เวลาค่อยๆ ผ่านไป คนที่มีอำนาจมีเงินเริ่มทยอยกันมางานมากขึ้น ห้องโถงของวิลลาก็คึกคักเป็อย่างยิ่ง
ขณะที่รอเวลาถึงสองทุ่ม ทุกคนก็นั่งประจำที่ของตน และมองไปที่ด้านหน้าสุดของพรมแดง
ตรงนั้นมีคนวัยกลางคนที่ดูอ้วนท้วนท่านหนึ่งยืนอยู่ ทั้งตัวเขาเต็มไปด้วยเครื่องประดับเงินทองดูหรูหราร่ำรวยอย่างมาก
หวางไป่ว่าน ซีอีโออสังหาริมทรัพย์ของตงเฉิงเขตฉวนโจว จบการศึกษาแค่โรงเรียนประถม แต่ขยันเล่าเรียน ฉลาด และทำงานเก่ง อายุไม่ถึงยี่สิบปีก็กลายเป็ผู้จัดการใหญ่ของบริษัทแห่งหนึ่ง
สิบปีต่อมาเขาคว้าโอกาสก่อตั้งบริษัท ใช้เงินออมทรัพย์ที่หามาลงทุนตลาดอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้สายตาที่เฉียบแหลมและการพัฒนาอันชาญฉลาด บริษัทจึงค่อยๆ ยกระดับขึ้นจนกลายเป็บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของทั้งตงเฉิง
คนงานที่จบการศึกษาระดับประถมศึกษาคนหนึ่ง ในที่สุดก็กลายเป็ซีอีโอที่มีทรัพย์สินถึงหมื่นล้าน ชีวิตของเขาพูดได้ว่าน่าอัศจรรย์
พอหวางไป่ว่านขึ้นไปยืนบนเวทีแล้ว คนที่อยู่บนที่นั่งต่างพากันยืนขึ้น และมอบของขวัญอวยพร
ของขวัญอวยพรเหล่านี้ น้อยสุดก็ต้องสองสามล้าน มากสุดก็ต้องยี่สิบสามสิบล้าน ไม่ต่ำไปกว่าล้านแน่
ของที่ไป๋เหวินหลิงมอบให้เป็สร้อยเพชรมูลค่านับสิบล้านที่ดูหรูหราอย่างมาก ซูฮ่าวรู้ว่าที่เธอลงทุนขนาดนี้ ทั้งหมดก็เพื่อสัญญา
หลังจากผ่านไปห้านาที การมอบของขวัญก็สิ้นสุดลง
หวางไป่ว่านถือไมโครโฟนขึ้น และลำดับแรกคือขอบคุณคนในงาน หลังจากนั้นก็แนะนำนักธุรกิจใหญ่สองสามท่าน ลำดับสุดท้ายก็เชิญชายชราที่ดูกระปรี้กระเปร่าสองท่านออกมา
พอชายชราสองท่านนี้ออกมา ก็ทำให้คนในงานล้วนฮือฮาทันที
“พระเ้า นั่นคือคุณจ้าวกับคุณหลิ่วปรมาจารย์อักษรวิจิตรระดับาุโของฉวนโจวไม่ใช่หรือ?”
“คุณจ้าวในฐานะผู้ประสบความสำเร็จด้านอักษรสิงชู และเคยเขียนอักษรอันงดงามให้นายอำเภอโจวของฉวนโจวหลายครั้ง จนนายอำเภอโจวยกให้เป็แขกผู้มีเกียรติ ส่วนคุณหลิ่วนั้นยิ่งสุดยอด เคยทำงานให้รองผู้ว่าการเมืองอยู่ในเมืองเป่ยไห่อยู่หลายปี ถูกรองผู้ว่าการเมืองยกให้เป็ยอดนักประดิษฐ์อักษรเฉ่าชู สถานะและตำแหน่งของทั้งสองท่าน คงไม่มีใครในงานทัดเทียมได้”
“คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าหวางไป่ว่านจะเชิญคุณจ้าวกับคุณหลิ่วมาพร้อมกัน มีเกียรติใหญ่โตขนาดนั้นเลยหรือ?”
………………..
