เสิ่นอิ๋นหวนใจนผงะเมื่อได้ยินดังนี้
“เพลานี้แล้วจะไปแจ้งความที่ใดอีก? ตอนนี้ที่ศาลาว่าการไม่มีคนแล้ว”
หลี่อันหรานขมวดคิ้วแน่นกลายเป็ปม นางต้องทำเื่นี้ให้กลายเป็เื่ใหญ่ให้ได้ ของสำคัญขนาดนี้หายไป หากไม่พูดอะไรบ้างเลยต้องถูกสงสัยแน่นอน
นางแสร้งกล่าวอย่างร้อนรนว่า “ข้าจะไปขอให้ถิงจั่งช่วย” พูดจบแล้วก็วิ่งพรวดพราดออกไปทันที
นางเคาะประตูบ้านถิงจั่ง เล่าให้เขาฟังว่าถูกขโมยสูตรน้ำพริกและเต้าเจี้ยว ทว่าค้นหาอยู่ครึ่งค่อนคืนก็ยังไม่พบเบาะแส
ภายในบ้านไม่มีร่องรอยการถูกขโมยเช่นกัน ดูเหมือนว่าหัวขโมยจะคุ้นเคยกับที่นี่เป็อย่างดีและค้นห้องหลี่อันหรานเพียงครู่เดียวก็พบสิ่งที่้าแล้ว
นอกจากสูตรน้ำพริกและเต้าเจี้ยวเผ็ดแล้ว ทุกอย่างในบ้านยังคงอยู่ครบ เื่นี้แพร่กระจายในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว มันกลายเป็เื่ที่หลายคนยกมาคุยกันในเวลาว่าง
บ้างก็รู้สึกยินดีในความโชคร้ายของผู้อื่น บ้างก็รู้สึกเสียดาย
หลี่อันหรานเป็กังวลกับเื่นี้อยู่ทุกวัน แต่นางแค่แสร้งทำทีว่าเป็กังวลก็เท่านั้น เพราะเดิมทีมันก็ไม่เคยมีสูตรอยู่แล้ว ผิดกับเสิ่นอิ๋นหวนที่กระวนกระวายใจจนแทบกินไม่ได้ นอนไม่หลับ
ในเวลามื้อเย็นวันนี้ เสิ่นอิ๋นหวนนั่งทอดถอนใจอย่างคนกินข้าวไม่ลง “ทำอย่างไรดี? กิจการของเราจะเป็อย่างไรต่อ?”
ทว่าหลี่อันหรานกลับยังกินอย่างเอร็ดอร่อย ประหนึ่งว่าไม่ได้ยินที่เสิ่นอิ๋นหวนพูดอย่างไรอย่างนั้น
เสิ่นอิ๋นหวนเห็นนางมีท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวก็ตบโต๊ะด้วยความโมโหทันที
หลี่อันหรานหันไปมอง ปากก็กำลังเคี้ยวผักหยับๆ ก่อนถามว่า “มีอะไรหรือท่านแม่? เหตุใดจึงไม่กินข้าวเ้าคะ?”
“ของสำคัญขนาดนี้หายไปแท้ๆ เ้ายังกินลงอีกได้อย่างไร? สูตรในการทำหายไปแบบนี้ ต่อไปจะค้าขายอย่างไรอีก?” เสิ่นอิ๋นหวนแทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อ นับจากวันที่สูตรหายไปจนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาสามวันแล้ว มุมหนึ่งก็ต้องขอบคุณในความร้อนใจของเสิ่นอิ๋นหวน ละครตบตาของหลี่อันหรานจึงได้ดูสมจริงยิ่งขึ้น
“อืม” หลี่อันหรานวางตะเกียบลงแล้วเลียริมฝีปาก “ท่านแม่ ท่านวางใจเถิด ถึงแม้สูตรจะหายไป แต่สมองข้าก็ยังจำได้ พวกเรายังคงทำน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดขายได้ดังเดิมเ้าค่ะ”
เสิ่นอิ๋นหวนคว้ามือนางมากระชับแน่นฉับพลัน“จริงหรือ เ้าจำสูตรได้จริงหรือ?”
