บทที่ 75 มากดดันกันถึงที่
ผู้เฒ่าใหญ่ของตระกูลเมิ่งที่ไม่ได้พูดั้แ่เข้ามา เวลานี้ก็พยักหน้าและพูดต่อทันทีว่า “ใช่ แม้ว่าเื่นี้จะไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลเมิ่งของเรา แต่ในฐานะหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่แห่งเทียนตู ย่อมต้องรักษาความเป็ระเบียบที่เทียนตูควรมี ให้เป็ไปตามที่ควรจะเป็ ครั้งนี้ตระกูลลู่ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าวและใช้วิธีการที่ไม่ยุติธรรมเพื่อหาผลประโยชน์ ซึ่งทำให้ข้าใไม่น้อย!”
ผู้เฒ่าใหญ่ของวังเทพอัคคีหัวเราะเบาๆ และกล่าวเสริมเช่นเดียวกัน “ตอนนี้มันเร็วเกินไปที่จะสรุป ข้ามาที่นี่เพื่อเป็พยานให้เท่านั้น แต่เนื่องจากเื่นี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับนายน้อยของตระกูลลู่ แต่อย่างไรก็เป็ที่ทราบกันดีว่าเคล็ดลับเพาะเลี้ยงหญ้าเช้าเย็นเป็เคล็ดวิชาลับที่ไม่เปิดเผยของเขาหนิงชุยเฟิง หากนายน้อยลู่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตัวเองไม่ได้เป็หัวขโมยที่ขโมยเคล็ดวิชาลับของเขาหนิงชุยเฟิงไป เช่นนั้นเื่นี้ถือเป็ความเข้าใจผิดและควรได้รับการแก้ไข!”
ผู้เฒ่าใหญ่แห่งวังเทพอัคคีท่านนี้มีรูปร่างสูงสง่า และมีรูปลักษณ์ที่น่าเกรงขาม ผมและเคราสีแดง เห็นได้ชัดว่าได้รับการฝึกฝนเคล็ดวิชาธาตุไฟของวังเทพอัคคีมาอย่างลึกล้ำ หากผู้ที่ไม่รู้เมื่อเห็นรูปร่างหน้าตาของท่านผู้นี้ ต้องคิดว่าเป็คนอารมณ์ร้อนแน่นอน แต่ที่จริงแล้ว ท่านผู้นี้เป็หนึ่งในไม่กี่คนในวังเทพอัคคีที่มีความละเอียดรอบคอบ และเป็คนที่คาดเดาได้ยากนัก
แม้ว่าสถานะพลังยุทธ์ของผู้บังคับใช้กฎทั้งสองท่านของตำหนักมหาเทพจะจัดอยู่ในระดับล่าง แต่นั่นก็เป็เื่ภายในของตำหนักมหาเทพ หากเมื่อมาอยู่ภายนอกถึงแม้ทั้งสองท่านนี้จะมีพลังยุทธ์ธรรมดา แต่ในแง่สถานะก็เทียบได้กับประมุขตระกูลใหญ่ หรือเทียบกับเ้าสำนักแต่ละแห่งได้ ดังนั้นคำพูดที่อ่อนโยนแต่กลับแฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม เช่นนี้คือผลลัพธ์ที่ได้มาจากอำนาจ
หลังจากรอให้ตระกูลเมิ่งและวังเทพอัคคีแสดงจุดยืนแล้ว ทั้งสองท่านของตำหนักมหาเทพถึงพูดออกมา ถือว่าเป็การแสดงท่าทีสนับสนุนอย่างหนึ่ง
