เสียงกีบเท้าของม้าดังเป็จังหวะบนถนนที่เริ่มแห้งจากฝนเมื่อคืน ขณะที่ชาร์ลส์มุ่งหน้ากลับสู่เมืองหลวง ดวงอาทิตย์่ครึ่งเช้าสาดแสงผ่านเมฆบาง ราวกับพยายามชำระพื้นดินให้แห้งสนิท
ชายหนุ่มยังคงครุ่นคิดถึงควันที่ลอยจากโบสถ์และร่างในชุดคลุมปริศนา แม้เขาจะรู้ว่าการกลับไปดูให้รู้เื่ตอนนี้คือการเสี่ยงชีวิตอย่างไม่จำเป็ แต่ความคิดนั้นก็ยังคงค้างอยู่ในใจ
เขากางแผนที่ออกมา ก้มมองแผนที่ในมือครู่หนึ่งก่อนเก็บมันเข้ากระเป๋า เพื่อทบทวนเส้นทางกลับ
ระหว่างทางเขามาถึงจุดที่เคยถูกดักปล้น ชาร์ลส์ชะลอฝีเท้าม้า ดวงตาสอดส่องมองสำรวจ เสียงลมพัดผ่านยอดไม้ทำให้บรรยากาศเงียบงันราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดหลงเหลืออยู่
พื้นโคลนที่เคยมีรอยเท้าและรถม้าหายไปหมด ราวกับฝนเมื่อคืนได้ลบเลือนทุกอย่าง ชายหนุ่มะโลงจากหลังม้า ตรวจสอบรอบบริเวณอย่างละเอียด
จุดที่เขาจำได้ว่าเคยมัดโจรไว้ด้วยเชือก บัดนี้ว่างเปล่า ไม่หลงเหลือร่องรอยของเชือกหรือร่างของโจรแม้แต่น้อย ร่องรอยเดียวที่หลงเหลือคือรอยมีดบาง ๆ บนต้นไม้
ชาร์ลส์คิดว่าพวกโจรอาจถูกทางการจับตัวไปแล้ว หรือไม่ก็คงหลบหนีไปได้ เขายืนขึ้น มองไปรอบๆ อีกครั้ง ก่อนจะกลับไปควบม้า เสียงกีบเท้าดังก้องบนพื้นดินชื้นเป็จังหวะสม่ำเสมอ
"ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกมัน... คงไม่สำคัญเท่าเื่ที่โบสถ์" ชาร์ลส์พึมพำกับตัวเอง พลางจับบังเหียนม้าแน่นขึ้น
ระหว่างทาง เส้นทางที่ทอดยาวผ่านป่าทึบเริ่มเปิดโล่ง ดวงอาทิตย์ยามสายสาดแสงอบอุ่นลงมา กลิ่นดินชื้นและหญ้าเปียกยังคงลอยอบอวล ชายหนุ่มหลับตาสูดลมหายใจลึก พยายามข่มความรู้สึกตึงเครียดที่ยังเกาะกุมจิตใจ
เมื่อถึงทุ่งหญ้าโล่งสองข้างทางสู่เมืองหลวง สายลมพัดแรงขึ้น กลิ่นของควันไฟและความวุ่นวายในเมืองลอยมาตามลม สัญญาณของชีวิตพลุกพล่านในตัวเมืองชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
ชาร์ลส์ชะลอฝีเท้าม้าอีกครั้ง หยุดยืนเพื่อมองภาพเมืองหลวงที่อยู่ไกลออกไป มหานครข้างหน้าคือความคุ้นเคยที่เขาเคยกลับมาหลายครั้ง แต่คราวนี้ทุกอย่างกลับดูต่างออกไป
'ทุกครั้งที่กลับมา จะต้องไปที่สมาคม จากนั้นก็ทักทายคุณนายวิลสันและหลับพักผ่อน แต่ครั้งนี้คงต้องไปที่หน่วยพิเศษก่อน' เขาคิดในใจ
ชายหนุ่มกระตุ้นม้าให้เดินตามถนนสายหลักที่นำเข้าเมืองหลวง เสียงจอแจของผู้คนและเกวียนที่ขนสินค้าดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ แม้่เวลาอาทิตย์อัสดงแล้วก็ตาม
