เื่นี้หากพูดออกไปก็อาจไม่มีใครเชื่อคงคิดว่าคนที่เล่าเื่นี้ต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ เพราะมีเพียงคนบ้าเท่านั้นถึงจะทำเื่บ้า ๆ แบบนี้ได้
แต่นี่ก็ไม่ใช่เื่เล่าเพราะมีผู้คนจำนวนมากเห็นเื่นี้เองกับตา
อันเจิงถือธนูต้นสาลี่ของแม่ทัพหวังไคไท่และปีนกำแพงไปที่จวินซินโหลวจากนั้นก็ปล่อยลูกธนูมาจากชั้นสามของที่นั่นไม่มีใครสามารถเปลี่ยนทิศทางของลูกธนูทั้งห้าได้ ถึงแม้จะเข้ากลางเป้าแค่สี่ดอกส่วนอีกดอกเข้าเป้ารอบนอก แต่ถึงกระนั้น อย่างไรก็ถือว่าเข้าเป้าอยู่ดี เื่นี้อาจกลายเป็ตำนานในสำนักวรยุทธ์ชางหรือยิ่งไปกว่านั้น นี่อาจเป็ตำนานของหน่วยทหารเลยก็ได้
ฉางฮวันกลืนน้ำลายลงคออย่างขมขื่นจากนั้นก็มองไปยังหวังไคไท่และคนอื่น ๆ ขณะนี้เหยียนชวี่เ้าสำนักคนใหม่ของสำนักวรยุทธ์ชางก็มาด้วย
หลังจากซางไห่จิงตาย ไทเฮาก็ทรงแต่งตั้งให้เหยียนชวี่ขึ้นมาเป็เ้าสำนักคนใหม่ทันทีแม้กระทั่งาากับคนของหน่วยทหารก็ไม่มีอำนาจในการทัดทาน
นั่นก็เป็เพราะไทเฮาไม่ทรงอยากรออีกต่อไปพระนางทรงอยากให้เหยียนชวี่ คนที่ทรงไว้วางพระทัยขึ้นมาเป็เ้าสำนักคนใหม่ของสำนักวรยุทธ์ชางฉะนั้นหลังจากที่ซางไห่จิงตาย จึงมีข่าวแพร่ออกมาว่าไทเฮาทรงสั่งฆ่าซางไห่จิง
ต่อให้เหยียนชวี่จะไม่ชอบขี้หน้าอันเจิงมากเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงได้
“เหอะ!”
เหยียนชวี่เปล่งเสียงที่เย็นะเื“นิสัยโอ้อวด อีกหน่อยคงยากที่จะเป็ใหญ่เป็โตได้”
เขาพูดเพียงประโยคเดียว แล้วเดินจากไป
หวังไคไท่โบกมือไปที่อันเจิงความหมายที่เขาจะสื่อออกมาก็คือ อย่าใส่ใจคำพูดของเหยียนชวี่เลยจากนั้นก็ชูนิ้วโป้งให้อันเจิง “สุดยอด!”
ในสำนักวรยุทธ์ชาง ผู้เข้าทดสอบมากกว่าเจ็ดร้อยคนถูกลูกธนูของอันเจิงพุ่งข้ามหัวไป
แม้กระทั่งฉางฮวันศิษย์รักของเหยียนชวี่ก็จำต้องลงคะแนนให้อันเจิงอยู่ในระดับดีส่วนนอกนั้นก็ลงคะแนนให้อันเจิงเป็อันดับหนึ่ง
“ต่อไปคือการขี่ม้ายิงธนูไม่ต้องมามุงดูแล้ว ออกไปเตรียมตัวเลือกม้าของตัวเองเถอะ!”
ฉางฮวันะโขึ้นจากนั้นก็เดินกลับไปนั่งบนแท่นด้วยสีหน้าสุขุม
นอกจากอันเจิง ผู้เข้าทดสอบอีกเก้าคนก็ไปเลือกม้าในคอกที่อยู่ด้านหลังการเลือกม้าก็เป็หนึ่งในการทดสอบด้วยเช่นกัน ในสนามรบการเลือกม้าที่เข้ากับตัวเองได้ก็ถือเป็ปัจจัยสำคัญ อีกทั้งม้าทุกตัวก็มีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป
ฉางฮวันเห็นอันเจิงยืนอยู่กับที่ในใจก็คิดว่าทำไมอันเจิงช่างทำตัวมีปัญหาเหลือเกิน
“ทำไมเ้ายังไม่ไปอีก?” ฉางฮวันถามขึ้นด้วยเสียงที่ไม่เป็มิตร
“ข้าจำได้ว่ามีกลอนเขียนชมม้าศึกของแคว้นเราว่าม้านั้นช่างดูสง่าผ่าเผย สีขนบนตัวงดงามอย่างไม่มีที่ติม้าจะเคียงข้างเราไปนำชัยชนะ สำหรับคนในแคว้นเยี่ยนแล้วพวกเขารู้สึกอย่างไรต่อม้าข้าก็รู้ดี ฉะนั้นั้แ่แรกข้าเคารพม้ามาโดยตลอดหากไม่ใช่เวลาที่จำเป็ข้าไม่อยากขี่ม้า ม้าไม่ได้เกิดมาเพื่อโดนคนอื่นขี่ และม้าก็เป็สัตว์ที่รักอิสระใน่าเราอาจใช้ม้ามาช่วยในการนำชัยชนะสู่แคว้น แต่นี่เป็เพียงการประลองข้าคิดว่าไม่จำเป็ต้องมาลบหลู่มันแบบนี้”