“พวกข้าสองผู้เฒ่ามาที่นี่ เพื่อเป็พยานในครั้งนี้ ไม่ได้คิดมุ่งเป้ามาที่ตระกูลลู่ หากตระกูลลู่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเคล็ดวิชาลับที่ตระกูลลู่เชี่ยวชาญนั้นไม่ได้มาจากเขาหนิงชุยเฟิง ข้าก็จะรักษาความยุติธรรมให้!” ผู้เฒ่าที่สวมอาภรณ์สีดำเป็คนแรกที่พูดขึ้นมาอย่างใจเย็น หากฟังจากน้ำเสียงก็ฟังออกว่าไม่มีเจตนาที่จะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ในเมื่อสามารถตกปากรับคำเขาหนิงชุยเฟิงมาที่ตระกูลลู่ เช่นนั้นก็เผยให้เห็นปัญหาบางอย่างอยู่แล้ว นั่นคือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตำหนักมหาเทพไม่มีทางยืนอยู่ฝั่งเดียวกันกับตระกูลลู่แน่นอน
“ถึงจะพูดกันเช่นนี้ แต่ทุกคนก็รู้ว่า ทั่วทั้งเทียนตูยกเว้นเขาหนิงชุยเฟิงแล้ว ก็ไม่มีใครมีเคล็ดวิชาลับเพาะปลูกหญ้าเช้าเย็น และอีกอย่างหนึ่ง นายน้อยตระกูลลู่ก็เคยฝากตัวเข้าเป็ศิษย์เขาหนิงชุยเฟิงมาก่อนอีกด้วย แม้ว่าจะไม่ได้รับการถ่ายทอดที่แท้จริง แต่ก็รับประกันไม่ได้ว่า เขาจะไม่ใช้วิธีการอื่นเพื่อให้ได้เคล็ดวิชาลับของเขาหนิงชุยเฟิงมา เช่นนั้นในที่สุด ผลของเื่นี้ย่อมตกอยู่ที่นายน้อยตระกูลลู่ อย่างไรก็ขอให้ประมุขตระกูลลู่เรียกนายน้อยลู่ออกมาเผชิญหน้า!” ผู้บังคับใช้กฎจากตำหนักมหาเทพที่มาด้วยอีกคนกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าและแข็งกร้าว แม้ว่าจะไม่พูดตรงๆ ว่านายน้อยของตระกูลลู่เป็ขโมย แต่ความหมายโดยนัยก็คือเชื่อแล้วว่าใช่
แม้ว่าทั้งสองคนจากตำหนักมหาเทพที่มาด้วยจะเป็ผู้บังคับใช้กฎ แต่ก็แบ่งแยกสถานะสูงต่ำ เห็นได้ชัดว่าท่านที่พูดก่อนผู้นั้นต่างหากที่เป็คนที่มีสถานะสูงที่สุดของตำหนักมหาเทพที่มาครั้งนี้
“เชอะ ออกมาเผชิญหน้าก็ออกมาสิ ตระกูลลู่ของพวกเรายึดมั่นในคุณธรรม ซื่อตรงสุจริต ย่อมไม่กลัวคำครหา แต่จะให้ออกมาเผชิญหน้าตามที่เขาหนิงชุยเฟิงพูดไม่ได้ มากล่าวหากันว่าตระกูลลู่เราขโมยเคล็ดวิชาลับของพวกเ้าไป แล้วก็เข้ามาชี้นิ้วสั่งเราจะเอานั่นเอานี่ถึงที่ แล้วเช่นนี้ตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋นของข้ายังจะมีหน้าไปพบเจอกับนักพรตทั่วทั้งใต้หล้าได้อีกอย่างไร?” ผู้เฒ่าสามลู่หงจีกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน กิริยาท่าทางของคนเหล่านี้เมื่อครู่ ตกอยู่ในสายตาของเขาทั้งหมด ยกเว้นแต่คนที่เป็กลางของตำหนักมหาเทพ คนอื่นๆ ที่มาที่นี่ก็เพื่อถือโอกาสมากดดันตระกูลลู่ หากยอมประนีประนอมด้วยง่ายๆ อย่าว่าแต่ตระกูลลู่และคนอื่นๆ ในตระกูลไม่เห็นด้วยเลย ผู้นำและหัวหน้าของตระกูลลู่ทั้งหลาย จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด และจะยังกล้ามองหน้าทายาทของตระกูลในภายภาคหน้าได้อีกหรือ
