จ้าวซีลั่วพาคนอ้วนจ้าวกับจ้าวเย่จากไปแล้ว ก่อนไปยังเชื้อเชิญไป๋หยุนเฟยให้ไปเป็แขกที่บ้านตระกูลจ้าว ไป๋หยุนเฟยจึงกล่าวขอบคุณพร้อมกับบอกว่าอีกสักพักจะไปเยี่ยมเยียน
ขณะมองดูคนตระกูลจ้าวเดินออกจากประตูใหญ่ไป คนของตระกูลเย่ก็ล้วนมีท่าทีสับสน --- เดิมทีเคียดแค้นกันราวกับไม่ตายไม่มีวันเลิกรา แต่กลับยุติลงอย่างง่ายดายจนกลายเป็มิตรต่อกันแล้ว?
เย่ถิงก้มศีรษะลง สีหน้าบ่งบอกถึงความสับสน ก่อนหน้านี้ตระกูลเย่ถูกบีบคั้นรังแกไม่น้อย หากว่ามันมีกำลังเข้มแข็งพอคงจะไม่ยินยอมปรองดองเช่นนี้แน่ ในขณะที่ตนเองกำลังฮึกเหิมจากการบรรลุด่านบรรพิญญาได้จึงเตรียมจะคิดบัญชีต่อตระกูลจ้าว แต่แล้วจู่ๆตระกูลจ้าวก็ปรากฏผู้เข้มแข็งอย่างจ้าวซีลั่วขึ้นมิหนำซ้ำยังมีสำนักธาตุน้ำแห่งสำนักเบญจธาตุคอยหนุนหลัง ทำให้สถานการณ์ของตระกูลเย่ต้องตกที่นั่งลำบากอีกครั้ง ยามนี้ศัตรูยอมอ่อนข้อมาแสดงความขอโทษ ทั้งยังยินยอมชดใช้ค่าเสียหายที่การค้าถูกตระกูลจ้าวก่อกวน นี่นับเป็โชคดีของเย่ถิงแล้ว หากจ้าวซีลั่วคิดจะเปิดศึกกับตระกูลเย่จริงๆ เย่ถิงเองก็อับจนหนทางที่จะรับมือได้
เย่ถิงได้แต่ทอดถอนใจกล่าวว่า “เฮ้อ! บางทีนี่อาจจะเป็บทสรุปที่ดีงามแล้ว ข้อพิพาทระหว่างสองฝ่ายที่เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไป ก็จบลงโดยไม่มีที่มาที่ไปเช่นนี้ เพียงแต่นับจากนี้ไปตระกูลเย่เราคงได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรมแล้ว...”
“ตระกูลหลิวมีสำนักธาตุไม้ ตระกูลจ้าวก็มีสำนักธาตุน้ำ มิหนำซ้ำทั้งสองตระกูลยังมีคนรุ่นใหม่ที่อนาคตยาวไกล แม้ว่าเทียนเหวินจะมีความพากเพียร เทียนจือเองก็ใช่ว่าจะย่ำแย่ แต่เมื่อเทียบกับคนเ่าั้แล้วยังไม่อาจทาบติด หากตระกูลเย่ของข้ามีูเาสูงใหญ่ให้พึ่งพิง....” ความคิดมาถึงตรงนี้สายตาของเย่ถิงจึงเหลือบไปมองไป๋หยุนเฟย ก่อนจะเริ่มนึกย้อนถึงการประมือเมื่อครู่ “จ้าวซีลั่วที่ยินยอมปรองดองในครานี้ สาเหตุสำคัญน่าจะเป็เพราะไป๋หยุนเฟย คนผู้นี้เป็ใครกันแน่? ฟังจากคำพูดของจ้าวซีลั่วแล้ว แม้แต่หยิวชิงเฟิงจากสำนักธาตุไม้แห่งสำนักเบญจธาตุก็ยังให้การสนุน นอกจากนี้ยังมีน้องสาวร่วมสาบานเป็ศิษย์สำนักธาตุไม้อีกด้วย ไม่ทราบว่าพลังฝีมือของไป๋หยุนเฟยผู้นี้มาจากสำนักใดกันแน่...”
