“การเล่าของดิฉันขอจบลงเพียงเท่านี้ เรียนเชิญคณะกรรมการให้คะแนนด้วยค่ะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่ามันคือข้อแจกคะแนน
ผลงานชื่อดังอย่าง 《วิมานลอย》 หรือ 《เบ้าหลอมนักปฏิวัติ [1] 》 นับเป็ผลงานที่ชาวจีนทุกคนต่างรู้จักดี ไม่ว่าจะเรียนสายศิลป์หรือสายวิทย์ เด็กที่เรียนหนังสือใน่ยุค 80 หากไม่เคยอ่านนวนิยายชื่อดังเหล่านี้คงคุยกับใครไม่รู้เื่อย่างแน่นอน
ผู้เข้าแข่งขัน 16 คนก่อนหน้านี้ไม่ได้โชคดีอย่างเซี่ยเสี่ยวหลาน การเล่าเื่หัวข้อนี้นั้นง่ายเกินไป ไม่ว่าจะฟังคลิปเสียงที่เปิดมาชัดเจนหรือไม่ เธอก็สามารถเล่าเื่ 《วิมานลอย》 ได้คร่าวๆ อยู่ดี
เซี่ยเสี่ยวหลานกลับไม่รู้สึกว่าตนโชคดีเลยสักนิด ผู้ชมล่างเวทีมีเยอะขนาดนั้น อีกทั้งเพื่อการถ่ายทำแสงไฟบนเวทีจึงสว่างจ้า แทบมองไม่เห็นสีหน้าของผู้ชมที่นั่งอยู่ข้างล่าง
อาจารย์หลินกับศาสตราเฮ่อรู้เื่ที่มีคน ‘ใช้เส้นสาย’ ให้เธอแล้วหรือยัง?
หัวข้อง่ายขนาดนี้ คงไม่ใช่เพราะหวังก่วงผิงช่วยกรุยทางให้จริงๆ หรอกนะ... แผนการนี้ช่างชั่วร้ายเหลือเกิน หากเซี่ยเสี่ยวหลานได้คะแนนสูงเพราะโจทย์ง่าย คนอื่นคงวิพากษ์วิจารณ์เธออย่างแน่นอน
และถ้าเธอได้รางวัลก็ยิ่งกลืนไม่เข้าคายไม่ออก อนาคตเวลามีคนพูดถึงเซี่ยเสี่ยวหลานก็คงจะพูดถึงประวัติการได้รางวัลที่ไม่โปร่งใสในครั้งนี้!
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากถามเหลือเกินว่าทำไมถึงให้โจทย์คำถามนี้กับเธอ ในที่สุดสวีกั๋วจางที่เป็ผู้ทรงคุณวุฒิที่สุดก็เอ่ยปากขึ้นมา
“คุณเล่าเื่ได้ดีมาก ทั้งยังมีการเสริมความเข้าใจของตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง ผมคิดว่าทุกคนในที่นี้คงฟังออกว่า บทความนี้คือเื่ราวโดยสรุปของผลงานจากมาร์กาเร็ต มิตเชลล์ นักประพันธ์ชาวอเมริกา ซึ่งก็คือนวนิยายชื่อดังที่พวกเราต่างก็รู้จักกันดีอย่าง 《Gone with the wind》 โดยในปี 1939 คุณฟู่ตงหัวได้ทำการแปลนวนิยายเื่นี้เป็ครั้งแรก และแปลชื่อเื่เชิงอนุมานเพื่อสื่อถึงการจางหายและสูญสิ้นจากเนื้อเื่ในบทประพันธ์ว่า 《วิมานลอย》 นักศึกษาเซี่ยเสี่ยวหลาน โจทย์ข้อนี้ถูกเตรียมการเอาไว้ให้คุณเป็พิเศษ แม้พวกเราจะเรียนภาษาอังกฤษเพื่อใช้งานจริง แต่ในขณะเดียวกันก็ควรมีความสามารถในการเสพความงดงามของวรรณกรรมต่างประเทศ เพราะฉะนั้นผมอยากฟังความคิดเห็นที่คุณมีต่อเื่ 《วิมานลอย》 ไม่ว่าจะเป็ในแง่มุมไหนก็ตาม”
โจทย์ข้อนี้เตรียมมาให้เธอโดยเฉพาะจริงด้วย!
