คืนนั้น เฉินอวี๋ไม่สามารถนอนหลับลงได้ ใจของเขาเอาแต่หวนคิดอะไรบางอย่าง จึงลุกขึ้นและเดินลงจากเตียง แต่แล้วเขาก็ผงะ ไม่คิดว่าจะเจอเข้ากับพี่ชายคนโตที่ตื่นและมองมาที่เขา
“...”
“ซูววว”
“พี่เฉินต้า ข้าจะไปข้างนอก หากจะตามมาก็อย่างส่งเสียง”
เฉินอวี๋พยายามกระซิบเสียงให้เบาที่สุด เพราะกลัวจะปลุกและรบกวนการนอนของคนอื่น
เฉินต้านับั้แ่ดื่มเื เขาก็ไม่ยอมปริปากพูดทำได้แค่ท่าทาง เฉินอวี๋ที่พยายามสื่อสารกับพี่ชายคนโต เห็นอีกฝ่ายพยักหน้าให้บอกว่าเข้าใจ คนทั้งสองก็ใส่รองเท้าฟางลุกขึ้นเตรียมไปข้างนอก
ทว่า..การเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ที่หน้าประตู ไหนเลยจะสามารถรอดพ้นััของเซียน นักรบอวกาศ และสาวน้อยเวทมนตร์ได้
“พวกเ้าทั้งสองจะไปไหนยามดึกดื่นเช่นนี้?”
“...”
ท่ามกลางความเงียบ ถึงจะยังไม่ดึก แต่ในเขตชนบทที่เข้านอนเร็วทันทีที่ตะวันลับแสง เสียงของเฉินถั่วถงผู้เป็แม่ก็เอ่ยขึ้นด้วยความไม่พอใจ เด็กน้อยเหล่านี้กล้าทำอะไรบางอย่างโดยไม่บอกผู้ใหญ่ นางจึงค่อนข้างเคืองที่ลูกชายสองคนพยายามทำบางสิ่งโดยไม่มีนาง
เฉินอวี๋และเฉินต้าที่ถูกจับได้ก็ยิ้มแห้งๆ ไม่ใช่แค่แม่ที่ตื่น แต่รวมถึงพ่อและเฉินเหนียงอู่ก็ลุกขึ้นนั่ง มองมาที่พวกเขารอฟังคำตอบว่าจะแก้ตัวยังไง
เฉินอวี๋รู้ว่าพ่อแม่ๆ คงกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของลูกชาย เพราะยังไงในสายตาของคนอื่น พวกเขาก็เป็เพียงแค่เด็ก
“ข้าเป็ห่วงท่านตา เมื่อ่สาย ข้าไปเยี่ยมและเห็นว่าอาการเก่าของท่านตาทรุด จึงอยากจะไปดูและเอาน้ำซุปไก่ไปให้”
เฉินอวี๋กล่าว อย่างไรเสีย ชายชราก็เป็ถึงท่านตาของพวกเขา ถึงในยุคนี้จะเป็เื่ปกติที่แยกคนชราออกจากบ้านใหญ่ แต่เขาก็ยังคงกังวล ไม่รู้ว่าการอยู่เพียงลำพังจะช่วยเหลือตัวเองอย่างไร
“เราไปด้วยกันเถอะ ท่านก็หยิบคบเพลิงไปด้วยสามีข้า” เฉินถั่วถงกล่าวก็หันไปหาเฉินอ่าว นางเองก็ได้รับอิทธิพลมาจากร่างเดิม ชายชราคนนี้เป็บิดาผู้ให้กำเนิด และด้วยที่ยุ่งๆ มาหลายวัน นางเองก็แทบจะไม่ได้ไปเยี่ยมบิดาของร่างนี้เลยสักที
การที่ทราบว่าบุตรชายทั้งสองของนาง ้าไปเยี่ยมท่านตาและห่วงเื่สุขภาพ อยู่ๆ นางเองก็อยากจะไปร่ำลาบิดาของตัวเองสักหน่อย
“จริงรึ?”