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นไม่หยุดไม่หย่อน ทุกคนต่างตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
หวางไป่ว่านที่อยู่บนเวทีกวาดตามองทุกคนด้วยความภาคภูมิใจ และพูดอย่างยิ้มแย้มว่า “วันนี้เป็งานเลี้ยงฉลองวันเกิดของผม ที่เชิญคุณจ้าวกับคุณหลิ่วมาเขียนอักษรให้ผมได้ ทุกท่านนับว่ามีบุญตาแล้ว”
เมื่อสิ้นเสียงพูด เขาก็ปรบมือให้คนใช้ย้ายโต๊ะไม้จันทน์ประดิษฐ์อักษรขึ้นมาบนเวที
บนโต๊ะทุกตัววางกระดาษประดิษฐ์อักษรยาวหลายแผ่นอย่างเป็ระเบียบ ข้างๆ กระดาษยังวางสิ่งล้ำค่าทั้งสี่ของห้องหนังสืออย่างพู่กัน หมึก จานหมึก กระดาษ
หวางไป่ว่านมองทั้งสองท่าน และโค้งตัวทำความเคารพพลางพูดว่า “คุณจ้าว คุณหลิ่ว รบกวนท่านทั้งสองแล้ว”
ทั้งสองท่านพยักหน้า มือถือพู่กัน แต่ละคนเริ่มตวัดพู่กันลงบนกระดาษ ถึงลายมือจะเรียวบาง แต่ทรงพลัง
ผู้คนด้านล่างมองทั้งสองท่านเขียนหมึก พลางอุทานอย่างต่อเนื่อง
“คุณจ้าวสมกับเป็ยอดนักประดิษฐ์อักษรสิงชูจริงๆ การเชื่อมกันระหว่างตัวอักษรมีทั้งเห็นได้ชัดและไม่ชัด แต่รู้สึกได้ มีขาดมีเชื่อม ตอบรับกันและกัน เรียกได้ว่ามีแบบใหม่อยู่ในแบบดั้งเดิม ช่างเป็หลักการที่ยอดเยี่ยมในกฎ”
“อักษรเฉ่าชูของคุณหลิ่วก็หนักแน่นไม่ธรรมดา เบียดเข้าด้วยกันอย่างมีหลากหลายแบบ ถึงจะชิดซ้ายขับขวา แต่ก็ไม่แหกกฎ เขียนพู่กันมีเหลี่ยมมีกลม ปลายพู่กันลงเส้นพอเหมาะ ลักษณะสม่ำเสมอกัน นี่ก็เรียกได้ว่าเป็การประดิษฐ์อักษรที่ผสมผสานกับอักษรวิจิตรได้อย่างกลมกล่อม”
“ไม่ว่าจะเป็อักษรสิงชูของคุณจ้าว หรืออักษรเฉ่าชูของคุณหลิ่วล้วนนำหน้าคนอายุเดียวกันค่อนข้างมาก ได้เห็นผลงานยอดเยี่ยมระดับนี้ในชีวิตที่เหลืออยู่ ก็ถือว่าไม่เสียทีที่ได้เกิดมา”
………………..
เสียงชื่นชมและสรรเสริญดังขึ้นไม่ขาดตอน
แต่ใช่ว่าทั้งสองจะสะทกสะท้าน ทั้งสองต่างสงบนิ่ง และตวัดพู่กันลงบนกระดาษอย่างจริงจังโดยไม่แยแสต่อสิ่งใด
สักพักทั้งสองก็หยุดพร้อมกัน การเขียนยุติลงแล้ว
“เส้นยาวเล็กสั้นหนา หนักเบาเหมาะสม เข้มอ่อนสลับกัน อักษรสิงชูของคุณจ้าวสมชื่อจริงๆ ” หวางไป่ว่านกวาดตามองลายมือของคุณจ้าว ดวงตาของเขาเปล่งประกาย และชูนิ้วโป้งขึ้น
คุณจ้าวผายมือพูดพลางหัวเราะเบาๆ ว่า “ยังเขียนผลงานไม่ดีพอ ต้องขออภัยท่านประธานหวางด้วย”
“คุณจ้าวช่างถ่อมตัวจริงๆ ” หวางไป่ว่านพูดจาเป็พิธีรีตอง และมองลายมือของคุณหลิ่ว ก่อนทำเสียงจุ๊ๆ ขึ้น “ตัวอักษรของคุณหลิ่วกระชับ แต่พรั่งพรูเต็มที่ ทั้งทำลายกฎของตัวอักษรลี่ชู และยังคงลักษณะตัวอักษรอยู่บ้าง”
“ประธานหวางชมเกินไปแล้ว ่นี้มือไม้ไม่ค่อยคุ้นเคย อาจมีส่วนที่ไม่สมบูรณ์พอ ต้องขออภัยด้วยครับ” คุณหลิ่วส่ายหน้า และหัวเราะอย่างถ่อมตัว
“คุณจ้าวกับคุณหลิ่วไม่ได้มีแค่ขอบเขตของการประดิษฐ์อักษรสูง เพราะขอบเขตของการเป็คนก็สูงเหมือนกัน นี่คือแบบอย่างที่คนรุ่นหลังควรเรียนรู้” หวางไป่ว่านหัวเราะเสียงดัง และหันหน้าไปมองผู้คนด้านล่างเวที “ทุกท่าน กว่าจะได้เห็นคุณจ้าวกับคุณหลิ่วประดิษฐ์อักษรอยู่หน้างาน คนที่เข้าใจการประดิษฐ์อักษรก็มาแสดงความคิดเห็น และเจรจากับทั้งสองท่านสักหน่อย ดีไหม?”