“ตลกสิ้นดี ทำอย่างกับเขาหนิงชุยเฟิงของเราจะใส่ร้ายตระกูลลู่ของเ้า? ข้ายังเคยสงสัยเลยว่า ตอนนั้นตระกูลลู่ของพวกเ้าพยายามลงทุนลงแรงส่งตัวลู่อวี่ไปที่เขาหนิงชุยเฟิง แต่กลับไม่กำชับให้เขาตั้งใจฝึกฝนทักษะการปรุงโอสถ ตัวเขานั้นไม่คิดทำสิ่งใดตลอดทั้งวัน จุดประสงค์หลักของการเที่ยวเล่นไปทั่วทุกสารทิศ ก็เพื่อขโมยเคล็ดวิชาลับของเขาหนิงชุยเฟิงของเรา!” เซินหยวนชิงเถียงโต้อย่างไม่ยอมลดละ
ผู้เฒ่ารองลู่หงชางได้ฟังก็แสยะยิ้มออกมา และพูดประชดประชันขึ้น “อย่าทำมาเป็พูดเหมือนเขาหนิงชุยเฟิงของเ้าเป็เหยื่อผู้บริสุทธิ์ ก่อนที่เื่นี้จะถูกตัดสิน ใครพิสูจน์ได้ว่าเคล็ดวิชาลับเพาะเลี้ยงหญ้าเช้าเย็นของตระกูลลู่เราเป็ของเขาหนิงชุยเฟิงของพวกเ้า เสิ่นตานเจวี๋ยก็เป็เพียงคนปรุงโอสถขั้นห้าผู้หนึ่งเท่านั้น ในแง่ทักษะการปรุงโอสถของนายน้อยตระกูลลู่ของเราก็นำหน้าเขาไปไกลหลายขุมแล้ว ยังกล้าหน้าด้านหน้าทนพูดออกมาอีกได้อย่างไร?”
ทุกคนในตระกูลลู่พยักหน้าเห็นด้วยเงียบๆ กับคำพูดนี้ นายน้อยปรุงโอสถออกมาได้มากถึงเพียงนี้ แต่ก็ยังไม่เห็นทางเขาหนิงชุยเฟิงจะสามารถปรุงโอสถออกมาได้เช่นเดียวกับนายน้อย ถึงแม้ว่ามีอย่างสองอย่างที่คล้ายกัน แต่นายน้อยตระกูลลู่ของเราใช้เวลาไปเพียงไม่กี่วัน แต่ทางเขาหนิงชุยเฟิงกลับใช้เวลาหลายสิบวัน หรือหลายเดือนในการปรุงโอสถออกมาได้ ไม่ว่าในแง่ของคุณภาพและความเร็ว ก็ย่อมไม่คู่ควรกับตำแหน่งาาโอสถแม้แต่น้อย
ตอนนี้ตระกูลลู่เจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดนี้ก็เป็เพราะนายน้อยลู่อวี่ แน่นอนว่าทุกคนในตระกูลลู่ก็ไม่เห็นเขาหนิงชุยเฟิงอยู่ในสายตามานานแล้ว
เมื่อเซินหยวนชิงได้ยินเช่นนี้ก็โกรธหน้าดำหน้าแดงขึ้นมาทันที มาดูถูกศิษย์ในสำนักและอาจารย์ของเขาเช่นนี้แล้วจะให้ทนอยู่ได้อย่างไร เขาจึงลุกขึ้นยืนและะโต่อว่าด้วยความแข็งกร้าว “รังแกกันมากเกินไปแล้ว หลักฐานที่บ่งบอกว่า นายน้อยตระกูลลู่ของเ้าขโมยเคล็ดวิชาลับของเขาหนิงชุยเฟิงไปนั้นมัดตัวแ่า หรือว่านายน้อยตระกูลลู่ของเ้ายังมีอาจารย์คนอื่นอยู่อีกหรือ แม้ว่าตอนนี้เขาพอจะมีความรู้เื่ปรุงโอสถอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ว่ามันมาจากที่คนของเขาหนิงชุยเฟิงถ่ายทอดให้หรือ การทำเื่เช่นนี้นับว่าหลอกลวงลบล้างบูรพาจารย์ เื่มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังกล้าหยิ่งยโสอยู่อีก มีอย่างที่ไหนกัน!”
