“จางเสียนยังพ่ายแพ้เลย การทดสอบหุ่นเชิดนี่มันยากเกินไปแล้วนะ”
เมื่อเห็นจางเสียนที่เอาชีวิตรอดออกมาจากคมเขี้ยวของหุ่นเชิดหมาป่าทมิฬด้วยสภาพลมหายใจรวยระริน เืชุ่มโชกไปทั้งตัว คนจำนวนไม่น้อยก็เริ่มใจเต้นระส่ำไม่เป็จังหวะขึ้นมา
“คนถัดไป ซู่ผิง”
ผู้าุโหลิวสั่งให้คนแบกร่างของจางเสียนออกไปให้หมอทำการรักษาก่อนจะขานชื่อเสียงดัง
“ข้า…ข้ายอมแพ้ ข้าไม่ร่วมการทดสอบแล้ว”
ซู่ผิงเป็หญิงสาวหน้าตางดงามอ่อนหวานที่เพิ่งจะพอมีหน้ามีตาตอนอายุยี่สิบ แต่ไม่ว่าจะด้านพร์หรือพลังที่แท้จริง นางก็ด้อยกว่าจางเสียนทั้งนั้น ดังนั้นเมื่อนางได้เห็นจุดจบของจางเสียนจึงหวาดกลัวจนหน้าซีดขาว เอ่ยปากยอมแพ้กลางสนามทดสอบทันที
การที่ซู่ผิงยอมแพ้ั้แ่ยังไม่เริ่มสู้รบทำให้ผู้าุโหลิวมีอาการคิ้วขมวดเล็กน้อยก่อนจะขานเรียกชื่อคนถัดไป “คนถัดไป เซินถูเหยี่ย”
“พี่สาม พยายามเข้านะ” เซินถูปิงกำมือสองข้างส่งเสียงให้กำลังใจเซินถูเหยี่ย
แล้วเซินถูเหยี่ยก็ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง เขาเลือกอาวุธคู่กายเป็ดาบยาวคมกริบ สับหุ่นเชิดอสูรที่อยู่เหนือกว่าเขาหนึ่งขั้นให้แหลกเป็ชิ้นๆ ได้โดยใช้เวลาไปเพียงหนึ่งก้านธูปโดยประมาณ ผ่านการทดสอบไปได้
หลังจากใช้ความแข็งแกร่งสับหุ่นเชิดเป็ชิ้นๆ ได้ เซินถูเหยี่ยก็เผยท่าทางโอหังผ่านทางสีหน้า ทว่าครั้งนี้เขาไม่คิดจะเข้าไปยั่วยุเยี่ยเฉินเฟิงอีก เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกหวั่นเกรงคะแนนจากการทดสอบรอบแรกของเยี่ยเฉินเฟิง
“ทำได้ดีมาก คนถัดไป เฟิงเซียวเซียว...”
หลังจากเซินถูเหยี่ย คนที่เอาชนะหุ่นเชิดได้ก็คือเฟิงเซียวเซียว เซินถูปิงและจีชิงเสวี่ยตามลำดับ ผ่านการทดสอบด่านที่สองไปได้ เพียงแต่ระยะเวลาที่ใช้ในการต่อสู้กับหุ่นเชิดยาวนานกว่าเซินถูเหยี่ยมาก
ในบรรดาคนเ่าั้ จีชิงเสวี่ยต้องต่อสู้อย่างยากลำบากอยู่นานถึงสามก้านธูป สุดท้ายความได้เปรียบเื่ธาตุของหุ่นเชิดแพ้ทางธาตุของจิตอสูร จึงผ่านการทดสอบด่านที่สองมาได้แบบชวนใจหายใจคว่ำ
แม้พวกจีชิงเสวี่ยผ่านการทดสอบมาได้อย่างเฉียดฉิว แต่คนอีกไม่น้อยกลับต้องถูกคัดออกอย่างโหดร้าย หมดคุณสมบัติในการเข้าร่วมสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ไปโดยปริยาย
“ซั่งกวนเผิง!”
ผู้าุโหลิวเหลือบมองลูกศิษย์ที่เหลืออยู่เพียงเก้าคนและเอ่ยเรียกชื่อซั่งกวนเผิงที่มีระดับเขตแดนสูงสุดออกมา
อาวุธที่ซั่งกวนเผิงเลือกใช้คือขวานด้ามั์ที่หนักถึงสามร้อยจิน เมื่อเข้าคู่กับร่างกายกำยำล่ำสันของเขาจึงทำให้การโจมตีมีประสิทธิภาพอย่างสูงสุด
“โฮก!”
