่อนสักครึ่งชั่วยาม จากนั้นค่อยไปกินข้าวด้วยกัน”
ติงเหว่ยยิ้มโดยไม่พูดอะไร นางหยิบห่อของและกล่องข้าวขึ้นมา จากนั้นก็เดินออกไปอย่างรวดเร็ว
……
เป็อย่างที่คาดไว้ ที่ด้านนอกห้องโถงลุงอวิ๋นกำลังขวางขุนนางที่มีสีหน้าเร่งรีบอยู่หลายคน ทันใดนั้นเมื่อเขาเห็นติงเหว่ยออกมา สีหน้าของเขาดูผ่อนคลายลงมาสามส่วน แต่ก็มีความหงุดหงิดมากขึ้น
ผู้าุโโบกมือและปล่อยพวกเขาไปด้วยความโมโห จากนั้นก็ก้าวไปข้างหน้าเพื่อรับกล่องข้าวจากมือของติงเหว่ย แล้วพูดอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรว่า “นายน้อยอยากจะกลับไปดูที่จวนตั้งนานแล้ว แต่ว่าาครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ก็เลยยุ่งมากจริงๆ บางครั้งยังต้องโต้รุ่งถึงอีกวันจึงจะนอนได้สักครู่ เ้าอย่าโทษนายน้อยเลย!”
ติงเหว่ยได้ฟังก็หน้าแดงและรู้สึกอบอุ่นในใจ นางรีบพูดเปลี่ยนเื่ “ลุงอวิ๋นอย่าได้กังวล ข้าเองก็รู้เื่นี้ดี พวกเรามีปลาสดๆ ที่นี่หรือไม่ ข้าเอาน้ำมันกับพริกใส่ขวดมา อีกเดี๋ยวจะทำสุยจู่อวี๋ให้นายน้อยกิน อากาศกำลังหนาวพอดีจะได้อุ่นร่างกายสักหน่อย”
“มี มี มี” ลุงอวิ๋นตอบซ้ำๆ อย่างยิ้มแย้มแจ่มใส จากนั้นก็พูดว่า “เมื่อตอนเช้าตรู่สกุลหลี่ให้คนเอาปลาเฉาฮื้อมาส่งให้หนึ่งตะกร้า พวกมันทั้งตัวใหญ่และอวบอ้วน ข้าจะไปช่วยเ้าเอง”
บางทีผู้าุโอาจไม่มีใครคุยเล่นเป็เพื่อนมานานแล้ว เขาก็เลยบ่นนู่นบ่นนี่ไม่หยุด
“เ้าไม่รู้หรอกว่าครอบครัวชั้นสูงเหล่านี้อยู่ในเมืองมาหลายร้อยปีแล้ว หัวหน้าครอบครัวแต่ละรุ่นตกต่ำลงทุกวันๆ เมื่อวานนี้เพิ่งมีคนหนึ่งมาเชิญนายน้อยไปร่วมงานเลี้ยง เขาบอกว่าในหอนางโลมมีนางคณิกาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดจะมาดื่มเหล้าเป็เพื่อน เฮ้อ…”
ผู้าุโพูดไปถึงครึ่งหนึ่งก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าหัวข้อนี้ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร เขาก็เลยรีบปัดทิ้งไปว่า “นายน้อยของพวกเราเป็สุภาพบุรุษ เขาจะแหกกฎเพื่อนางคณิกาคนหนึ่งทำไม ตอนนั้นก็ให้ข้าปฏิเสธไปทันทีเลย”
ติงเหว่ยฟังแล้วก็รู้สึกขบขัน แต่นางก็ไม่ได้หงุดหงิดที่ผู้าุโพูดโกหก ทุกวันนี้กองทัพอี้จวินมาปกครองเฉียนโจวอยู่ เป็ไปไม่ได้ที่จะไม่มีใครส่งเงินทองและสาวงามมาให้ แต่นางกลับไม่ได้กังวลว่ากงจื้อิจะหลงใหลในของสวยๆ งามๆ เลยแม้แต่น้อย ประการแรกความรู้สึกของพวกเขาสองคนยังไม่ได้เปราะบางถึงขั้นนั้น ประการที่สองพิษจากผงฉือฮว่าเฟินไม่ได้ถูกกำจัดจนหมด ทุกวันนี้กงจื้อิเองก็ยังกินยาสมุนไพรอยู่ วันนั้นท่านอาจารย์ก็เคยบอกแล้วว่า เื่แรกที่ต้องห้ามก็คือหลงใหลในความงาม