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ดุดัน จู่ๆ ลู่เหว่ยจุนก็พูดขึ้น “เอาละ เื่นี้เอาไว้ก่อนเถิด แม้ว่าคำพูดของผู้เฒ่ารองจะไม่ค่อยเหมาะสม แต่การที่เขาหนิงชุยเฟิงของพวกเ้ากล้ามาทวงถามหาความผิดกับทางตระกูลลู่โดยที่ไม่มีหลักฐานใดๆ ทำให้มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของตระกูลลู่ของเรายิ่งนัก ยิ่งสิ่งที่ว่าเป็หลักฐานเ่าั้ก็ยิ่งตลกสิ้นดี เพียงคำกล่าวอ้างก็สามารถใช้เป็หลักฐานได้เช่นนั้นหรือ?” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ก็หยุดไปครู่หนึ่ง รอจนหลังจากที่เซินหยวนชิงโมโหและนั่งลงแล้ว ถึงได้พูดต่อไปว่า “สำหรับเื่มาเผชิญหน้ากัน ตระกูลลู่ของเราเห็นด้วย แต่เขาหนิงชุยเฟิงก็ต้องแสดงความจริงใจเช่นกัน หากเคล็ดวิชาลับที่ตระกูลลู่ของเราใช้นั้นเป็ของเขาหนิงชุยเฟิงจริงๆ ตระกูลลู่ของเราก็จะชดใช้ให้ แต่ทางเขาหนิงชุยเฟิงก็ต้องทำเช่นเดียวกัน จะมาตัดสินผู้อื่นตามสิ่งที่ตัวเองคาดเดาเท่านั้นไม่ได้ หากทำเช่นนี้ในโลกนี้ยังจะมีความยุติธรรมอยู่อีกหรือ?”
เซินหยวนชิงพูดด้วยความโกรธ “ทั่วทั้งเทียนตู เป็เวลาเกือบพันปีมาแล้ว มีเพียงเขาหนิงชุยเฟิงของเราเท่านั้นที่มีเคล็ดวิชาลับนี้ ไม่เคยได้ยินว่ามีตระกูลหรือสำนักใดมีไว้ใน แต่เหตุใดเล่า ลู่อวี่ไปที่เขาหนิงชุยเฟิงเพียงครั้งเดียว ตระกูลลู่ของเ้าก็เชี่ยวชาญเคล็ดวิชาลับที่ไม่ได้รั่วไหลมาเกือบพันปีได้?หากนี่ไม่ใช่หลักฐานแล้วมันคือสิ่งใด?”