เมื่อพูดเช่นนี้ออกมา สีหน้าทุกคนก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที
คนหนึ่งคือคุณจ้าวตัวแทนของอักษรสิงชู คนหนึ่งคือคุณหลิ่วตัวแทนของอักษรเฉ่าชู ไม่ว่าจะเป็คนไหนก็ล้วนคือนักประดิษฐ์อักษรบุคคลระดับสุดยอด
หากจะต้องแสดงความคิดเห็น แน่นอนว่าพูดข้อเสียออกมาต่อหน้าไม่ได้ พูดได้แค่ข้อดีเท่านั้น
แถมต้องรับประกันว่าจะเป็คำเยินยอที่น่าพอใจ และคำเยินยอนั้นจะไม่ทำให้อีกท่านหนึ่งเสียหน้าด้วย
หวางไป่ว่านที่เห็นผู้คนด้านล่างเวทีต่างถกเถียงกัน ก็ไม่ปล่อยให้เสียเวลา เขาถามว่า “ไม่ทราบว่าใครจะยินดีขึ้นเวทีมาแสดงความคิดเห็นเป็คนแรก?”
เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น ผู้คนมากมายต่างมองหน้ากันอย่างลังเล
ดังคำที่ว่าปืนจะยิงนกตัวแรกที่บินขึ้นมา คนที่ขึ้นเวทีคนแรก หากไม่มีความชำนาญด้านภาษาและความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ที่เพียงพอ ก็จะแสดงความคิดเห็นได้ไม่ดีอย่างแน่นอน
หากล่วงเกินคุณจ้าวกับคุณหลิ่วเพราะเหตุนี้ เช่นนั้นก็ได้ไม่คุ้มเสียแล้ว
พอเห็นว่าไม่มีคนขึ้นมาบนเวที หวางไป่ว่านก็มีสีหน้าอึดอัด เขากวาดตามองทั้งงานแวบหนึ่ง ก่อนจะเตรียมเรียกคนให้ลุกขึ้นมาแสดงความคิดเห็นสักคน
แต่เวลานี้ผู้ชายผมสั้นที่นั่งอยู่ตรงหน้าหลินอีหลุนกลับพูดขึ้นมาอย่างกะทันหันว่า “ได้ยินว่าซีอีโอของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวไป๋เหวินหลิงจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีความรอบรู้เชี่ยวชาญในหลายๆ ด้าน ขอเชิญคุณไป๋ขึ้นเวทีไปแสดงความคิดเห็นกับผลงานชิ้นเอกของคุณจ้าวและคุณหลิ่วสักหน่อยได้ไหมครับ เพื่อให้ทุกคนได้เห็นความสามารถของคุณ?”