“เยี่ยมเลย”
เฉินอวี๋ไม่คิดว่าแม่ของเขาจะเห็นด้วย เมื่อคบไฟถูกจุดและเฉินอ่าวเดินมา จนแสงสะท้อนเห็นสีหน้าดีใจของบุตรชาย เฉินถั่วถงก็ยิ้มเล็กน้อยออกมา
อาจด้วยการสนทนาและการจุดคบเพลิงนี้ เฉินอิงเอ๋อที่หลับอยู่ ก็ชูแขนเล็กๆ ของตัวเองขึ้น ราวกับว่า้าให้ผู้เป็แม่อุ้มพานางไปหาท่านตาด้วย ทั้งๆ ที่สองเปลือกตาน้อยๆ จะลืมไม่ขึ้นและง่วงนอนอยู่ก็ตาม
ส่งผลทำให้คนทั้งครอบครัวพากันเดินไปที่ท้ายหมู่บ้านยามดึก ไม่นานก็มาถึงบ้านเล็กหลังเก่า เมื่อมองเข้าไปก็ค่อนข้างมืดเพราะตัวบ้านไม่มีหน้าต่าง แต่พอเดินและส่องไฟเข้าไป ทุกคนก็พบเข้ากับชายชราที่ขดตัวนิ่งบนเสื่อและผ้าห่มบางๆ มองดูส่งเข้าไปเหมือนคนนอนหลับ
มันควรจะเป็การอำลาที่ดี แต่ข่าวร้ายก็กระแทกความรู้สึกของทุกคน เมื่อเฉินอ่าวเดินเข้าไปปลุกแล้วชายชราไม่มีการตอบสนอง จับมือดูก็พบเข้ากับความเย็นไร้ซึ่งลมหายใจและสัญญาณชีวิต
“ท่านตาเสียแล้ว” คำพูดเบาๆ ของเฉินอ่าว ทำให้ทุกคนไม่อาจตั้งตัวกับเหตุการณ์อันน่าเศร้านี้ได้ ไม่คิดว่าการมาของพวกเขาจะสายเกินไป ท่านตาผู้ชราและใจดีกลับต้องลาโลกไปก่อนที่จะได้เห็นหน้าและพูดอำลา
“หืม เช่นนั้นเราส่งท่านตาให้พักผ่อนอย่างสงบด้วยกันเถอะ”
ในความโชคร้ายยังคงโชคดี ถึงจะไม่มีโอกาสได้ตอบแทนยามมีชีวิต อย่างน้อยในฐานะลูกหลาน ก็ยังสามารถทำพิธีและสร้างสุสานให้กับชายชราได้ หลายครอบครัวแทบจะไม่ได้จัดงานเผาศพให้พ่อแม่ แม้ป้ายิญญาและเถ้าถ่านก็แทบไม่มีในห้องโถงบรรพบุรุษ
ความตายในสายตาของครอบครัวเฉิน ไม่ใช่เื่ใหม่ที่ต้องมาจมปลักกับความทุกข์และความเศร้ารู้สึกผิด
เส้นทางแห่งเซียนนั้นเข้าใจเื่การเกิด แก่ เจ็บ ตายของปุถุชนดีว่ามันสั้น แม้แต่สหายบำเพ็ญที่พูดคุยด้วยรอยยิ้มอวยพรให้กันเมื่อวันวาน แต่เมื่อเข้าถ้ำบำเพ็ญแล้วออกมาจากการกักตัว สหายที่คุ้นเคยที่ไม่อาจทะลวงขั้น ก็จะหมดอายุขัยจากหายไปทีละคนสองคน
ในาอวกาศ ก็มีทหารคนสนิทคุ้นหน้าออกไปทำภารกิจและไม่กลับมาหายไปอยู่หลายครั้ง ส่วนในโลกเวทมนตร์ของเฉินเหนียนอู่ ก็เห็นพวกพ่อมดมนต์ดำเอาคนตายเดินไปมาตามท้องถนนจนชินตา ถึงจะเป็เด็กในร่างสาวน้อย 6 ขวบ นางก็ไม่ได้กรีดร้องหวาดกลัวต่อศพเลย