ผู้ชมที่ได้ยินดังนั้นต่างก็เริ่มกระซิบกระซาบกัน
แคทเธอรีนกับจานอ้ายฉวินไม่เข้าใจสักนิด อย่างไรก็ตามสวีกั๋วจางนั้นเป็ผู้ทรงคุณวุฒิและน่าเชื่อถือ แม้เขาจะพูดว่าได้เตรียมโจทย์ที่ต่างออกไปให้เซี่ยเสี่ยวหลานโดยเฉพาะ แต่เขาก็สามารถคุมสถานการณ์ได้ เพราะแม้จะสงสัยแต่ก็ไม่มีใครกล้าแสดงความขัดข้องใจออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
กรรมการอีกสองคนรู้ต้นสายปลายเหตุ เนื่องจากนี่คือสิ่งที่สวีกั๋วจางปรึกษากับพวกเขาแล้ว
เพราะสงสัยว่าจานอ้ายจวินจะไม่เป็ธรรม พวกเขาสามคนจึงตัดสินใจเปลี่ยนโจทย์อย่างกะทันหันเพื่อทดสอบเซี่ยเสี่ยวหลาน และขณะเดียวกันนี่ก็เป็การปกป้องเธอด้วยเช่นกัน
โจทย์ถูกเปลี่ยนอย่างกะทันหัน แต่เนื่องจากชื่อเสียงส่วนบุคคลของสวีกั๋วจางจึงสามารถข่มความเคลือบแคลงใจของทุกคนไว้ได้
ชื่อเสียงของศาสตราจารย์สวีกั๋วจางล้วนเป็ที่ประจักษ์อย่างชัดเจน เขาคงไม่ทำลายมันลงเพียงเพราะการแข่งขันภาษาอังกฤษแค่ครั้งเดียวหรอกใช่หรือไม่ นี่ก็คือภาพลักษณ์ที่สั่งสมมาจากการวางตัวของศาสตรจารย์สวีตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา
ภาษาอังกฤษไม่ได้มีไว้แค่ใช้งานจริงเท่านั้น การเรียนภาษาใดภาษาหนึ่ง หากแม้แต่ผลงานวรรณกรรมของภาษานั้นก็ไม่อาจทำความเข้าใจและดื่มด่ำไปกับมันได้ ก็เท่ากับว่ายังเรียนรู้ภาษานั้นได้ไม่ดีพอ
ยกตัวอย่างกรณีของมหาวิทยาลัยหัวชิง ภาควิชาภาษาต่างประเทศนั้นมีชื่อเต็มว่า ‘ภาควิชาภาษาและวรรณกรรมต่างประเทศ’ นั่นเอง
ความคิดเห็นที่มีต่อ《วิมานลอย》รึ?
《วิมานลอย》 เป็นวนิยายรัก แต่ก็เป็นวนิยายรักที่กล่าวถึงาด้วยเช่นกัน การวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นที่มีต่อนิยายเื่นี้นั้นมีมากมายหลากหลาย ดังนั้นไม่ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะพูดจากมุมมองไหนก็ไม่อาจทำให้สวีกั๋วจางรู้สึกถึงความแปลกใหม่ได้ แล้วศาสตราจารย์สวีกล่าวว่าอย่างไรนะ ความคิดเห็นที่เกี่ยวกับ 《วิมานลอย》 ไม่ว่าจะเป็ในแง่มุมไหนก็ได้อย่างนั้นหรือ?
ถ้าอาจารย์หลินอยู่ตรงนี้ด้วยเธอคงบอกเซี่ยเสี่ยวหลานว่าให้เน้นความชัวร์เข้าไว้ อย่าทำเื่ผิดพลาดแบบเดียวกันกับตอนรอบก่อนชิงชนะเลิศ อย่าทำอะไรที่แปลกใหม่แหวกแนวจนเกินไป...