ในขณะที่ซั่งกวนเผิงยืนหยัดอยู่ภายในค่ายกลด้วยความองอาจ หุ่นเชิดหมีคลั่งตัวหนึ่งก็ห้อตะบึงออกมาจากกรงขัง อ้าปากแยกเขี้ยวยิงฟัน พุ่งจู่โจมเข้าหาซั่งกวนเผิงด้วยพลังโจมตีมหาศาล
แม้ว่าหุ่นเชิดหมีคลั่งจะน่ากลัวมากถึงขั้นที่แรงจากการะเิพลัง สามารถซัดอัจฉริยะจำนวนมากในสนามทดสอบให้กระเด็นถอยหลังได้ แต่ซั่งกวนเผิงที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงนั้นเก่งมากพอที่จะชนะคู่ต่อสู้ซึ่งมีระดับสูงกว่าได้ตั้งนานแล้ว
เมื่อจิตอสูรนกั์ที่มีแสงสีฟ้าเรืองรองปรากฏขึ้นซ้อนทับกับร่างกายของซั่งกวนเผิง พลังิญญาในร่างของเขาก็พลันปะทุออกมาราวกับูเาไฟะเิ
“สะบั้นวายุ” ซั่งกวนเผิงแผดเสียงคำราม ขวานั์ก็ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าพร้อมประกายไฟสว่างวาบสับลงบนร่างกายของหมีคลั่งอย่างรุนแรงด้วยพลังระดับทำลายล้าง จนหน้าอกของมันเกิดเป็ร่องาแลึก ร่างกายขนาดมหึมาปลิวกระเด็นออกไป
“แกร่ง...แข็งแกร่งชะมัด ด้วยพลังที่ซั่งกวนเผิงแสดงออกมาให้เห็น เกรงว่าเขาคงเก่งพอจะต่อกรกับผู้ที่อยู่เหนือกว่าสองระดับได้เลยล่ะ”
เมื่อเห็นพลังอำนาจกระบวนท่าขวานของซั่งกวนเผิง ทุกคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้นก็ตกตะลึงจนแข็งค้าง ไม่มีใครเอ่ยพูดอะไรอยู่เนิ่นนาน
ตอนนี้เซินถูเหยี่ยจำต้องยอมรับแล้วว่าซั่งกวนเผิงแข็งแกร่งกว่าตนเองมากมายหลายเท่า นอกเสียจากเขาจะบรรลุเขตแดนที่สูงขึ้นได้ มิฉะนั้นแล้วเขาคงไม่กล้าแม้แต่จะไปยั่วยุอีกฝ่าย
หลังจากใช้เคล็ดิญญาสะบั้นวายุสร้างาแสาหัสให้กับหุ่นเชิดหมีคลั่งได้ ซั่งกวนเผิงก็อาศัยจังหวะที่เป็ฝ่ายอยู่เหนือกว่าไถลปลายเท้าออกไปด้านหน้าก่อนที่ร่างกายกำยำของเขาจะแวบไปอยู่ด้านหลังของหมีคลั่งด้วยความเร็วสูง
“ช่างรวดเร็วอะไรปานนั้น”
ตอนแรกเยี่ยเฉินเฟิงคิดว่าซั่งกวนเผิงมีพลังโจมตีอันน่ากลัวเพียงอย่างเดียว คิดไม่ถึงเลยว่าความเร็วในการเคลื่อนไหวของเขาจะน่าตื่นตระหนกเช่นกัน
“ไปตายซะ!”