ลุงอวิ๋นแอบมองติงเหว่ยที่ดูเหมือนว่าจะไม่โกรธจริงๆ เขาก็แอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก จากนั้นก็ถามถึงเื่ที่สนุกๆ ของอันเกอเอ๋อร์
ติงเหว่ยออกมานานกว่าครึ่งวันแล้ว นางเองก็คิดถึงลูกชายเหมือนกัน ทั้งสองคนก็เลยคุยกันอย่างสนุกสนาน
ห้องครัวที่ด้านหลังของศาลาที่ว่าการเฉียนโจวนั้นมีขนาดใหญ่มาก มีพ่อครัวสองคนและผู้ช่วยอีกสิบกว่าคนคอยดูแลอาหารสามมื้อของขุนนางฝ่ายพลเรือน ขุนนางฝ่ายทหาร และพลทหารอีกกว่าหนึ่งร้อยนาย ดังนั้นเตาไฟในห้องครัวจึงมักสว่างอยู่เสมอ
แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ถึงเวลาอาหาร แต่พ่อครัวทั้งสองก็กำลังยุ่งอยู่กับการทำอาหารโดยแทบจะไม่ได้หยุดพัก
ติงเหว่ยขวางลุงอวิ๋นให้ไม่ต้องไปเตรียมจัดพื้นที่ นาง้าแค่เตาเล็กๆ ใบหนึ่งเท่านั้น นางเทน้ำมันรสเผ็ดและเครื่องปรุงรสต่างๆ ที่เอามาจากจวนลงในหม้อทองแดงที่มีสองหู จากนั้นก็เอาปลาเฉาฮื้อไปขอดเกล็ดและเลาะเครื่องในออก แล้วก็เอามาหั่นเป็ชิ้นหนาๆ จากนั้นก็ใส่ถั่วงอกและผักกาดฝอยลงไปพร้อมกันในหม้อ รอจนน้ำเดือดขึ้นมากลิ่นหอมเผ็ดร้อนก็ทำให้ทุกคนในห้องครัวต่างก็หันมามองเป็ครั้งคราว
พ่อครัวใหญ่คนหนึ่ง้าจะเข้ามาช่วยอย่างไร้ยางอาย เพราะจริงๆ แล้วเขาแค่้าขโมยวิชาก็เท่านั้น ลุงอวิ๋นโบกมือกำลังจะไล่เขาไป แต่ติงเหว่ยกลับห้ามเอาไว้เสียก่อน หลังจากนั้นนางก็อธิบายวิธีการทำอย่างละเอียดให้กับพ่อครัวตัวอ้วนคนนั้น พ่อครัวตัวอ้วนคนนั้นก็ดีใจจนไขมันบนใบหน้าสั่นไปหมด
ลุงอวิ๋นรู้สึกปวดใจเล็กน้อย เขาตำหนิด้วยเสียงแ่เบาว่า “ถึงแม้นายน้อยจะชอบกินอาหารรสชาติเบา แต่ปลานี่มีรสชาติดีขนาดนี้เขาจะต้องชอบกินอย่างแน่นอน ทำไมเ้าไม่เก็บเคล็ดลับการทำเอาไว้แล้วยังสอนให้คนอื่นอีกด้วย?”
ติงเหว่ยยิ้มออกมาอย่างเ้าเล่ห์เล็กน้อยและตอบเบาๆ ว่า “ลุงอวิ๋นโปรดวางใจ เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดของกับข้าวนี้ก็คือน้ำมันพริก น้ำมันพริกนี้มีแค่ข้าที่ทำได้ หากว่านายน้อยชอบกินข้าก็จะส่งน้ำมันพริกมามากสักหน่อย พ่อครัวใหญ่เองก็สามารถใช้ทำได้ตามปกติ นายน้อยกับท่านจะได้กินตอนร้อนๆ แต่ว่าท่านเองก็อายุมากแล้ว ไม่สามารถกินเยอะเกินไปได้!”