……
หลังจากที่คนตระกูลจ้าวจากไปได้ไม่นาน ก็มีแขกมาเยือนตระกูลเย่อีกกลุ่ม นั่นคือผู้นำตระกูลหลิว หลิวคุนและบุตรชายทั้งสอง บุตรชายคนรองหลิวจินกับบุตรชายคนเล็กหลิวซุน
ไป๋หยุนเฟยเคยพบกับหลิวซุนมาแล้ว แต่ครั้งนี้อีกฝ่ายกลับปราศจากกลิ่นสุราติดตัว การแต่งกายก็สง่างามสมกับเป็คุณชายตระกูลใหญ่ เพียงแต่สีหน้าคล้ายจะหม่นหมองที่ไม่ได้ดื่มสุรา หลิวซุนเดินตามบิดาและพี่รองอยู่ด้านหลังโดยไม่ปริปากอันใด
หลิวจินเป็ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดา ร่างท้วมเล็กน้อย คนผู้นี้ไม่ได้เป็ผู้ฝึกปรือิญญาแต่ก็เป็คนหนุ่มที่มีความสามารถ ได้ยินว่ากิจการค้าขายทั้งหลายของตระกูลหลิวล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของคนผู้นี้ทั้งสิ้น ครั้งนี้ที่ติดตามมาด้วยคาดว่าจะมาเจรจาเื่ความร่วมมือทางการค้ากับตระกูลเย่ เจตนาของอีกฝ่ายชัดเจนอย่างยิ่งว่า้าเป็พันธมิตรทางการค้ากับตระกูลเย่
ยามที่คนจากทั้งสองตระกูลพบหน้ากัน ไป๋หยุนเฟยก็แสดงมารยาทรั้งอยู่ชั่วครู่ก่อนจะอ้างว่า้าปรับพลังให้มั่นคงจึงขอตัวจากไปก่อน อันที่จริงแล้วเป็เพราะไป๋หยุนเฟยไม่สนใจต่อเื่เจรจาการค้าของทั้งสองตระกูลเท่าใดนัก
ยามที่ไป๋หยุนเฟยปรากฏตัว หลิวคุนก็แสดงกิริยาท่าทีนอบน้อมยิ่งกว่าครั้งก่อน เื่นี้ยิ่งทำให้เย่ถิงตกลงใจที่จะกระชับความสัมพันธ์กับไป๋หยุนเฟยให้ได้ มันเองทราบดีว่าที่สถานการณ์ปัจจุบันดำเนินไปเช่นนี้ก็ด้วยการผลักดันของไป๋หยุนเฟย แม้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้คล้ายกับไม่ได้ทำอันใด แต่ท่าทีของตระกูลจ้าวและตระกูลหลิวที่แปรเปลี่ยนไป เห็นได้ชัดว่าเกิดจากที่ไป๋หยุนเฟยพักอยู่กับตระกูลเย่ทั้งยังแสดงท่าทีให้การสนับสนุนช่วยเหลือ
……
เมื่อกลับถึงห้องพัก ไป๋หยุนเฟยก็ใคร่ครวญถึงเื่ราวที่ผ่านมาใน่หลายวันนี้ เมื่อเห็นว่าตระกูลเย่ผ่านพ้นปัญหาไปได้แล้ว ก็เริ่มทบทวนถึงการประมือกับจ้าวซีลั่วอย่างละเอียด
แม้ว่าจะยังไม่ทันได้ลงมืออย่างจริงจังก็ต้องหยุดมือลงเสียก่อน แต่ก็ยังพอจะััถึงการใช้พลังจากการรุกและรับอย่างละหนึ่งกระบวนท่าได้ สำหรับไป๋หยุนเฟยแล้วครั้งนี้นับได้ว่าช่วยจุดประกายความคิดอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาพลังฝีมือของมันยังไม่เพียงพอจะััได้อย่างลึกซึ้ง ยามนี้เมื่อบรรลุถึงด่านภูติญญาระดับปลายแล้วจึงเริ่มััและเข้าใจต่อพลังแห่งฟ้าดินได้มากยิ่งขึ้น ยิ่งได้เห็นจ้าวซีลั่วใช้พลังธาตุน้ำได้อย่างแยบยลช่ำชอง คาดว่าจะมีพลังฝีมือเหนือกว่าไป๋หยุนเฟยเองหลายเท่านัก
นวกะิญญา ปัจเจกิญญาและวีรชนิญญา ถือเป็สามด่านแห่งการควบคุมร่าง ที่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อร่างกายได้ดั่งใจ ภูติญญา บรรพิญญาและเอกะิญญา เป็การซึมซับและใช้พลังจากฟ้าดิน ถ้ากล่าวอย่างละเอียดขึ้นก็คือ ‘หยิบยืม’ ‘นำมาใช้’และ‘ควบคุม’ พลังแห่งธรรมชาติ --- นี่คือสิ่งที่หงยินเคยบอกเล่าให้ฟัง ยามนั้นยังไม่อาจทำความเข้าใจเท่าใดนัก แต่ในยามนี้คล้ายกับจะเริ่มกระจ่างขึ้นทีละน้อยแล้ว