เซี่ยเสี่ยวหลานทำได้เพียงขอโทษอาจารย์หลินอยู่ในใจ ใช่ว่าเธออยากเสี่ยง แต่ตอนนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว กรรมการตั้งใจมอบโจทย์นี้ให้เธอโดยเฉพาะ เกรงว่าคงเพราะไม่อยากฟังคำตอบตามแบบแผนนัก!
สมองของเซี่ยเสี่ยวหลานมีความคิดมากมายวูบผ่านไปมา แต่เธอใช้เวลาแค่ไม่กี่สิบวินาทีในการประมวลผลเป็คำพูดออกมา
“บางคนอ่านเื่ 《วิมานลอย》 เพื่อเสพความรู้สึกความรักโลภโกรธหลง บางคนอ่าน 《วิมานลอย》 เพื่อััความโหดร้ายของากลางเมืองระหว่างฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้... คำวิจารณ์ที่เรียบง่ายทั่วไปไม่อาจอธิบายถึงผลงานชิ้นนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนตัวแล้วดิฉันคิดว่าขณะที่ผู้ประพันธ์สร้างตัวละครอย่างสการ์เลตต์ เมลานี เร็ตต์และคนอื่นๆ ขึ้นมาไม่ว่าจะเป็กิริยาวาจา ประเพณีและจารีต สภาพจิตใจ รวมถึงท่าทีที่มีต่อการเมืองของพวกเขา นั่นคือการนำเสนอภาพากลางเมืองในสมัยประธานาธิบดีลินคอล์น โดยผู้ประพันธ์แสดงให้เห็นถึงสังคมและชีวิตความเป็อยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ จากนวนิยายเื่ 《วิมานลอย》 ทำให้ดิฉันััถึงความแข็งแร่งของอเมริกาได้อย่างชัดเจน ไม่ใช่เพราะความสามารถด้านเศรษฐกิจหรืออาวุธา แต่เป็เพราะความก้าวหน้าและความเปิดกว้างของสังคม ผู้ชนะาคือฝ่ายเหนือ แต่กลับอนุญาตให้นวนิยายที่ดำเนินเื่จากมุมมองของชาวใต้อย่าง 《วิมานลอย》 กลายเป็วรรณกรรมเอกที่บอกเล่าเื่ราวในยุคสมัยาเหนือใต้โดยไม่มีการปิดกั้นแต่อย่างใด”
มุมมองนี้ของเซี่ยเสี่ยวหลานแปลกและแหวกแนวยิ่งนัก
ด้านล่างเวที อาจารย์หลินรู้สึกร้อนใจมาก
ให้วิจารณ์เื่ 《วิมานลอย》 ดันโยงไปถึงเื่ความก้าวหน้าและความเปิดกว้างของสังคมอเมริกาทำไมกัน?
คำพูดประเภทนี้แน่นอนว่าบางโอกาสสามารถพูดได้ แต่บางโอกาสไม่ใช่ ส่วนที่ว่าตอนไหนพูดได้หรือไม่ได้นั้น อาจารย์หลินไม่อาจเป็ผู้ตัดสินได้ อาจารย์หลินรู้แค่ว่านี่เป็ประเด็นที่อ่อนไหวเหลือเกิน
ทว่าที่โต๊ะของคณะกรรมการ แคทเธอรีนที่ได้ฟังคำตอบของเซี่ยเสี่ยวหลานถึงกับปรบมือให้เธอ
“คุณพูดได้ยอดเยี่ยมจริงๆ นี่เป็ความคิดเห็นหลังการอ่านนวนิยายที่ฉันไม่เคยเจอมาก่อน คุณมีความคิดเป็ของตัวเอง และแน่นอนว่าทักษะการพูดของคุณก็ยอดเยี่ยมมากเช่นกัน!”