“จริงเ้าค่ะ ข้าลงมือทำขั้นตอนมากมายพวกนั้นด้วยตัวเองทุกวัน ต้องจำได้อยู่แล้วเ้าค่ะ ท่านไม่ต้องกังวลหรอก”
แต่เสิ่นอิ๋นหวนยังคงถอนหายใจอยู่ดี “แต่ตอนนี้สูตรตกไปอยู่ในมือผู้อื่น อีกไม่นานคงเริ่มทำตามออกมา นี่ไม่ต่างอะไรกับการแย่งลูกค้าของเราเลย”
ครั้นได้ยินดังนั้น หลี่อันหรานอดหัวเราะออกมาไม่ได้ นางใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาชิ้นสุดท้ายในชามกิน ทว่าเสิ่นอิ๋นหวนกลับใช้ตะเกียบของตัวเองฟาดหลังมือนาง “เวลานี้แล้วเ้ายังจะมีกะจิตกะใจมากินอยู่อีก”
หลี่อันหรานวางตะเกียบลงแล้วถูหลังมือตัวเองป้อยๆ “ถึงแม้ข้าจะไม่มีอารมณ์มากินอาหารแต่ก็ต้องกินอยู่ดี มิเช่นนั้นจะเอาเรี่ยวแรงในการทำงานมาจากที่ใด พรุ่งนี้ข้ายังต้องทำงานต่อ ต่อให้ผู้อื่นจะทำขายตามแล้วอย่างไร? ของที่พวกเขาทำออกมาจะอร่อยเท่าของพวกเราหรือไม่ก็ยังมิอาจทราบได้”
“แต่สูตรอยู่ในมือคนอื่นแบบนี้…” เสิ่นอิ๋นหวนจะพูดต่อ แต่หลี่อันหรานตัดบทนางเสียก่อน “พอแล้วเ้าค่ะ ท่านเลิกคิดมากได้แล้ว มันต้องไม่เป็อะไรแน่ ตอนนี้ท่านต้องรักษาสุขภาพ ทานอาหารให้มีเนื้อหนังกว่านี้แล้วรอดูก็พอเ้าค่ะ”
เสิ่นอิ๋นหวนไม่รู้ว่าหลี่อันหรานมีแผนการอะไร ถึงแม้หลี่อันหรานจะปลอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะไม่เป็ไร แต่นางก็ยังไม่วางใจอยู่ดี
สองสามวันนี้เจียงเฉิงก็ไม่อยู่พอดี เขาไม่แม้แต่จะกลับมานอนค้างที่บ้านในเวลากลางคืน ตอนแรกหลี่อันหรานคิดว่าเขาจากไปแล้ว แม้จะรู้สึกเสียใจมากแต่ก็เตรียมใจสำหรับเื่นี้มานานมากแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงสามารถบังคับให้ตัวเองไม่ต้องไปคิดถึงเขานัก
……
อีกด้านหนึ่ง
เจียงเฉิงยืนอยู่หน้าประตูบานหนึ่งภายในวัดเทียนหยวน เขากำลังรอเงียบๆ ด้วยความอดทน ไม่นาน หมอหลวงก็ออกมาจากห้อง เขาถลันเข้าไปถามทันที “เสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงเป็อย่างไรบ้าง?”
หมอหลวงประสานมือโค้งคำนับเจียงเฉิง “ท่านแม่ทัพใหญ่”
“ไม่ต้องมากพิธี เหนียงเหนี่ยงเป็อย่างไรบ้าง?”
หมอหลวงพยักหน้าตอบ “เสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงใผวาเล็กน้อย แต่พระวรกายไม่ได้เป็อะไร เคราะห์ดีที่ท่านแม่ทัพมาทันเวลา มิเช่นนั้นเกรงว่าผลที่ตามมาอาจเลวร้ายเกินกว่าที่จะกล้าคาดเดา”
หมอหลวงยังคงพูดต่อ “ไม่รู้ว่าคนชุดดำพวกนั้นเป็ผู้ใด นึกไม่ถึงว่าจะกล้าลอบปลงพระชนม์เหนียงเหนี่ยงที่นี่”
เจียงเฉิงขมวดคิ้วยับย่นฉับพลัน “คนพวกนี้มีวรยุทธ์ขั้นสูง ซ้ำยังเคยผ่านการฝึกที่เข้มงวด ดูไม่เหมือนโจรไร้ระเบียบในยุทธจักรเลยแม้แต่น้อย ข้าดูแล้วน่าจะถูกผู้ใดสักคนส่งมา”
เจียงเฉิงกับเสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงสนิทสนมกันมาก ต่างฝ่ายต่างช่วยเหลือเกื้อกูลและพึ่งพิงกันในราชสำนักเสมอ
ส่วนหมอหลวงผู้นี้ก็เป็คนสนิทของเสียนเฟยเหนียงเหนี่ยง ด้วยเหตุนี้จึงได้กล้าคุยเื่พวกนี้กับเจียงเฉิง
หมอหลวงเองก็ขมวดคิ้ว ก่อนเอ่ยสิ่งที่ตนคาดเดาออกมา “หรือว่าจะถูกส่งมาโดยคนในวัง?”
เจียงเฉิงคิดแบบนี้เช่นกัน การต่อสู้ชิงความโปรดปรานภายในวังหลังกระทบมาถึงราชสำนัก ไม่นานมานี้เสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้เป็พิเศษจนได้รับพระราชทานอนุญาตให้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดได้ นอกจากนี้ยังเดินทางมาไหว้พระที่วัดเทียนหยวนอย่างโจ่งแจ้ง คนในวังน่าจะเพ่งเล็งมานานแล้ว
หมอหลวงกล่าวต่อ “หากเป็เช่นนั้นจะทำเยี่ยงไรดี? จากที่นี่กลับไปเมืองหลวงเป็ระยะทางที่ยาวไกลมาก แม้ว่าข้างกายจะมีทหารรักษาพระองค์จำนวนไม่น้อย แต่บางครั้งก็ยากจะป้องกันไหว หากท่านแม่ทัพไม่ถือสา ไม่ทราบว่าจะช่วยอารักขาเหนียงเหนี่ยงกลับไปยังเมืองหลวงได้หรือไม่?”