ชาร์ลส์ควบม้าเข้าคิวตามขั้นตอนการตรวจสอบปกติ ใบหน้าของเขาถูกปกปิดด้วยหมวกคลุมที่บดบังได้เกือบมิด แต่กลิ่นกำมะถันจาง ๆ ที่ติดตัวมากลับเป็สิ่งที่ปกปิดไม่ได้
เ้าหน้าที่ตรวจตราที่ประตูเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อกลิ่นแสบจมูกลอยเข้ามา ชายคนหนึ่งพูดเบา ๆ กับเพื่อนร่วมงาน "นี่มันกลิ่นกำมะถัน"
ชาร์ลส์ยื่นเอกสารการผ่านเข้าเมืองให้ อีกฝ่ายรับเอกสารไปตรวจสอบ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาสงสัย "ทำไมถึงมีกลิ่นกำมะถันติดตัว" เ้าหน้าที่ถาม พร้อมขยับถอยเล็กน้อยราวกับกลัวกลิ่นที่ลอยมาจะติดตัวเขาไปด้วย
"ระหว่างเดินทาง ผมได้พักม้าแถวเหมืองกำมะถัน กลิ่นน่าจะติดมาั้แ่ตอนนั้น" ชาร์ลส์ตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ พลางจับบังเหียนม้าแน่นขึ้น
เ้าหน้าที่นิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะคืนเอกสารและผายมือให้เขาผ่าน "ถ้างั้นก็รีบไปล้างตัวซะ กลิ่นเหม็นแสบจมูกอย่างนี้มันรบกวนคนอื่น"
ชาร์ลส์พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกระตุ้นม้าให้ก้าวเข้าสู่ตัวเมือง เสียงกีบเท้าดังก้องบนถนนหิน เสียงผู้คนที่พูดคุยกันดังระงม บ่งบอกถึงชีวิตพลุกพล่านในมหานครแห่งนี้ แต่ชายหนุ่มไม่ได้สนใจสิ่งเ่าั้
หลังจากผ่านประตูใหญ่ ชายคนหนึ่งในชุดสุภาพ แต่เรียบง่าย ก็ก้าวออก เสียงรองเท้าหนังของเขากระทบบนพื้นหินดังขึ้นช้า ๆ
"คุณนักสืบ เรเวนส์ครอฟต์ ใช่ไหม?" เสียงเรียกดังขึ้น ทำให้ชาร์ลส์หยุดม้าของเขามองชายตรงหน้า
"ครับผมเอง มีธุระอะไรหรือเปล่า?" ชาร์ลส์ถามกลับ น้ำเสียงระแวดระวัง และยิ่งรวมกับสถานการณ์ที่เขาเผชิญมาก่อนหน้านี้ด้วยอีก ในเวลานี้อะไรที่ไม่คาดฝันก็อาจไม่ใช่เื่ดี
ชายคนนั้นก้มศีรษะเล็กน้อย "ผมเป็ผู้รับใช้ของท่านคริสโตเฟอร์ ดาร์ซี่ ท่าน้าพบคุณ"
ชื่อ คริสโตเฟอร์ ดาร์ซี่ ทำให้ชาร์ลส์นิ่งไปชั่วขณะ "ท่านคริสโตเฟอร์้าพบผม? เื่อะไร?"
"ท่าน้าพูดคุยกับคุณโดยด่วน" คนรับใช้เอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง
ชาร์ลส์กวาดสายตาสำรวจชายผู้นี้อีกครั้ง ชุดที่เรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน ผิวซีดเล็กน้อยเหมือนคนที่ไม่คุ้นเคยกับการออกแดดบ่อยนัก ทุกท่าทางของเขาดูสงบและมั่นใจ
"ให้ผมได้ทำความสะอาดตัวก่อน คุณก็น่าจะได้กลิ่นกำมะถันที่ติดตัวผมอยู่ มันคงไม่เหมาะที่จะไปพบท่านคริสโตเฟอร์ในสภาพนี้"
"คงไม่ได้หรอกครับ เพราะท่านคริสโตเฟอร์กำชับกับผมมาว่า ยังไงก็ต้องพบกับคุณให้ได้โดยเร็ว"
ชาร์ลส์จ้องมองชายผู้นั้น 'ทำไมเขาถึงอยากพบฉัน เราก็ไม่ได้รู้จักกันเป็ส่วนตัวซะหน่อย ไม่เข้าใจเลยจริงๆ?'
