“มาแล้วรึ?”
ไม่นาน หยุนเอ๋อก็กลับมาพร้อมแม่เฒ่าเหยียน จิ้งหยวนก็พูดขึ้นพร้อมกับชี้ไปที่กล่องเงินที่บ่าวรับยกลงมาจากรถม้า
“ช่วยจัดเงินพวกนี้ลงในบัญชี มอบเงินโบนัสให้กับคนใช้ทุกคนในจวนคนละ 1 ตำลึงเงิน ตอบแทนพวกเขาที่อดหลับอดนอนช่วยข้าทำพัดมาตลอดสองวัน”
“สำหรับโครงพัดที่เหลืออีก 300 ชุด หากทำเสร็จแล้วก็ให้แบ่งออกขายเป็สามงวด งวดแรกจำนวน 150 ชุด ชุดละ20ตำลึงทอง ส่วนงวดที่สองให้ขาย 100 ชุด ชุดละ 30 ตำลึงทอง
จากนั้น เราจะทำการปิดการขายอีก 50 ชุดในงวดสุดท้ายผ่านการประมูล แล้วเราจะหยุดกิจการนี้เพราะเมื่อมีมากเกินไปมันจะกลายเป็ของที่ขายไม่ออก”
พัดกระดาษสามารถทำและลอกเลียนแบบได้ง่าย ถึงพัดของจิ้งหยวนจะทำมาจากของมีค่าที่โลกนี้ไม่เคยมี แต่เมื่อของเลียนแบบผุดขึ้นมาและใครๆ ก็สามารถมันได้ง่ายๆ คุณค่าใน่หลังๆ ที่จำเจมันจะทำให้ของที่เคยฮิตตกยุคจนเกิดสิ่งที่เรียกว่าขายไม่ออก
พัดเป็เพียงแค่ของที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสนองตามฤดูกาล ตอนนี้อากาศร้อนจึงยอมรับและเป็ที่นิยมได้ไม่ยาก แต่พอผ่านไปอีกฤดูมันก็จะกลายเป็แค่ของฟุ่มเฟือยที่ไม่มีประโยชน์
อย่างมากก็ถือเอาไว้เป็ของประดับ ที่ไม่ต่างอะไรจากกำไลหรือปิ่นหยกที่สตรีชอบใช้เวลาพบปะผู้คนตอนออกนอกเรือน
“ทราบแล้วเ้าค่ะ บ่าวชราจะรีบจัดการตามที่คุณชายสั่งโดยเร็ว”
ทั้งแม่เฒ่าเหยี่ยนแล้วก็คนรับใช้คนอื่นๆ ต่างก็โค้งคำนับขอบคุณจนเนื้อเต้น โบนัสเป็ภาษาประกิตที่พวกเขาได้ยินมาจากจิ้งหยวนอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่เื่ใหม่อะไร แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่คิด ว่าโบนัสที่ว่าจะมีมากยิ่งกว่าเงินเดือน จนทำให้พวกเขามีแรงฮึดที่จะทำงานให้เสร็จมากขึ้นกว่าเดิม
แต่ยังไม่ทันที่จิ้งหยวนจะได้สอบถามเื่การขายแชมพูว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า ต้าเซี่ยนก็เดินเข้ามาหาแต่ไกล แล้วบอกว่าตอนนี้ขุนพลฮัวมาหาและกำลังนั่งรอที่ห้องโถงของจวน