เมื่อคำพูดนั้นดังขึ้น แสงไฟในห้องโถงก็หมุนไปส่องที่ตัวของไป๋เหวินหลิง
สายตาของคนทั้งงานต่างก็มองตามไป
การเผชิญหน้ากับสายตาที่จับจ้องของแสงไฟและคนทั้งงาน สีหน้าของไป๋เหวินหลิงพลันแย่ลงทันใด
เธอไม่เชี่ยวชาญด้านการประดิษฐ์อักษร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแสดงความคิดเห็นผลงานด้านนี้ เห็นได้ชัดว่าผู้ชายผมสั้นคนนั้นอยากสร้างความอับอายให้เธอ
“คุณไป๋ ในเมื่อมีคนอยากชมความคิดเห็นของคุณ ก็ขึ้นมาสักหน่อยเถอะ?” หวางไป่ว่านทำท่าทาง “เชิญ” ด้วยรอยยิ้มแย้มอยู่บนเวที
เขาคุ้นเคยกับไป๋เหวินหลิงเป็อย่างมาก นี่คือผู้หญิงน่าอัศจรรย์ที่พูดจาคล่องแคล่ว และมีความรู้ความสามารถรอบด้านจริงๆ คนธรรมดาทั่วไปทั้งชีวิตก็ล้วนไม่ถึงขั้นนี้ แต่เธออายุแค่ยี่สิบก็ไปถึงแล้ว
ให้เธอแสดงความคิดเห็นเป็คนแรก คือตัวเลือกที่ดีที่สุด
เมื่อหวางไป่ว่านพูดเช่นนี้ออกมา ก็ยิ่งทำให้สีหน้าของไป๋เหวินหลิงแย่ลง ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หากตัวเธอไม่ขึ้นไปบนเวที เกรงว่าจะทำให้ผู้คนไม่พอใจ ในขณะเดียวกันก็จะสร้างโอกาสให้คู่ต่อสู้โจมตีเธอได้
แต่ความรู้ด้านการประดิษฐ์อักษรของเธอน้อยมาก การเผชิญหน้ากับผลงานชิ้นเอกของปรมาจารย์ด้านอักษรวิจิตรระดับาุโสองท่าน หากพูดจาไม่น่าฟัง ก็จะล่วงเกินทั้งสองท่านแน่นอน
คุณจ้าวกับคุณหลิ่วมีชื่อเสียงอยู่ในฉวนโจวมาก หากเผลอไปจาบจ้วงเข้า คงไม่ต่างกับการขุดหลุมฝังตนเอง
หลินอีหลุนที่อยู่แถวหน้าเห็นสถานการณ์นี้แล้ว ก็แสยะยิ้มมุมปากด้วยั์ตาแสนภาคภูมิใจ
แผนการกำลังเป็ไปในทางที่เขาคาดไว้
พอเห็นว่าไป๋เหวินหลิงลำบากใจ หลินอีหลุนก็รู้ว่าโอกาสที่เขาจะได้ออกโรงแก้ไขสถานการณ์มาถึงแล้ว
แต่ใครจะไปคาดคิดว่า ขณะที่เขากำลังจะยืนขึ้น คนคนหนึ่งกลับชิงยืนขึ้นตัดหน้าเขาแล้ว
“่นี้คุณไป๋สุขภาพไม่ค่อยดี สภาพจิตใจก็แปรปรวน ขึ้นเวทีไปแสดงความคิดเห็นเกรงว่าจะไม่สะดวก ต้องขออภัยคุณจ้าวกับคุณหลิ่วและทุกท่านด้วย”
ทั้งงานล้วนตะลึงงัน และหันไปมองคนที่อยู่ข้างกายอย่างไป๋เหวินหลิง
ใบหน้าที่ขาวใส เด่นชัด ดวงตาที่ดำสนิทราวกับมองทะลุทะลวงทุกอย่าง ถึงจะผอมบาง แต่โดดเด่น ออร่าที่ปลดปล่อยออกมาก็เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง
คนที่ปริปากพูด ก็คือซูฮ่าวคู่หมั้นของไป๋เหวินหลิง!
ทุกคนต่างสบตากันอย่างประหลาดใจ
เื่ที่ไป๋เหวินหลิงมีคู่หมั้น ผู้คนในงานล้วนรู้ สำหรับความประพฤติของคู่หมั้นท่านนี้ พวกเขายิ่งรู้อยู่แก่ใจ
แต่ที่ทำให้พวกเขาคิดไม่ถึงก็คือ คุณชายเสเพลที่รู้จักแต่กินดื่มเที่ยวเล่นผู้นี้ จะลุกขึ้นมาแก้หน้าให้ไป๋เหวินหลิงภายใต้สถานการณ์เช่นนี้
ไป๋เหวินหลิงก็คิดไม่ถึงว่าซูฮ่าวจะก้าวออกมาใน่ที่ตนเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เธอจึงซาบซึ้งใจมาก
นี่คือครั้งที่สองที่ซูฮ่าวก้าวออกมาบังแดดบังลมให้เธอ!