"ไม่มีทางเลือกสินะ" ก่อนจะพยักหน้าให้คนรับใช้ "งั้นนำทางไป"
ชายผู้นั้นโค้งศีรษะอีกครั้ง ก่อนจะนำทางเขา ขณะที่ชาร์ลส์ควบม้าเดินตามอย่างเงียบ ๆ
กลิ่นกำมะถันที่ยังคงติดตัวชาร์ลส์ลอยคลุ้งทุกครั้งที่ลมพัดผ่าน แม้เขาจะพยายามไม่สนใจ แต่สายตาหลายคู่มองมาด้วยความสงสัยและรังเกียจเล็กน้อย
'ถ้าไม่มีเหตุฉุกเฉิน ฉันคงไปทำความสะอาดตัวก่อนแน่' ชาร์ลส์คิดในใจ พลางถอนหายใจยาว
"เราจะไปที่ไหนกัน" ชาร์ลส์ถามเบา ๆ
"กรมพระคลังครับ คุณเรเวนส์ครอฟต์ นายท่านรอคุณอยู่ที่นั่น" ชายรับใช้ตอบ
"สรุปแล้วท่าน้าพบผมด้วยเื่อะไรกันแน่"
ชายรับใช้หยุดเดิน ก่อนจะหันกลับมามองเขา ดวงตาฉายแววระแวดระวังเล็กน้อย "เื่นี้ ผมก็ไม่ทราบเช่นเดียวกัน นายท่านคริสโตเฟอร์กำชับว่าเขาจะอธิบายด้วยตัวเองเมื่อพบท่าน"
ชาร์ลส์ขมวดคิ้ว ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ ความอึดอัดค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจ เขาก้มมองมือที่จับบังเหียนแน่นราวกับจะช่วยระงับความสงสัย
ในเขตราชอำนาจชั้นนอก พวกเขาก็มาถึงหน้าประตูใหญ่ของกรมพระคลัง อาคารสูงตระหง่านที่สร้างจากหินอ่อนสีขาว ประตูไม้สลักลวดลายวิจิตรตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
ชายรับใช้หันมาสบตาชาร์ลส์อีกครั้ง "ท่านต้องทิ้งม้าตรงนี้ และตามผมเข้าไปข้างใน"
ชาร์ลส์พยักหน้า พลางส่งม้าให้เ้าหน้าที่ดูแลที่ยืนรออยู่ตรงทางเข้า เขาปัดฝุ่นออกจากเสื้อคลุมอย่างลวก ๆ แม้จะรู้ว่ากลิ่นกำมะถันยังติดตัว แต่ไม่มีเวลาให้กังวลอีกต่อไป
เมื่อเดินตามชายรับใช้เข้าไปในอาคาร บรรยากาศภายในเงียบสงบแต่แฝงไว้ด้วยความตึงเครียด โถงทางเดินปูด้วยพรมแดงหรูหรา แสงจากโคมไฟระย้าสาดส่องจนพื้นสะท้อนแสงระยิบระยับ
เมื่อเดินผ่านโถงทางเดินที่สว่างไสว ชาร์ลส์ก็พบกับประตูไม้บานใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ด้านหน้าประตูมีชายสองคนยืนคุมเชิงอยู่ ทั้งคู่สวมชุดเครื่องแบบเรียบแต่ทรงพลัง บ่งบอกถึงสถานะเ้าหน้าที่ทางการ หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลความปลอดภัยระดับสูง
ชายคนหนึ่งก้าวออกมาขวางทาง ชายร่างสูงใหญ่มีสายตาเยือกเย็นและเต็มไปด้วยความระแวดระวัง "หยุดก่อน" เขาพูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น
ชาร์ลส์หยุดฝีเท้า พลางมองชายทั้งสองที่ตรงหน้า อีกคนหนึ่งก้าวเข้ามาประชิด "ขออนุญาตตรวจค้น" ชายคนนั้นเอ่ยโดยไม่รอคำตอบ มือเริ่มตรวจสอบตามร่างกายของชาร์ลส์
"จำเป็ต้องทำขนาดนี้เลย?" ชาร์ลส์เอ่ยถาม น้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย
"ท่านคริสโตเฟอร์เป็บุคคลสำคัญ หากคุณบริสุทธิ์ใจก็ไม่น่ามีอะไรต้องกังวล" อีกฝ่ายตอบเรียบๆ ขณะค้นตามตัวเขา
พวกเขาพบผ้าเช็ดหน้า นาฬิกาพกที่ตรงขอบหมองลง ขวดยาแก้วใบเล็กที่บรรจุของเหลวสีทองอมแดง และสุดท้าย ปืนพกที่ซ่อนอยู่ในเสื้อคลุมของชาร์ลส์
เมื่อหยิบปืนออกมาดู หนึ่งในผู้คุ้มกันเลิกคิ้ว ก่อนจะยกมันขึ้นตรวจสอบอย่างละเอียด "นี่เป็ปืนของคุณ?"