การเปลี่ยนโจทย์กะทันหันนำพาเื่ไม่คาดฝันมาให้อย่างแท้จริง หลังฟังคำตอบตามแบบแผนมาเยอะแล้ว พอแคทเธอรีนได้ยินคำตอบที่มาจากใจจริงเช่นนี้จึงรู้สึกแปลกใหม่มาก นี่ไม่มีทางเป็คำตอบที่ถูกตระเตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างแน่นอน ในฐานะคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศจีนมาระยะหนึ่ง แคทเธอรีนรู้ว่าคำถามบางอย่างเป็เื่ที่อ่อนไหว และคงไม่มีอาจารย์คนไหนสอนให้เซี่ยเสี่ยวหลานตอบคำถามแบบนี้ด้วยเช่นกัน
ซึ่งหมายความว่านี่คือความคิดของเซี่ยเสี่ยวหลาน ความคิดของตัวเธอเอง เธอกล้าที่จะแสดงความเป็ตัวเองในการแข่งขันครั้งนี้
เื่ดำเนินมาถึงตอนนี้แล้ว ในที่สุดสวีกั๋วจางและกรรมการอีกสองคนก็คลายความเคลือบแคลงใจ
ขนาดแคทเธอรีนยังรู้ว่านี่เป็ประเด็นอ่อนไหว แล้วศาสตราจารย์ชาวจีนแท้ๆ มีหรือที่จะไม่รู้
ดังนั้นพฤติกรรมอันแปลกประหลาดของรองหัวหน้าหวังนั้นไม่ใช่การช่วยเหลือ แต่เป็การผลักเซี่ยเสี่ยวหลานให้ถูกตั้งข้อสงสัยว่ากำลัง ‘โกงข้อสอบ’
หากถึง่ที่สองของการแข่งขันทักษะการพูด แต่เซี่ยเสี่ยวหลานยังทำให้สวีกั๋วจางกับกรรมการอีกสองคนพึงพอใจไม่ได้ แน่นอนว่าพวกเขาได้เตรียมคำถามที่ร้ายกาจกว่านี้เอาไว้รอเธอแล้ว และคงถามว่าเซี่ยเสี่ยวหลานมีความคิดอย่างไรกับ ‘การโกงข้อสอบ’ นั่นเอง
นักศึกษาอายุราวยี่สิบปีเมื่อถูกแฉความจริงต่อหน้าสาธารณชน มีหรือที่จะไม่แสดงอาการตื่นตระหนก!
ถึงตอนนั้นสวีกั๋วจางก็จะทำให้รองหัวหน้าหวังรู้ว่า เขาช่วย ‘ดูแล’ หลานสาวของรองหัวหน้าหวังอย่างไร
จานอ้ายฉวินเองก็รู้สึกว่าคำถามนี้ค่อนข้างอ่อนไหว และเธอไม่อยากหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอีกต่อไป คิดได้ดังนั้นแล้วเธอจึงรีบช่วยปิดประเด็นทันที
“จากความหมายของนักศึกษาเซี่ย พวกเราจำเป็ต้องวิเคราะห์ประเทศที่แข็งแกร่งอย่างอเมริกาแบบรอบด้านและครอบคลุม ั้แ่เื่เล็กไปจนถึงเื่ใหญ่ ทั้งยังต้องทำความเข้าใจประเทศชั้นนำอย่างแท้จริง ถึงจะพัฒนาประเทศบ้านเกิดของพวกเราให้ดียิ่งขึ้นได้ ฉันพูดถูกหรือไม่?”
“ใช่ค่ะ ท่านกรรมการ”
โจทย์ข้อนี้คงผ่านไปได้แล้วสินะ?
สวีกั๋วจางรับ่ต่อ “นักศึกษาเซี่ยเสี่ยวหลาน โปรดฟังคำถามข้อที่สามให้ดี ทำไมคุณถึงเลือกเรียนสาขาวิชาที่คุณกำลังศึกษาอยู่ และคุณวางแผนอย่างไรกับสาขาที่คุณกำลังเรียน รวมถึงคิดว่าอนาคตจะประสบความสำเร็จได้อย่างไรกับสาขาวิชานี้”
เชิงอรรถ
[1] เบ้าหลอมนักปฏิวัติ หรือ How the Steel Was Tempered นวนิยายแนวสัจนิยมสังคมนิยมประพันธ์โดย นีโคไล ออร์ตรอฟสกี