ผู้เฒ่าใหญ่ลู่หงเซิ่งถึงกับคำรามออกมา เขามองไปที่ผู้บังคับใช้กฎหมายสองคนของเทียนตูแล้วพูดขึ้น “หรือว่าทั้งหมดนี้ คือหลักฐานของเขาหนิงชุยเฟิง?หากเขามี ก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าคนอื่นขโมยของไปจากเขาเช่นนั้นหรือ? ใช้ตรรกะใด? หรือการที่ตำหนักมหาเทพมาที่นี่ เพราะรับฟัง และเชื่อเพียงคำพูดของเขาฝ่ายเดียว? ไม่ยุติธรรมเสียจริง!นายน้อยของตระกูลลู่อายุเพียงยี่สิบปี ตอนฝากตัวเข้าเป็ศิษย์เขาหนิงชุยเฟิง ก็อายุได้เพียงสิบหกสิบเจ็ดเท่านั้น เพราะความสามารถและคุณสมบัติมีไม่พอ ดังนั้นพลังยุทธ์จึงอยู่เพียงขั้นเข้าสู่ประตูแห่งธรรม ด้วยระดับฝีมือและพลังยุทธ์ที่เขามี จะเข้าไปขโมยเคล็ดวิชาลับของเขาหนิงชุยเฟิง จากการคุ้มครองอย่างแ่าขององครักษ์ ที่ทำหน้าที่อารักขาเขาหนิงชุยเฟิงได้อย่างไร? หากถึงขั้นนั้นแล้ว เขายังสามารถไปเอาเคล็ดวิชาลับมาได้ แล้วเหตุใดเขาหนิงชุยเฟิงของเ้า ยังผูกขาดเคล็ดวิชาลับนี้แต่เพียงผู้เดียวนานนับพันปี เื่ที่แม้แต่เด็กๆ ดูก็รู้ แต่กลับนำมาโต้แย้งและหารือที่นี่ เหอะ อย่าเอามาพูดเลยจะดีกว่า!”
ทุกคนในตระกูลลู่ต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่ผู้เฒ่าใหญ่พูด ทุกคนที่มาพร้อมเขาหนิงชุยเฟิงก็หน้าถอดสีไปตามๆ กัน มีเพียงสวี่จิ้งผู้บังคับใช้กฎของตำหนักมหาเทพเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ยังคงอยู่ที่นี่ด้วยท่าทีดังเดิม เขาหลับตาลงทำราวกับว่า เื่นี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขา ไม่ว่าใครก็ดูไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
แม้ว่าผู้บังคับใช้กฎอีกท่านจะให้ความสนใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็รู้เช่นเดียวกันว่าเหตุผลเท่านี้ ไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้เป็หลักฐานได้ ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม หากให้พูดตามจริง มันอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของตำหนักมหาเทพได้ สถานะเช่นเขาคงรับผิดชอบไม่ไหวเช่นกัน!
ไม่นาน ผู้เฒ่าใหญ่ของตระกูลเมิ่งก็พูดขึ้นมาช้าๆ “เรียกตัวนายน้อยตระกูลลู่ออกมาเจอกันจะดีกว่า เพราะข้าเชื่อว่าไม่มีทางที่เทียนตูของเราจะมีคนที่มีเคล็ดวิชาลับเพาะเลี้ยงหญ้าวิเศษมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้แน่”
ลู่เหว่ยจุนที่เป็ประมุข ก็พยักหน้าและกล่าวเช่นเดียวกัน “ถึงเื่จะเป็เช่นนี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาหนิงชุยเฟิงจะว่าอย่างไร มิฉะนั้นตระกูลลู่ก็จะเสียหายทั้งชื่อเสียงและศักดิ์ศรี แม้ว่าจะมีผลที่ตามมา แต่มันไม่มีทางเลือกอื่น จำเป็ต้องทำอย่างนี้!”
เซินหยวนชิงกัดฟันและมองไปที่ลู่เหว่ยจุน เขาพูดอย่างแค้นใจ “เช่นนี้ก็ดี หากเคล็ดวิชาลับของตระกูลลู่ของเ้า ไม่ได้มาจากเขาหนิงชุยเฟิงจริงๆ ข้าจะเป็ตัวแทนเขาหนิงชุยเฟิงมาขอโทษตระกูลลู่เอง แต่หากใช่ ตระกูลลู่ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถปลูกและขายหญ้าเช้าเย็นได้อีก ในภายภาคหน้า ยังจะต้องชดเชยความสูญเสียก้อนใหญ่ของเขาหนิงชุยเฟิงที่เสียไปใน่เวลานี้ให้ด้วย ไม่ทราบว่าเช่นนี้ประมุขตระกูลลู่พอใจหรือไม่?”