ชาร์ลส์ส่ายหน้าเล็กน้อย "ไม่ใช่... ผมยึดได้จากพวกโจรที่ดักปล้นกลางทาง ถ้าไม่ติดว่ามาที่นี่ก่อนผมคงเอาไปให้ทหารพิทักษ์เมืองแล้ว"
ชายผู้คุ้มพยักหน้า "แต่คุณก็ไม่สามารถนำมันเข้าไปได้" ชายผู้คุ้มกันกล่าว พร้อมกับส่งปืนให้เพื่อนร่วมงานเก็บรักษาไว้
จากนั้น อีกคนหนึ่งหยิบขวดยาแก้วขึ้นมา "แล้วนี่ล่ะ ยาอะไร?"
"ยาสำหรับรักษาอาการาเ็ ผมจำเป็ต้องใช้ในบางกรณี" ชาร์ลส์ตอบ น้ำเสียงนิ่ง
ชายผู้คุ้มกันมองขวดอย่างระแวดระวัง "เพื่อความปลอดภัย เราจำเป็ต้องยึดไว้ก่อน คุณคงเข้าใจว่าเราต้องระวังยาอันตราย"
ชาร์ลส์ถอนหายใจยาว "ถ้าจำเป็ก็เอาไปเถอะ แต่อย่าทำขวดแตก"
เมื่อการตรวจค้นเสร็จสิ้น เหล่าผู้คุ้มกันพยักหน้าให้เขาเดินต่อได้ พร้อมเก็บของที่ยึดไว้ในกล่องเหล็กขนาดเล็ก
หลังจากการตรวจค้นอย่างละเอียด เหล่าผู้คุ้มกันพยักหน้าให้ชาร์ลส์เดินต่อได้ ชายรับใช้ที่ยืนรอสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ ก็ก้าวเข้ามาใกล้
"เรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ?" ชายรับใช้เอ่ยถามเ้าหน้าที่ด้วยน้ำเสียงสุภาพ
"เรียบร้อย คุณสามารถพาเขาเข้าไปได้" ชายผู้คุ้มกันตอบ
ชายรับใช้หันมาสบตาชาร์ลส์พร้อมรอยยิ้มบางเบา "เชิญตามผมมาเลยครับ ท่านคริสโตเฟอร์กำลังรออยู่"
ชาร์ลส์พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินตามชายรับใช้เข้าไปในห้องที่อยู่เบื้องหน้า ขณะนั้น ชายรับใช้เดินนำเขาไปยังประตูอีกชั้นหนึ่งของห้อง โดยเว้นระยะห่างเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ดูเป็การเร่งรีบเกินไป
เมื่อถึงหน้าประตูที่สอง ชายรับใช้หยุดยืน พร้อมโค้งตัวลงเล็กน้อย "ข้างในนี้ ผมไม่สามารถตามเข้าไปได้ เพราะเป็พื้นที่ส่วนตัวของท่านคริสโตเฟอร์"
"ขอบคุณ" ชาร์ลส์ตอบสั้น ๆ ก่อนจะมองชายรับใช้ที่โค้งศีรษะให้เขาอีกครั้ง ก่อนเดินจากไป โดยเลือกยืนประจำที่มุมหนึ่งของโถงด้านนอก รักษาท่าทางที่สุภาพและพร้อมรับคำสั่ง
ชาร์ลส์สูดลมหายใจลึกเพื่อข่มความสงสัย ก่อนจะผลักบานประตูเข้าไปในห้อง ภายในห้องโอ่อ่าที่ปูพรมลวดลายละเอียดอ่อน กลิ่นหอมของสมุนไพรจาง ๆ ลอยอบอวล ตรงกลางห้องมีโต๊ะไม้ขัดมันที่ คริสโตเฟอร์ ดาร์ซี่ นั่งอยู่ ผนังหินเรียบด้านหลังถูกประดับด้วยภาพวาดในกรอบทองขนาดใหญ่ และนาฬิกาลูกตุ้มสูงตระหง่านอยู่มุมห้อง