สำหรับเฉินอวี๋ ที่นอนบนเตียงก็เห็นคนป่วยและจากไปอยู่ตลอด ถึงจะรู้สึกเศร้าไปบ้าง แต่ก็ปรับตัวเกี่ยวกับการจากไปของคนอันเป็ที่รักและคนใกล้ชิดได้ไม่ยาก เฉินอิงเอ๋อนั้นนางยังไร้เดียงสา จึงไม่เข้าใจเื่ความตายคิดเพียงท่านตาของนางนอนหลับยาว
ส่วนพี่ชายคนโต แม้เขาจะแสดงสีหน้าครุ่นคิด แต่เด็ก 8 ขวบอย่างเขากลับเป็คนแรกที่เดินเข้าไปหาท่านตาและทำการห่อเสื่อ จัดร่างกายทำทุกอย่างคล่องแคล่วชำนาญราวกับว่าเขาเคยทำมาก่อน
“เฉินต้า ลูกถือคบเพลิงนำหน้า เดี๋ยวพ่อจะพาร่างท่านตาไปเผาที่เนินส่งิญญาท่านตาด้วยกัน”
ศพไร้ญาติจะถูกฝั่ง แต่ครอบครัวเฉินตัดสินใจแล้วว่าจะทำพิธีเผาและเก็บเถ้ากระดูก
หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ที่เนิน รายล้อมไปด้วยูเาเตี้ยๆ และป่าไม้แห้งโกลน การเผาในบ้านอาจทำให้ไฟไหม้รั่วลุกลามไปยังบ้านหลังอื่นๆ พวกเขาจึงต้องเดินหาทำเลดีๆ ที่โล่งและมีฟืนให้ใช้
เมื่อมาถึงทำเลเหมาะๆ และทุกคนรวบรวมท่อนไม้มากองรวมๆ เฉินอ่าวก็วางร่างอันไร้ชีวิตของท่านตาที่ห่อด้วยเสื่อลงอย่างเบามือ รับคบเพลิงมาจากเฉินต้า สุดหายใจเข้าสองสามครั้งแล้วเอาคบเพลิงจิ้มให้ไฟติด
“ท่านตาเป็อันใดรึ?” เป็เสียงถามงัวเงียของอิงเอ๋อที่พยายามมองสิ่งนี้
“เรากำลังทำให้ท่านตาได้นอนที่อุ่นๆ ไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของท่านตา” เฉินอวี๋พยายามพูดกับน้องสาวให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เหมือนอิงเอ๋อจะไม่อยากให้ตาของนางหลับนาน เพราะยังคงติดสัญญาว่าท่านตาจะเล่านิทานให้นางฟังในวันพรุ่งนี้อยู่
“ท่านตาจะตื่นขึ้นพรุ่งนี้ใช่มั๊ย? เพราะท่านตาสัญญาแล้วว่าจะมาเล่นกับข้า?”
“...”
มันจะไม่ทำให้เฉินอวี๋เศร้ามาก หากอิงเอ๋อไม่พูดประโยคดังกล่าว เมื่อตอนสายที่พูดคุยและก่อนลากลับบ้าน น้องเล็กยังไม่ลืมคำทิ้งท้ายที่ท่านตาเคยบอก
ชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีใครพูดหรือให้คำตอบแก่อิงเอ๋อ และไม่มีใครสังเกตแววตาที่เปลี่ยนไปของนาง
จนขณะที่ทุกคนพนมมือยืนอาลัยปล่อยให้ไฟทำหน้าที่ ใครจะไปคิด ว่าอยู่ๆ ท่านตาที่ยืนยันว่าเสียชีวิตและไม่หายใจแล้ว เพียงไฟโหมกระหน่ำแผดเผาร่าง อยู่ๆ ชายชราก็ะโขึ้นจากกองไฟและส่งเสียงร้อง ทำเอาเฉินอวี๋ะโหนีตายคิดไปแล้วว่าถูกผีท่านตาหลอก
อูก้าาาาาา
“เหวอ!!...ผีตาแก่”
“หุ่นเชิดิญญา?”