ไม่รอให้หุ่นเชิดหมีคลั่งได้ตั้งตัว ซั่งกวนเผิงก็ควงขวานั์ในมือฟาดฟันลงบนศีรษะของหมีคลั่งอย่างรุนแรงจนศีรษะของมันถูกตัดขาดร่วงหล่นลงพื้น การต่อสู้จึงได้สิ้นสุดลง
“ซั่งกวนเผิงคนนี้น่าจะเป็คู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับข้า”
เมื่อได้เห็นพลังที่แท้จริงอันน่าสะพรึงกลัวของซั่งกวนเผิง เยี่ยเฉินเฟิงก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาล เขาอดยอมรับไม่ได้ว่าในตอนนี้ตนเองยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของซั่งกวนเผิงอย่างสิ้นเชิง
“เยี่ยเฉินเฟิง”
ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงกำลังตกตะลึงกับพลังที่แท้จริงของซั่งกวนเผิงอยู่นั้น ผู้าุโหลิวก็ขานชื่อของเขาขึ้นมาพอดี
"เยี่ยเฉินเฟิง ขอข้าดูพลังรบของเ้าหน่อยเถอะว่าเป็เช่นไรบ้าง หวังว่าเ้าจะไม่ทำให้ข้ารู้สึกผิดหวัง" ซั่งกวนเผิงเห็นเยี่ยเฉินเฟิงเข้ามาในสนามทดสอบต่อจากตัวเอง จึงเผยรอยยิ้มโอหังขึ้นบนใบหน้าแล้วพูดเสียงกระซิบลอดไรฟันให้เยี่ยเฉินเฟิงได้ยิน
"เ้าจะไม่ผิดหวังแน่นอน"
กล่าวจบ เยี่ยเฉินเฟิงก็ไม่ได้เลือกอาวุธใดๆ ทั้งสิ้น เขาเลือกที่จะเดินเข้าไปภายในค่ายกลโดยตรง จากนั้นก็หลับตาลงอย่างช้าๆ เริ่มต้นควบคุมค่ายกลที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของตนเอง
เพียงแค่สามลมหายใจสั้นๆ เยี่ยเฉินเฟิงที่เชื่อมต่ออยู่กับความทรงจำในหัวสมอง ก็สามารถหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับค่ายกลใต้ฝ่าเท้าและควบคุมค่ายกลขนาดใหญ่ที่ถูกมัดรวมกันอยู่นี้ได้
หากผู้าุโหลิวและคนอื่นๆ รู้ว่าเยี่ยเฉินเฟิงใช้เวลาเพียงสามอึดใจ ก็สามารถควบคุมค่ายกลที่พวกเขาทุ่มเทสลักลวดลายอาคมกันอย่างลำบากยากเข็ญจะต้องกลายเป็เื่อึกทึกครึกโครมแน่
"เยี่ยเฉินเฟิง เ้าจะไม่เลือกอาวุธหน่อยหรือ? แม้ว่าเ้าจะมีพละกำลังไม่น้อย แต่การต่อสู้กับหุ่นเชิดอสูรด้วยมือเปล่านับเป็เื่ที่เสียเปรียบมากนะ"
เพราะว่าพลังแฝงของเยี่ยเฉินเฟิงไม่เลวเลย ผู้าุโหลิวจึงเอ่ยเตือนเขาด้วยความหวังดีเป็กรณีพิเศษ
"ขอบคุณผู้าุโหลิวที่ห่วงใย แต่ข้ามั่นใจว่าสามารถผ่านการทดสอบหุ่นเชิดได้ด้วยมือเปล่า" เยี่ยเฉินเฟิงระบายยิ้มบางๆ เอ่ยขึ้นอย่างรู้จักแบ่งรับแบ่งสู้
"ฮึ ไม่รู้จักเจียมตัว หาเื่ตายโดยแท้"
เห็นท่าทางมั่นอกมั่นใจของเยี่ยเฉินเฟิงแล้ว เซินถูเหยี่ยก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เป็อย่างมาก เขาไม่เชื่อหรอกว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะสามารถเอาชนะหุ่นเชิดเขตแดนปรมาจารย์อสูรมายาระดับหนึ่งได้ด้วยมือเปล่า
"เอาอย่างนั้นก็ได้ ปล่อยหุ่นเชิดออกมา"
"มอ!"