ลุงอวิ๋นยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เขาพยักหน้าซ้ำๆ “งั้นก็ค่อยยังชั่วหน่อย เ้าวางใจเถอะ ข้าจะชิมแค่รสชาติเท่านั้น จะไม่กินเยอะเกินไป”
ติงเหว่ยเห็นว่าดวงตาของผู้าุโแทบจะตกลงไปในหม้ออยู่แล้ว แต่ก็ไม่เหมาะที่จะเปิดโปงเขา ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงยิ้มอย่างแกนๆ และยกหม้อออกมา จากนั้นก็ทำกับข้าวรสชาติเบาๆ สองจาน แล้วเอาไปส่งกับลุงอวิ๋นที่ด้านหน้าของศาลาที่ว่าการ
ไม่รู้ว่าวันนี้เป็วันพิเศษ หรือว่าเป็เื่บังเอิญที่งานทุกอย่างต่างก็เข้ามาพร้อมกัน ถึงแม้จะผ่านไปครึ่งชั่วยามกว่าแล้ว ในห้องโถงหลักก็ยังมีคนเดินไปเดินมา มีขุนนางชั้นผู้น้อยที่รอรายงานเื่ทางการต่อแถวยาวอยู่นอกประตู ลุงอวิ๋นขมวดคิ้วและลังเลว่าจะเข้าไปขัดจังหวะดีหรือไม่
ในทางกลับกันติงเหว่ยที่ยืนอยู่ที่ระเบียงทางเดิน นางชำเลืองมองไปที่เงาแผ่นหลังที่ยืนอยู่หลังโต๊ะหนังสือนั้น ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็กระซิบออกมาว่า “ลุงอวิ๋น ในเมื่อนายน้อยกำลังยุ่งอยู่ ข้าเองก็ขอตัวกลับก่อน ส่วนปลานี้เอาไปวางไว้บนเตาถ่านจะได้ร้อนๆ อยู่ และก็ไม่ต้องกลัวว่าจะวางไว้นานเกินไป รอนายน้อยจัดการเสร็จ ท่านค่อยกินด้วยกันกับนายน้อยเถอะ”
“เอ๋ จะกลับแล้วอย่างนั้นหรือ?” ลุงอวิ๋นยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์ไม่น้อย เขาอยากจะรั้งนางไว้แต่ก็คิดว่าคงไม่เหมาะสม สุดท้ายก็ทำได้เพียงพูดว่า “เช่นนั้นก็ได้ เ้าเดินทางกลับระมัดระวัง หลังจากหายยุ่งแล้วสองสามวันนี้ ข้าจะเร่งให้นายน้อยกลับไปสักรอบหนึ่ง”
“ตกลง ห่อของที่ข้าเอามาด้วยคือเสื้อนวมและกางเกงขนสัตว์ของนายน้อย รอให้ในจวนฆ่าไก่อีกรอบแล้วข้าจะทำเสื้อแขนกุดให้ท่าน ขอแค่ลุงอวิ๋นไม่รังเกียจฝีมือการเย็บผ้ายอดแย่ของข้าก็พอ”
“ไม่รังเกียจ ไม่รังเกียจ หากที่จวนมีปัญหาอะไรก็ให้อวิ๋นอิ่งส่งข่าวมา”
“ตกลง ลุงอวิ๋น หลังจากที่นายน้อยหายยุ่งแล้ว ช่วยบอกเขาแทนข้าหน่อยว่าโรงงานผ้าจะทำเสื้อนวมและรองเท้านวมในส่วนที่เหลือให้เสร็จให้เร็วที่สุดแล้วจะส่งมา รับรองว่าจะไม่เป็ภาระของกองทัพอี้จวินอย่างแน่นอน ขอให้เขาอย่าได้กังวล”