เจียงเฉิงฟังแล้วรู้สึกหนักใจนัก
“ข้ายังมีธุระที่นี่ที่ยังสะสางไม่เรียบร้อย แต่ไม่ต้องกังวลไป ข้าจะเตรียมพร้อมด้านความปลอดภัยของเหนียงเหนี่ยงไว้ให้”
ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังสนทนากัน นางกำนัลคนสนิทของเสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงก็เดินออกมา ก่อนกระซิบเสียงแ่เบา “ท่านแม่ทัพ เหนียงเหนี่ยงเชิญให้เข้าไปเ้าค่ะ”
เจียงเฉิงพยักหน้าเล็กน้อย เขาบอกลาหมอหลวงแล้วเดินเข้าไปด้านใน จึงพบว่าเสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงกำลังประทับอยู่บนตั่งหลังม่าน
เจียงเฉิงประสานมือทำความเคารพจากห้องโถงชั้นนอก “คารวะเหนียงเหนี่ยง”
“ไม่ต้องมากพิธี ครานี้ต้องขอบคุณเ้ามากจริงๆ หากไม่ใช่เพราะเ้าอยู่ที่นี่ เปิ่นกง [1] คงตายไปแล้ว” เสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงเอื้อนเอ่ยอย่างนุ่มนวล สุรเสียงอ่อนหวานลุ่มลึกมาก
“นี่เป็หน้าที่ที่กระหม่อมพึงกระทำอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“จากการที่เ้าได้ประมือกับคนพวกนั้น ทราบหรือไม่ว่ามีความเป็มาอย่างไร?”
เจียงเฉิงจึงบอกเล่าข้อสันนิษฐานของตัวเองให้กับเสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงฟัง
“คนจากในวังหรือ?” เสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงขมวดคิ้วด้วยความใ “หรือว่าจะเป็คนของหร่วนเฟย?”
“กระหม่อมไม่อาจตรวจสอบเพราะจับกุมคนเ่าั้ไว้ไม่ได้ แต่คาดเดาได้จากฝีมือว่าผ่านการฝึกฝนมาก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
เสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงค่อยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ วินาทีต่อมารอยยิ้มแสยะก็ทาบทับบนใบหน้า “คนจากในวังที่กล้าลงมือกับเปิ่นกงและมีกำลังขนาดนี้ก็มีแค่คนของหร่วนเฟย นับว่านางทุ่มเทต่อการเดินทางกลับบ้านเกิดของเปิ่นกงไม่น้อยเลยจริงๆ หลังจากนี้เ้าก็เดินทางกลับเมืองหลวงด้วยกันกับเปิ่นกงเถิด”
เจียงเฉิงคุกเข่าลงทันที “เหนียงเหนี่ยง กระหม่อมยังมีธุระต้องสะสาง แต่กระหม่อมมีคนจะเสนอพ่ะย่ะค่ะ รับรองว่าสามารถอารักขาพระนางกลับสู่เมืองหลวงโดยสวัสดิภาพได้อย่างแน่นอน”
“ผู้ใดหรือ?”
“ผู้ใต้บังคับบัญชาของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ นามว่า ‘เจี่ยรั่วเฉิน’ นอกจากนี้ เจียงเสี่ยวเตี๋ยผู้เป็หลานสาวฝ่ายมารดาของพระนางก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน”
เสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงแปลกใจขึ้นมาหลายส่วน “พวกเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
เจียงเฉิงค่อยเอ่ยตอบ “เจียงเสี่ยวเตี๋ยน่าจะหยุดพักที่นี่เพราะทราบว่าเหนียงเหนี่ยงจะมาไหว้พระที่วัดแห่งนี้ กระหม่อมเคยไปพบพวกเขามาแล้ว แต่เนื่องจากยังมีธุระที่ต้องสะสาง จึงไม่อาจเปิดเผยตัวตนได้ ฉะนั้น จึงมีเพียงเจี่ยรั่วเฉินที่ทราบว่ากระหม่อมอยู่ที่นี่ เจียงเสี่ยวเตี๋ยไม่ได้ทราบด้วย หวังว่าพระนางจะไม่บอกผู้ใดพ่ะย่ะค่ะ”
เสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงค่อยๆ พยักหน้าตอบตกลงเพราะเห็นแก่ที่เขาช่วยชีวิตตัวเองไว้ “ถ้าเช่นนั้นเ้าก็อยู่สะสางธุระของตัวเองที่นี่เถิด พรุ่งนี้ค่อยให้เจี่ยรั่วเฉินมาพบเปิ่นกง ผู้ใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพใหญ่ต้ององอาจห้าวหาญแน่นอน เปิ่นกงวางใจในเื่นี้”
เชิงอรรถ
[1] เปิ่นกง (本宫) หมายถึง คำที่เชื้อพระวงศ์หญิงใช้เรียกตัวเอง