ขอให้เขาไปพบกับอีกฝ่ายเพราะมีเื่บางอย่างที่้าจะพูดคุย
ที่ห้องโถง
“คำนับท่านลุง”
“ข้ายุ่งใน่นี้จึงทำให้ชักช้า ว่าแต่เหตุใดวันนี้ท่านลุงถึงมาหาข้าได้”
จิ้งหยวนคิดไม่ถึงว่าขุนพลฮัวจะมาหา ทำให้เขาที่เดินเข้ามาแล้วนั่งลงเก้าอี้ ถามออกมาว่าอะไรถึงทำให้อีกฝ่าย้ามาพบเป็การส่วนตัว
“จิ้งหยวน ฝ่าาตรัสว่าพัดนี้มันมีประโยชน์มาก เ้าช่วยส่งไปที่วังได้หรือไม่?” ฮัวเหยาจินก็พูดตรงเข้าเื่ไม่อ้อมค้อม ทำเอาจิ้งหยวนตะลึงไม่คิดว่าแม้แต่จักรพรรดิก็อยากจะได้มัน
“ไม่ใช่เื่ลำบาก”
จิ้งหยวนยกถ้วยชาแล้วตอบรับ ก่อนที่จะบอกให้ใครสักคนนำพัดชุดแรกที่คิดจะเอาไปขายในวันพรุ่งนี้เข้ามาข้างใน
รอเวลาเพียงชั่วครู่ บ่าวจำนวนหนึ่งก็กลับมาพร้อมกับหีบ
แต่แทนที่ขุนพลฮัวจะยิ้มเมื่อได้เห็นพัดเหล่านี้ เขากลับทำหน้าบูดจนดูไม่ได้ออกมาแทน เมื่อพบว่าพัดที่จิ้งหยวนสั่งให้เอามา มันเป็แค่พัดธรรมดาที่ไม่มีแม้แต่ภาพวาดหรือบทกวี
“จิ้งหยวน นี่เ้าเล่นตลกอันใดอีก ทำไมของพวกนี้ถึงไม่เหมือนกับพัดที่เ้าเอาไปขายเหมือนครั้งก่อน?”
ฮัวเหยาจินกะพริบตาถามและทำตัวไม่ถูก กระทั่งแอบคิดว่าเด็กคนนี้้าจะแกล้งจักรพรรดิเพื่อแก้แค้นเป็การส่วนตัวหรือเปล่า?
สำหรับคนอื่น การทำแบบนี้คงเป็เื่ร้ายแรงจนต้องได้รับโทษหนัก แต่หากกลายมาเป็เด็กประหลาดคนนี้ แม้แต่ฮัวเหยาจินก็ยังคิดว่าอีกฝ่ายต้องกล้าทำอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
“ท่านลุง”
“ท่านคิดว่าพัดพวกนั้นทำได้ง่ายอย่างนั้นหรือ?”
“กว่าที่ข้าจะเขียนและใส่อารมณ์ลงไปที่พัดได้ ไม่รู้หรือว่าข้าต้องลำบากแค่ไหนกว่าจะสร้างพวกมันขึ้นมา”
“ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องใช้เวลา ราคาที่ใช้ลงทุนไปกับมันก็ค่อนข้างสูง ตระกูลจิ้งของข้ายากจนและเป็หนี้มามาก ทำให้ไม่อาจสร้างได้ทันทีหากไม่มีเงินลงทุนเอามาหมุนเวียน!!!!”
คำพูดที่หน้าไม่อายของจิ้งหยวน ทำเอาฮัวเหยาจินที่ได้ยินเกือบจะสำลักน้ำชา
ยากจน?