……
จากนั้นอีกหลายวันให้หลังเย่ถิงก็มุ่งมั่นต่อการเสริมสร้างพลังและพัฒนาความสัมพันธ์กับวิหคสายฟ้า หลังจากที่สร้างพันธะิญญาต่อกันแล้ว แววตาของวิหคสายฟ้าก็เปลี่ยนเป็ดีขึ้นตามลำดับ คาดว่าจิติญญาและสติปัญญาจะคืนกลับมาทีละน้อย
ไป๋หยุนเฟยปรารถนาจะให้หงยินได้มาเห็นยิ่งนัก เพราะทราบดีว่าหงยินให้ความสนใจต่อการปลดปล่อยอสูริญญาที่ถูกใช้งานเยี่ยงทาสเป็อย่างยิ่ง แต่ไป๋หยุนเฟยเองก็ทราบดีว่าหงยินออกจากเมืองชุ่ยหลิวไปเนิ่นนานแล้ว และยามนี้ก็ไม่อาจติดต่อได้อีก แต่กระนั้นไป๋หยุนเฟยก็เชื่อว่าต้องมีสักวันที่ตนเองและหงยินจะได้กลับมาพบกันอย่างแน่นอน อีกอย่างเมื่อวิหคสายฟ้าอยู่กับตระกูลเย่แล้วก็สมควรไม่มีอันตรายอันใดอีก เมื่อถึงเวลาที่ได้พบกับหงยินอีกครั้งก็ค่อยบอกเล่าเื่นี้ให้ฟัง
เย่เฉวียนและเย่เทียนเหวินต้องเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆเพื่อฟื้นฟูกิจการของตระกูลเย่ ส่วนจิ้งิเฟิงและเทียนิก็ไม่เคยอยู่ติดบ้าน เอาแต่เตร็ดเตร่ภายในเมืองเกายี่ ไป๋หยุนเฟยติดตามพวกมันไปเพียงวันเดียวก็ไม่ได้ไปอีก --- ดูแล้วทั้งคู่คล้ายดังเด็กน้อยที่คิดเพียงเื่เที่ยวเล่น แม้แต่แข่งกัดจิ้งหรีดก็ยังสามารถยืนดูได้ครึ่งค่อนวัน ไป๋หยุนเฟยจึงตัดสินใจที่จะเดินเล่นตามลำพัง --- เพียงต้องระวังเื่หลงทางก็เท่านั้น
ไป๋หยุนเฟยไปเยือนตระกูลจ้าวมาแล้วครั้งหนึ่ง คนตระกูลจ้าวก็ให้การต้อนรับเป็อย่างดี ดีจนต้องกระดากใจด้วยซ้ำ เนื่องเพราะครั้งก่อนที่ตระกูลจ้าวส่งคนไปลักพาตัวเทียนินั้น ไป๋หยุนเฟยได้สังหารพ่อบ้านของตระกูลจ้าวไป
แต่ภายหลังเมื่อได้พูดคุยกัน จ้าวซีลั่วจึงได้เอ่ยถึงเื่นี้ มันกล่าวว่าจ้าวฉวนนั้นลอบสมคบกับสำนักเ้าอสูรกระทำเื่บางอย่างลับหลังตระกูล ถึงขนาดกิจการบางส่วนของตระกูลจ้าวเอาไว้ และเมื่อจ้าวฉวนหายตัวไปเื่ราวจึงถูกเปิดเผยขึ้น คาดว่าจะรู้ตัวว่าแผนการถูกเปิดโปงจึงได้ชิงหลบหนีไปก่อน ไป๋หยุนเฟยไม่ทราบว่าข้อมูลนี้ได้มาจากที่ใด อีกทั้งตนเองก็ยังไม่อาจยืนยันว่าที่อีกฝ่ายพูดความจริงหรือไม่
……
ห้าวันให้หลัง ไป๋หยุนเฟยจึงตัดสินใจรั้งอยู่ในเมืองเกายี่อีกหนึ่งวันก่อนจะออกเดินทางไปตามเส้นทางของตน
ยามสนธยาวันนั้นเอง ขณะที่ไป๋หยุนเฟยอยู่ในห้องกำลังจัดเตรียมสัมภาระต่างๆในแหวนช่องมิตินั้น เย่ถิงก็มาเยือนโดยไม่ได้บอกกล่าว หลังจากทักทายไม่กี่คำก็นำคัมภีร์โบราณที่เก่าชำรุดปกนอกมีรอยขาดแหว่งมอบให้แก่ไป๋หยุนเฟย
“ครั้งนี้ตระกูลเย่รอดพ้นจากภัยพิบัติได้ ต้องขอบคุณความช่วยเหลือจากคุณชายไป๋ ได้ยินมาว่าท่านสนใจต่อวิชามีดบิน ข้าเชื่อว่าคัมภีร์เล่มนี้จะสามารถเป็ประโยชน์ต่อคุณชายไป๋ได้ไม่มากก็น้อย ถือว่าเป็การตอบแทนบุญคุณต่อคุณชายไป๋จากตระกูลเย่...”