ในขณะที่ประตูกรงเปิดออก หุ่นเชิดกระทิงรูปร่างแข็งแรงกำยำตัวหนึ่งก็ห้อตะบึงออกมาอย่างบ้าคลั่ง ิัของมันสากหนาราวกับปกคลุมด้วยแผ่นหิน สองเขาแหลมคมยิ่งกว่าคมดาบ ดวงตาสีแดงเืจ้องเขม็ง
"กระทิงรึ ไม่คิดเลยว่าหุ่นเชิดที่ใช้ในการทดสอบเยี่ยเฉินเฟิงจะเป็กระทิง ดูท่า์คงอยากจะกำจัดเขาทิ้งเป็แน่"
กระทิงเป็สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดใบบรรดาสัตว์อสูรระดับเดียวกัน ทั่วทั้งร่างของมันแทบจะไม่มีจุดอ่อน อีกอย่างถ้ากระทิงะเิทักษะบ้าคลั่งขึ้นมา พลังโจมตีของมันก็จะเพิ่มขึ้นอีกตั้งไม่รู้กี่เท่าตัวในชั่วพริบตา ทำให้สามารถสังหารศัตรูที่อยู่ในระดับขั้นเหนือกว่าได้ไม่ยาก
ถ้าหากเยี่ยเฉินเฟิงเลือกหยิบอาวุธติดมือเข้าไปสักชิ้น ด้วยพลังเหนือชั้นที่เขามีอยู่อาจจะพอมีโอกาสสังหารกระทิงตัวนั้นลงได้
แต่ช่างน่าเสียดายที่เยี่ยเฉินเฟิงไม่ได้เลือกอาวุธไปเลยสักชิ้น ในยามนี้แทบจะไม่มีใครคาดหวังกับการทดสอบของเขา แล้วยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนไม่น้อยที่ริษยาเขาจนเผยรอยยิ้มสะใจที่เห็นอีกฝ่ายตกทุกข์ได้ยาก
“เยี่ยเฉินเฟิง ทำไมเ้าถึงไม่รู้จักโตเสียที การโอ้อวดฝีมือไม่ได้ส่งผลดีต่อเ้าเลยสักนิด” จีชิงเสวี่ยส่ายหน้า รู้สึกเอือมระอากับทางเลือกที่ไร้สติของเขา
เห็นกระทิงที่แผ่กลิ่นอายบ้าคลั่งไปทั้งตัวขยับเข้าใกล้มาเรื่อยๆ เยี่ยเฉินเฟิงกลับยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับคนเสียสติ เขาไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่ก้าวเดียว
“เขากลัวจนสติหลุดไปแล้ว เ้าเยี่ยเฉินเฟิงนั่นกลัวจนสติหลุดไปแล้ว”
เมื่อเห็นเยี่ยเฉินเฟิงยืนนิ่งไร้การตอบสนอง หลายคนก็เผยรอยยิ้มเยาะเย้ยสะใจโดยไม่สนความเป็ตายของเขาเลยสักนิด
ในจังหวะที่เขาแหลมคมของกระทิงคลั่งใกล้จะเสียบทะลุร่างของเยี่ยเฉินเฟิง ทันใดนั้นดวงตาที่กึ่งหลับกึ่งลืมของเยี่ยเฉินเฟิงก็พลันส่องแสงสว่างวาบออกมา หนึ่งฝ่าเท้าเหยียบย่างออกไปด้านหน้า
และหนึ่งฝ่าเท้าที่ย่ำลงไปบนพื้นได้ทำการเปลี่ยนแปลงพลังของค่ายกลไปอย่างสิ้นเชิง ค่ายกลแต่ละสายเปรียบเสมือนโซ่ที่พุ่งไปรัดขาทั้งสี่ข้างของกระทิงคลั่งที่ห้อตะบึงเข้ามา หยุดการเคลื่อนไหวของมันได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ
ครู่ต่อมา เยี่ยเฉินเฟิงก็ผสานรวมกับพลังิญญาของจิตอสูรไข่โลหิต และหยิบยืมพลังจากค่ายกลมาอีกเล็กน้อย ปล่อยพลังหมัดที่หนักถึงหนึ่งหมื่นจินออกไป
กำปั้นอันน่าสะพรึงกลัวมีพลังกดดันมหาศาลจนทำให้มวลอากาศรอบด้านปั่นป่วน ตลอดทางที่หมัดพุ่งออกไปจะเกิดการะเิของอากาศ
พลังกดดันอันมหาศาลของกำปั้นอันน่าสะพรึงกลัวลอยวนอยู่ในอากาศ ตลอดทางที่หมัดพุ่งออกไปจะเกิดการแตกตัวของอากาศ ไหลเวียนจนปั่นป่วน
“ปัง!”
หมัดที่เยี่ยเฉินเฟิงบีบอัดพลังใส่ไว้จนแน่นชกลงบนร่างกายของหุ่นเชิดกระทิงอย่างรุนแรง ทำลายเกราะป้องกันบนร่างของมันจนแตกหัก แรงต่อยส่งร่างที่หนักนับพันจินของมันลอยเคว้งออกไป ะเิกระจัดกระจายอยู่กลางอากาศ