เสียงจังหวะการแกว่งของลูกตุ้มดังก้องในห้องเป็ระยะ ทำให้บรรยากาศดูน่าอึดอัดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเข็มนาฬิกาชี้ที่เลขสาม แต่เสียงตีดังขึ้นถึงสิบสองครั้ง
"อย่าสนใจนาฬิกาเลย มันเสียมาพักใหญ่แล้ว" คริสโตเฟอร์เอ่ยขึ้น พลางยกมือขวาขึ้นปัดผมที่ตกลงมาปรกหน้าผาก แหวนทองวงใหญ่บนนิ้วโป้งสะท้อนแสงไฟ
สายตาคมกริบของคริสโตเฟอร์จับจ้องมาที่ชาร์ลส์ทันทีที่เขาเข้ามา ใบหน้าของเขาเปื้อนยิ้มเล็กน้อย ดูราวกับพร้อมจะพูดบางอย่าง
"ยินดีที่ได้พบ คุณเรเวนส์ครอฟต์" คริสโตเฟอร์เอ่ยทัก น้ำเสียงอบอุ่น เสียงนาฬิกาลูกตุ้มดังก้องขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เพียงหนึ่งที แม้เข็มนาฬิกาจะชี้ที่เลขสาม
ขณะที่ชาร์ลส์กำลังจะตอบคำทักทาย สายตาของเขาก็สะดุดกับร่างของสตรีคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้กับคริสโตเฟอร์ เธอสวมชุดเสื้อผ้าสีเข้มที่ดูเรียบง่ายแต่กระชับ ร่างกายของเธอแผ่กลิ่นอายของความแข็งแกร่งและความระแวดระวัง
เธอเป็สตรีใบหน้าดุดัน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเธอจ้องมองมาที่ชาร์ลส์เหมือนนักล่าที่กำลังประเมินเหยื่อ ผมของเธอสั้นถึงหลังคอ
ชาร์ลส์กวาดสายตามองเธออย่างละเอียด บริเวณมือของเธอเห็นเส้นเืปูดออกมาอย่างชัดเจน บ่งบอกถึงการฝึกฝนร่างกายอย่างหนัก ไหล่ของเธอกว้างและคอชัดเจนจนเดาได้ว่า ภายใต้เสื้อผ้าเรียบง่ายนั้นต้องมีกล้ามเนื้อที่พัฒนามาอย่างดี
'ผู้คุ้มกันส่วนตัว' ชาร์ลส์คิดในใจ 'ดูจากที่อยู่ใกล้ชิดคริสโตเฟอร์ที่สุด ก็น่าจะมีฝีมือพอตัว'
เมื่อคริสโตเฟอร์เห็นสายตาของชาร์ลส์ที่จ้องมองหญิงสาว "คุณคงสงสัยว่าเธอคือใคร" คริสโตเฟอร์พูดขึ้น ราวกับอ่านความคิดของชาร์ลส์ได้
"ผมกำลังคิดแบบนั้นอยู่จริง ๆ" ชาร์ลส์ตอบ พลางละสายตาจากสตรีคนนั้นไปยังคริสโตเฟอร์ที่กำลังปรับตำแหน่งแหวนทองบนนิ้วโป้งของเขา
คริสโตเฟอร์จะโบกมือไปทางเธอ "นี่คือฟีโอน่า เธอเป็ผู้คุ้มกันส่วนตัวของผม... และก็เป็คนที่ผมไว้ใจมากที่สุด"
ฟีโอน่าก้มหัวเล็กน้อยตามมารยาท แต่สายตาเธอยังคงจับจ้องที่ชาร์ลส์ "ยินดีที่ได้พบ คุณเรเวนส์ครอฟต์" เธอพูด น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ชัดถ้อยชัดคำ
"ยินดีที่ได้พบ" ชาร์ลส์ตอบกลับ แต่ยังคงไม่ละสายตาจากเธอ เสียงนาฬิกาลูกตุ้มดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้สามที
"เอาล่ะ นั่งก่อนเถอะ" คริสโตเฟอร์เอ่ยเชิญ