เซินหยวนชิงยังคงสงสัยและไม่สบายใจเกี่ยวกับท่าทีไม่ตื่นตระหนก รวมถึงความสงบนิ่งของตระกูลลู่ แต่เขาไม่มีทางเชื่อแน่ว่านายน้อยตระกูลลู่ที่อายุเพียงยี่สิบปีจะยังมีวิธีอะไรไปไขว่คว้าเคล็ดวิชาลับเพาะเลี้ยงเช่นนี้มาได้ เท่าที่เขารู้มา เคล็ดวิชาลับประเภทนี้ได้รับการสืบทอดต่อกันมาจากสำนักหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็รายบุคคลหรือกองกำลังอำนาจก็คงไม่มีทางนำออกมาวางขายแน่นอน อีกอย่าง นายน้อยตระกูลลู่ก็ไม่เคยเดินทางออกจากดินแดนเทียนตูด้วย ดังนั้นนอกจากเขาหนิงชุยเฟิงแล้วเขาก็ไม่มีทางไปเอาเคล็ดวิชาลับนี้มาได้
ลู่เหว่ยจุนเองคงกดดันทางเขาหนิงชุยเฟิงมากเกินไปไม่ได้ เพราะที่มาในครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงคนจากเขาหนิงชุยเฟิงฝ่ายเดียวเท่านั้น หากกดดันกันเกินไป เื่ราวอาจกลับตาลปัตรเอาได้ มันจะไม่คุ้มเสียเอา
ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าช้าๆ เรียกคนมาสั่งการ “ไปตามนายน้อยมา แล้วบอกว่าคนจากเขาหนิงชุยเฟิง้าพบ เื่นี้เกี่ยวเนื่องกับชื่อเสียง และผลประโยชน์ของทั้งสองตระกูล หากมีเื่อะไรก็ให้เอาไว้ก่อน”
หลังจากนั้นไม่นาน ร่างของลู่อวี่ก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูโถงประชุม
เมื่อเห็นลู่อวี่มาถึง ในที่สุดทุกคนก็เข้าประเด็นหลักกันได้เสียที
ยังไม่ทันที่ลู่อวี่จะนั่งลง เซินหยวนชิงก็แทบทนรอที่จะพูดไม่ไหว “ลู่อวี่ เ้าขโมยเคล็ดวิชาลับของเขาหนิงชุยเฟิงไปได้อย่างไร ตอนนี้ยังไม่สารภาพออกมาตรงๆ อีก?”
ในที่สุดลู่อวี่ก็พบที่นั่งของตัวเอง เขานั่งลงด้วยท่าทีนิ่งเฉย ตอบกลับด้วยความไม่พอใจ “เขาหนิงชุยเฟิงของเ้ามีเคล็ดวิชาลับใดที่มีค่าพอให้ข้าต้องไปขโมยด้วย? เคล็ดวิชาเพาะเลี้ยงหญ้าเช้าเย็นหรือ? เ้าให้ความสำคัญกับตัวเองมากเกินไปหรือไม่ ข้าได้รับถ่ายทอดความรู้มาจากที่อื่น เขาหนิงชุยเฟิงเล็กๆ ของเ้า ไม่คู่ควรให้ข้าต้องเสียเวลาตั้งหลายปี เพื่อขโมยเคล็ดวิชาชั้นต่ำนั่น สำหรับนักพรตเช่นพวกข้าแล้ว ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพียงเพื่อมุ่งหวังที่จะชนะตัวเองและมีอายุที่ยืนยาว หากต้องมาใช้เวลาหลายปีเพื่อขโมยสิ่งของของผู้อื่น แล้วเอาออกมาขาย การกระทำโง่ๆ เช่นนี้ มันใช่สิ่งที่ผู้มีสติปัญญากระทำกันหรือ? หากทำเช่นนี้แล้ว ยังกล้ามาบำเพ็ญเพียรไปเพื่อสิ่งใดอีก?ไม่สู้เปลี่ยนอาชีพมาเป็พ่อค้าเช่นเดียวกับเขาหนิงชุยเฟิงของพวกเ้าไม่ดีกว่าหรืออย่างไร!”