คนที่มีความรู้สึกและสีหน้าตรงข้ามกับไป๋เหวินหลิง คือสีหน้าที่บูดบึ้งของหลินอีหลุน
หนึ่งวินาที!
ขาดแค่หนึ่งวินาที เขาก็จะยืนขึ้นแล้ว!
แต่เวลาแค่หนึ่งวินาทีนี้กลับถูกซูฮ่าวชิงไปเสียก่อน!
คิดไม่ถึงว่าโอกาสที่เข้าสร้าง จะถูกซูฮ่าวชิงไปอย่างง่ายดาย เขารู้สึกเกลียดชังซูฮ่าวจริงๆ !
หลินอีหลุนสูดหายใจลึก ฝืนกลั้นความโกรธที่อยู่ในใจ และเปลี่ยนเป้าหมายพลางพูดว่า “ได้ยินว่าคุณซูคือคู่หมั้นของคุณไป๋ คิดว่าคงจะได้รับอิทธิพลในด้านความรู้ของการประดิษฐ์อักษรจากคุณไป๋มาไม่น้อย เช่นนั้นก็ให้คุณซูเป็ตัวแทนของคุณไป๋ขึ้นเวทีไปแสดงความคิดเห็นให้ผลงานของทั้งสองท่าน ดีไหมครับ?”
สีหน้าของไป๋เหวินหลิงแปรเปลี่ยนทันที
ซูฮ่าวมีความสามารถแค่ไหนเธอก็รู้ดี จะให้เขาไปแสดงความคิดเห็นให้กับผลงานของคุณจ้าวและคุณหลิ่วก็เท่ากับรนหาที่ตายชัดๆ หากไม่ระวัง แม้แต่บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวก็อาจตกกระไดพลอยโจนไปด้วย
เมื่อนึกถึงตรงนี้ไป๋เหวินหลิงก็ไม่สนใจอะไรมากแล้ว เธอ้าขึ้นเวทีไปแสดงความคิดเห็นเอง
ถึงแม้เธอจะไม่เชี่ยวชาญการประดิษฐ์อักษร แต่ก็คุ้นเคยกับการอ่านตำราการประดิษฐ์อักษร อย่างน้อยเธอขึ้นเวทีไปแสดงความคิดเห็นยังรับประกันความปลอดภัยได้มากกว่าซูฮ่าว
แต่เธอยังไม่ทันได้ยืนขึ้น ซูฮ่าวก็เดินออกจากที่นั่งแล้ว
“ในเมื่อประธานหลินดูถูกผมอย่างนี้ ถ้าอย่างนั้นผมก็จะขึ้นไปแสดงความคิดเห็นแทนคุณไป๋ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ก็ขอให้ทุกท่านโปรดอภัยด้วย”
ทุกคนต่างตกตะลึงและมีแววตาเยาะเย้ย
คนที่เชี่ยวชาญด้านการประดิษฐ์อักษรทุกคนอายุเกินห้าสิบปีทั้งหมด พวกเขาอ่านหนังสือมามากมาย แต่ถึงอย่างนั้นก็พอเข้าใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่ซูฮ่าวเริ่มั้แ่ปรากฏตัวอยู่ในตงเฉิงของเขตฉวนโจว ก็ถูกตราหน้าว่าไม่มีอะไรดีสักอย่าง
เกรงว่าความรู้ด้านบทกลอนของเขา จะหยุดอยู่ที่การเขียนบทความระดับประถมเท่านั้น
หากให้เขาขึ้นเวทีไปแสดงความคิดเห็นจริงๆ กลัวจะไปล่วงเกินคุณจ้าวกับคุณหลิ่วให้โกรธ
เนื่องด้วยชื่อเสียงในวงการการประดิษฐ์อักษรในฉวนโจวของคุณจ้าวกับคุณหลิ่ว หากไปล่วงเกินเข้า คงอยู่ไม่ไกลจากความตายแล้ว