“ศพมนุษย์ชีวภาพ?”
“เนโครเมเซอร์?”
“...”
“...”
นอกจากเฉินอวี๋ที่ใจนล้มลงก้นกระแทกพื้น คนอื่นๆ เพียงผงะและมองเื่ราวตรงหน้าด้วยความแปลกใจเล็กน้อยเท่านั้น
การฟื้นขึ้นของคนตายไม่ใช่เื่แปลกสำหรับครอบครัวแซ่เฉินสักเท่าไหร่
ในโลกฝึกตน มีศาสตร์แขนงหนึ่งที่เอามนุษย์มาเป็หุ่นเชิดเพื่อต่อสู้ ยิ่งเป็ศาสตร์โบราณชั้นสูงฝึกจนไปถึงขีดสุด แม้แต่ศพที่ตายไปแล้วก็ยังกลับมามีจิตสำนึก สร้างชีวิตใหม่เป็ของตัวเองที่เรียกว่า “ศพเซียนมาร”
ในอวกาศและศาสตร์เทคโนโลยีชั้นสูงเองก็ไม่ใช่เื่ใหม่ มีจักรวรรดิดวงดาวอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งที่มีวิทยาการทำให้คนตายกลับมามีชีวิต เป็กองทัพนักรบชีวภาพสุดไฮเทค จนทุกอารยธรรมจะบุกไปถล่มเพื่อชิงเทคโนโลยีนี้เพื่อจนดวงดาวะเิ
และในโลกเวทมนตร์แฟนตาซี การปลุกคนตายให้กลับมาใหม่ ก็มักจะเป็ฝีมือของพ่อมดแห่งความตายที่เก่งเื่ศาสตร์มนต์ดำ สร้างทาสและนักรบส่วนตัวเอามาทดลองและใช้งาน
แต่สำหรับเฉินอวี๋ที่มาจากโลกศตวรรษที่ 21 การที่คนตายแล้วฟื้นเพราะไฟมันผิดธรรมชาติ ท่าทางของเขาที่เห็นท่านตาลุกขึ้นจึงเป็เื่ที่เกินความเข้าใจ ทำให้เป็ครั้งแรกที่เฉินอวี๋แสดงพฤติกรรมสมกับเป็เด็ก แอบยืนหลบที่ด้านหลังของคนเป็แม่แล้วโผล่หัวเล็กๆ ออกมาดู
จนเวลาของเหตุการณ์นี้จะผ่านไปได้สักพัก ในสายตาที่ทุกคนจ้องมองท่านตาผู้ชราก็เริ่มพบความผิดปกติ สิ่งที่เฉินอ่าวและพวกเขาคิดในคราแรกคล้ายจะไม่ถูกต้อง เพราะหนึ่งสิ่งที่พวกเขาเห็นพ้องเป็แนวเดียวกันบ่งบอกถึงความไม่เข้าใจ คือทำไมนับั้แ่ท่านตาของพวกเขาฟื้น ถึงเอาแต่เต้นรอบกองไฟไปมาด้วยท่าทางแปลกๆ แม้แต่เสียงร้องที่ตบปากตัวเองเป็จังหวะก็ฟังแล้วดูเหมือนลิง
หากให้เฉินอวี๋อธิบายอย่างชัดเจนจนเห็นภาพ มันเหมือนว่าท่านตาของเขาเป็คนป่าดึกดำบรรพ์ ที่กำลังเต้นระบำชาวเกาะบูชากองไฟอยู่เลย
“อูก๊ะ อูก๊ะ!!”
“โว้ โว้ โว้ โว๊!!~~~”
“...”
“...”