ตลกตายละ
เมื่อเช้ายังพึ่งได้ยินมาเอง ว่าเด็กคนนี้ได้กำไรจากการค้าขายพัดมาด้วยเงินก้อนใหญ่ ขนาดเงินเดือนของเขาที่เป็ขุนพล หนึ่งปีก็ยังได้จากคลังหลวงเพียงแค่ไม่กี่ร้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกำไรมากมายจากการขายแชมพูอีก หากจิ้งหยวนยังกล้าเรียกตัวเองว่าคนจนได้ เขาก็คงเป็ขอทานไปแล้วแบบไม่ต้องเสียเวลาให้สืบเลย
“หืม แล้วหากจ่ายเงินลงทุนมัดจำสำหรับสิ่งนี้ล่วงหน้า มันจะใช้เวลานานเพียงใดในการทำให้เสร็จ” สุดท้าย ฮัวเหยาจินก็ได้ต้องยอมแพ้ แล้วพูดต่อรองเื่ราคาออกมา จนทำเอาจิ้งหยวนที่ได้ยินแอบยิ้มกรุ่มกริ่มที่เป็ไปตามที่เขาคิดเอาไว้
“ลุงจิน หากองค์จักรพรรดิทรงมีพระทัยที่งดงามเช่นนั้น มันเป็เื่ง่ายที่จะต่อรอง ปกติพัดนี้มีราคา 30 ตำลึงทอง ข้าจะขายและลดให้องค์จักรพรรดิเหลือเพียงเล่มล่ะ 25 ตำลึงทองส่งมอบในอีกเจ็ดวันเป็เช่นไร?”
บลัพ!!!
สาปแช่ง
นี่คือการลดราคาที่เ้าบอกอย่างงั้นเร๊อะ
ทำไมจากราคา 20 ตำลึงทองถึงกลายเป็ 30 ตำลึงทองไปได้?
“...”
คราวนี้ฮัวเหยาจินที่ดื่มน้ำชาก็สำลักจริงๆ มันยังผ่านไม่ถึงหนึ่งวันเลยด้วยซ้ำ หากช้ากว่านี้ ราคาของพัดมันจะไม่พุ่งทะยานไปถึง 100 ตำลึงทองเลยหรอกเหรอ?
แม้ว่าเขาจะคิดมาก่อน ว่าจิ้งหยวนจะต้องเอาค่าใช้จ่ายสำหรับการทำ แต่มันก็เป็สิ่งที่คาดไม่ถึง ว่าราคามันจะขยับขึ้นมาเป็1 ถึง 2 เท่าตัวจากเดิม
“จิ้งหยวน มันแพงมากเกินไปหรือเปล่า องค์จักรพรรดิ้าซื้อสิ่งนี้เพื่อนำไปเป็ของขวัญแก่บริวารในวังและขุนนาง หากมันแพงขนาดนั้น ข้าเกรงว่าองค์จักรพรรดิคงมิอาจสู้ราคาที่เ้ากล่าวออกมาได้”
ฮัวเหยาจินเคยเจอคนขี้เหนียวมาก่อน แต่เขาก็ไม่เคยเห็นคนที่โคตรจะขี้เหนียวเช่นเด็กคนนี้
“อ่ะๆ ก็ได้ๆ เช่นนั้นจะลดราคาลงให้เหลือเพียง 20 ตำลึงทองก็แล้วกัน ข้าเห็นแก่หน้าขององค์จักรพรรดินะเนี่ย หากเป็ผู้อื่น ข้าคงไล่เขาออกจากจวนไปแล้วไม่มานั่งง้อหน้าหักใส่กันแบบนี้หรอก”
การโบกมือปัดๆ ที่จิ้งหยวนแสร้งทำ ก็ทำเอาหางคิ้วของฮัวเหยาจินผู้ซื่อตรงเกิดกระตุก แต่พอเห็นจิ้งหยวนหยิบกระดาษบางอย่างขึ้นมาวาง สีหน้าของฮัวเหยาจินก็สับสนไม่เข้าใจถึงสิ่งที่จิ้งหยวนทำ
“ข้ากำลังเขียนใบสัญญา” เหมือนจิ้งหยวนจะรู้ว่าฮัวเหยาจินไม่เข้าใจกับสิ่งที่เขาเขียนอยู่
ห่ะ
“สะ..สัญญา ใบสัญญาอะไรอีก?”
“...”