คิดถึงตรงนี้ ทุกคนต่างเผยสายตาที่เห็นอกเห็นใจและสงสารให้กับซูฮ่าว
เมื่อไป๋เหวินหลิงเห็นสถานการณ์นี้ ดวงตาก็หดเล็กลง บนใบหน้าน้อยๆ แอบมีอาการร้อนใจ
ระดับความรู้ด้านการประดิษฐ์อักษรที่ซูฮ่าวมี จริงๆ แล้วก็ไม่พอที่จะทำให้เขาขึ้นเวทีไปแสดงความคิดเห็นให้ยอดนักประดิษฐ์อักษรสองท่านได้ ขึ้นเวทีไปแบบไม่เจียมตัวแบบนี้ รนหาที่ตายชัดๆ
เธออยากหยุดซูฮ่าว แต่คงสายไป ซูฮ่าวเดินขึ้นเวทีไปแล้ว
“ซูฮ่าว สุดท้ายนายก็ยังจะอวดดีอยู่สินะ?” ไป๋เหวินหลิงมองร่างที่ผอมบางบนเวทีนั้นพลางถอนหายใจ ความผิดหวังบนใบหน้าไม่อาจปิดให้มิดได้
พอเห็นซูฮ่าวขึ้นไปบนเวที หลินอีหลุนก็รู้สึกเหลือเชื่อ
อิงตามหลักการแล้ว ซูฮ่าวน่าจะรู้ว่าตนเองอยู่ในระดับไหน แล้วปฏิเสธไปถึงจะถูก
แต่ที่เหนือความคาดหมายคือซูฮ่าวไม่ปฏิเสธ แล้วขึ้นเวทีไปอย่างเต็มใจ
หรือเขาจะเชี่ยวชาญการประดิษฐ์อักษร?
“เป็ไปไม่ได้!” พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา หลินอีหลุนก็ลบออกจากสมองทันที
สองเดือนมานี้ เขาเคยสืบเื่ของซูฮ่าวหลายครั้ง ข้อมูลที่ข่าวกรองให้มายืนยันว่า ซูฮ่าวคือขยะไร้ประโยชน์ที่ไม่มีอะไรดีสักอย่างคนหนึ่ง
ที่ซูฮ่าวขึ้นเวทีไปแสดงความคิดเห็น คงแค่หยิ่งในศักดิ์ศรีตนเอง
ข่าวกรองเผยว่าซูฮ่าวคือผู้ชายที่หยิ่งในศักดิ์ศรีมากคนหนึ่ง และไม่ยอมให้คนอื่นดูถูก การเผชิญหน้ากันของเขากับซูฮ่าวก่อนหน้านี้ก็ได้ยืนยันแล้ว
เมื่อนึกถึงตรงนี้ หลินอีหลุนก็หรี่ตาลง ในสายตามีท่าทีรอดูซูฮ่าวปล่อยไก่
ซูฮ่าว ครั้งนี้ฉันจะต้องทำให้แกเสียหน้าจนต้องมุดดินหนี!
ซูฮ่าวที่อยู่บนเวทีกวาดตามองทุกคนแวบหนึ่ง การหัวเราะ ดูถูก เหยียดหยาม และอาการอื่นๆ ในวินาทีนี้ได้ปรากฏอยู่บนใบหน้าของทุกคน
สายตาของเขามองข้ามทุกคน และหยุดอยู่ที่ตัวของไป๋เหวินหลิง และเขาก็เห็นอาการร้อนใจและผิดหวังที่อยู่บนใบหน้าของเธอแล้ว
หรือบางทีในสายตาของเธอ เขาอาจจะเป็แค่คนโอ้อวดที่ไม่เจียมตัวคนหนึ่ง
“หากคือชาติก่อน การถากถางเยาะเย้ยของพวกคุณคือความถูกต้อง แต่ชาตินี้ ผมไม่ใช่คนแบบนั้นแล้ว!” ซูฮ่าวที่มีสายตาไม่แยแส อยู่ๆ กลับแสยะยิ้มมุมปาก และเผยรอยยิ้มที่มั่นใจออกมา
“ระบบ ใช้การ์ดประสบการณ์แสดงอักษรวิจิตร!”