ผู้าุโเห็นว่าถึงแม้ติงเหว่ยจะพูดกับเขาแต่ดวงตาของนางไม่ได้ละไปจากห้องโถงหลักเลยแม้แต่น้อย ในใจของเขาก็รู้สึกสงสารและถอนหายใจยาวๆ ออกมา
ติงเหว่ยฝืนยิ้มออกมา นางหันหลังและเดินไปทางด้านหลังของศาลาที่ว่าการเพื่อไปหาเฉิงต้าโหยวที่รออยู่ข้างรถม้าตั้งนานแล้ว ตอนขามารถม้าหนักเป็อย่างมาก ตอนขากลับก็ว่างเปล่า และพวกมันก็เดินไปตามถนนสายที่ออกนอกเมือง…
……
ในห้องโถงหลักของศาลาว่าการ กว่าจะเงียบสงบลงก็เป็เวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว กงจื้อิลูบท้องที่กำลังร้องประท้วงออกมา จู่ๆ ก็นึกถึงติงเหว่ยที่ไปต้มปลาที่ห้องครัวด้านหลัง และเกิดสงสัยว่าเหตุใดผ่านไปนานขนาดนี้แล้วยังไม่ยกมา ดังนั้นเขาก็เลยเงยหน้ามองไปทางประตู คิดไม่ถึงว่าลุงอวิ๋นจะไม่อยู่ แต่กลับมีอวี้ฉือหุ่ยยืนอยู่ข้างหนึ่ง
ดังนั้นเขาจึงถามว่า “อวี้ฉือ เ้าเห็นแม่นางติงบ้างไหม?”
ชายหนวดเฟิ้มกำลังสูดดมกลิ่นหอมของควันที่ลอยออกมาจากหม้อทองแดงที่อยู่บนเตาถ่านจนน้ำลายไหลออกมา เมื่อได้ยินเช่นนี้เขาก็รีบยกเข้าไปด้านในห้อง และะโเสียงดังว่า “ท่านแม่ทัพ ท่านหิวแล้วใช่หรือไม่ งั้นก็รีบกินข้าวก่อนเถอะ! ปลาที่แม่นางติงต้มไว้หอมมาก หากท่านยังไม่พูดอะไร น้ำแกงปลาก็คงจะแห้งหมดแล้ว!”
กงจื้อิที่ได้ยินทั้งสามประโยคที่ต่างก็ไม่พ้นเื่กิน และไม่บอกว่าติงเหว่ยอยู่ที่ไหน เขาจึงตำหนิออกมาด้วยใบหน้าเ็า “แม่นางติงอยู่ที่ไหน?”
อวี้ฉือหุ่ยคอหดด้วยความใ และรีบตอบออกไปว่า “แม่นางติงกลับไปแล้ว ลุงอวิ๋นออกไปส่งนาง หรือท่านจะลองถามลุงอวิ๋นดีหรือไม่?”
กงจื้อิขมวดคิ้วด้วยความโมโห ทันใดนั้นในใจของเขาก็รู้สึกว่างเปล่าเป็อย่างมาก และความเ็ปก็ค่อยๆ เอ่อล้นออกมา ตั้งหลายวันกว่าจะได้เจอหน้ากันสักครั้ง นึกไม่ถึงเลยว่าแม้กระทั่งคำพูดกำชับต่างๆ ยังไม่ทันได้พูด คนรักของเขาก็จากไปเสียแล้ว ในชั่วขณะหนึ่งเขาไม่รู้ว่าจะโกรธที่ตนเองละเลยหรือจะตำหนิว่าวันนี้ยุ่งมากเกินไปดี
-----------------------------------------
[1] เจียวจืออวี๋ 浇汁鱼 หมายถึง ปลาที่นำไปทอดจนเป็สีเหลืองทองและราดด้วยซอสน้ำแดง เมื่อกินรวมกันแล้วจะมีรสััที่กรอบจากเนื้อปลา และรสชาติที่ทั้งหอมและหวานจากซอสที่ราดอยู่้า ลักษณะคล้ายๆ ปลาทอดราดซอสเปรี้ยวหวานของไทย
[2] สุยจู่อวี๋ 水煮鱼 หมายถึง ปลาต้มในน้ำมันกับพริก