ฮัวเหยาจินที่ยังไม่ทันจะหายตะลึงจากวิธีการที่จิ้งหยวนรีดไถองค์จักรพรรดิ เขาก็ต้องกลับมามึนงงอีกครั้งเมื่อจิ้งหยวนหยิบแท่งบางอย่างขึ้นมาเขียน แล้วยื่นกระดาษบางอย่างจำนวนสองแผ่นมาให้เขาดู
“นี่คือหลักฐานของสัญญาสั่งของ ใบหนึ่งคือสิ่งที่ข้าจะเก็บไว้ ในขณะอีกใบคือของจักรพรรดิ”
“สัญญานี้เอาไว้เพื่อเป็หลักประกันว่าข้าจะทำตามที่สั่ง กรณีที่ข้าไม่อาจทำได้หรือล่าช้า ข้าจะเสียค่ามัดจำให้แก่ผู้จ้างวาน แต่กลับกัน หากผู้ซื้อขายไม่ซื้อตามที่จ้างวานหรือจ่ายตามกำหนด ข้าจะสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายในอนาคตได้หากผู้ซื้อเบี้ยวเงิน”
“แน่นอน ว่าการลงสัญญานี้จะต้องมีคนสามคนที่มาเกี่ยวข้อง หนึ่งคือผู้จ้างหรือผู้ซื้ออย่างจักรพรรดิ สองคือผู้ขายเช่นข้า และสามคือผู้ค้ำประกันเช่นท่าน ซึ่งคนค้ำประกันจะกลายมาเป็พยาน ว่าคนทั้งสองได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายกันจริงๆ แถมข้ายังสามารถเรียกร้องค่าเสียหายบางอย่างจากคนค้ำประกันได้หากผู้ซื้อและจ้างวานคิดหนี”
เฮ้ย!!!
นี่เ้ากลัวว่าจักรพรรดิจะเบี้ยวเงินอย่างงั้นรึ?”
แล้วอีกอย่าง ไหง๋ข้าที่นั่งอยู่เฉยๆ ถึงดูเหมือนว่ากำลังเป็หนี้คน?
“…”
เมื่อฮัวเหยาจินได้ยินและอ่านสัญญาที่จิ้งหยวนเขียน เขาก็รู้สึกพูดไม่ออกเป็อย่างมาก แต่ที่ใยิ่งกว่าคือตัวอักษรที่อยู่ในกระดาษพวกนี้ดูเส้นมั่นคงราบเรียบเท่ากันหมด ไม่มีความงดงามอ่อนช้อย แต่สามารถอ่านและเป็ภาษาที่เข้าใจได้ง่าย
ปกติกว่าจะอ่านข้อความในหมายเหตุหรือคำสั่ง พวกเขาจะต้องระดมสมองเพื่อตีความและเสียเวลาอยู่นาน แต่ด้วยอุปกรณ์การเขียนที่จิ้งหยวนแสดงออกมา แม้แต่ทหารอย่างเขาที่ไม่เชี่ยวชาญเื่อักษร ก็ยังเข้าใจได้เพียงกวาดสายตาเหลือบมอง
หากถามว่าทำไมฮัวเหยาจินถึงใเกินหน้าเกินตา นั่นก็เพราะการเปลี่ยนแปลงของภาษาหากไม่ใช่ปราชญ์ ก็คงไม่สามารถสร้างอะไรที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ขึ้นมาได้
มันมีวรรคตอนและจุด ไม่ใช่ชุดคำที่เรียงห้อยลงมาติดกันจนอ่านเกือบจะไม่ออก
ยิ่งฟังจุดประสงค์ความหมายของจุดท้ายคำและหน้าที่ของวรรคอักษร
ฮัวเหยาจินก็แอบสงสัยว่าเด็กคนนี้ใช่จิ้งหยวนที่เขาเคยรู้จักหรือเปล่า ไม่เพียงแต่ลายมือจะไม่ได้มีสภาพไก่เขี่ยเหมือนในอดีตเท่านั้น แต่เขายังมีความสามารถในการคิดค้นบางอย่างเพื่อช่วยให้ภาษาต้าชวีอ่านได้ง่ายกว่าที่เคยเป็