ฉางฮวันขมวดคิ้วเล็กน้อย“เ้าจะสื่ออะไรออกมากันแน่”
อันเจิงตอบกลับอย่างจริงจัง “ข้า...ขี่ม้าไม่เป็”
ทันใดนั้นทุกคนก็ชะงักไปทันทีแม้แต่ท่านแม่ทัพหวังไคไท่ก็อ้าปากค้าง จากนั้นก็หัวเราะเสียงดัง “ฮ่า ๆ ๆเ้าอยู่แถบชายแดนมาก่อน เป็ไปได้อย่างไรที่จะขี่ม้าไม่เป็”
อันเจิงอธิบาย“ทุกคนต่างก็มีความสามารถที่เด่น ด้อยและแตกต่างกันออกไป เช่นไม่เข้ากับหนู งูหรือ...ม้า”
หวังไคไท่อ้าปากค้าง“นี่เป็ครั้งแรกที่ข้าได้ยินว่าคนกลัวม้า”
อันเจิงอธิบายอย่างจริงจังอีกครั้ง“ข้าไม่ได้กลัว แค่...เข้ากับมันไม่ค่อยได้ และเคารพมันต่างหาก”
ฉางฮวันพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นะเื “อธิบายไปก็ไม่มีความหมายอะไรเ้าขี่ม้าไม่ได้ ฉะนั้นการแข่งขันขี่ม้ายิงธนูเ้าก็ไม่ต้องสอบต่อแล้วและได้คะแนนในระดับแย่ไป”
อันเจิงไม่ได้คัดค้านและพูดอะไร
ในที่สุดฉางฮวันก็หาจุดอ่อนของอันเจิงได้แล้วเขาลงคะแนนให้อันเจิงอยู่ในระดับแย่ จากนั้นก็อดไม่ได้พูดจาเยาะเย้ย “ในอนาคตเ้าอาจเป็ทหารของแคว้นเยี่ยนหากเ้าขี่ม้าไม่เป็นั่นหมายความว่าอย่างไร เ้ารู้หรือไม่?”
อันเจิงพูด“คนอื่นก็จะมีม้าขี่มากขึ้นหนึ่งตัว”
ฉางฮวันอ้าปากค้างกับคำตอบของอันเจิงหวังไคไท่ที่นั่งอยู่ด้านข้างพ่นน้ำในปากออกมาทันที
เขาหันไปชูนิ้วโป้งให้อันเจิง “มีเหตุผล”
ฉางฮวันเพิ่งจะเริ่มอ้าปากต่อว่าแต่อันเจิงกลับพูดต่อ“หากความเร็วและพลังของข้ามีมากกว่าม้า อย่างนั้นข้าก็ไม่จำเป็ต้องขี่ม้าออกรบส่วนในสนามรบก็เอาม้าให้คนอื่นที่มีความเร็วน้อยกว่าข้านี่ก็คือการใช้ม้าอย่างคุ้มค่า ใต้เท้า ถึงแม้แคว้นเยี่ยนจะไม่ขาดแคลนม้าศึกแต่ก็ไม่ได้มีม้าสำหรับทหารทุกคน ฉะนั้นทหารที่ขาดม้ามักจะมีห้าหมื่นคนโดยประมาณหากนำม้าไปให้คนที่ไม่้ามัน นี่ไม่ใช่การสิ้นเปลืองหรอกหรือ?”
คำพูดของฉางฮวันถูกกลืนกลับเข้าไปในท้องอีกครั้งเพราะเขาไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี จากนั้นจึงโบกมือส่ง ๆ “ลงไป!”
อันเจิงยกมือคารวะ “รับทราบ”
เขาเดินออกจากสนามทดสอบด้วยท่าทางไม่ต่างไปจากกู่เชียนเยว่ เขาเอามือไขว้หลังเดินออกไปอย่างได้ใจ
ไกลออกไป ผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆเลือกม้าของตัวเอง จากนั้นก็เริ่มขึ้นไปทดสอบขี่ม้ายิงธนู แต่ละคนดูคึกคะนองมากั้แ่รู้ว่าอันเจิงขี่ม้าไม่เป็ พวกเขาก็รู้สึกราวกับตนมีบางอย่างที่เหนือกว่าอันเจิงแล้วฉะนั้นทุกคนจึงแสดงความสามารถออกมาอย่างเต็มที่
อันเจิงรู้สึกเบื่อหน่าย เขานั่งด้านข้างแล้วมองการทดสอบของคนอื่น
ทันใดนั้น อันเจิงก็มองเห็นร่างคุ้นตาวิ่งผ่านไปอย่างเดียวดายในมือยังอุ้มกล่องอะไรบางอย่าง
สีหน้าอันเจิงเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง เขาลุกขึ้นตามไป
นั่นคือซางโหยว นางยังสวมชุดไว้ทุกข์สีขาวอยู่เลย
เมื่อเห็นอันเจิง ซางโหยวจึงตั้งใจเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้นแต่ก็ถูกอันเจิงขวางไว้อยู่ดี
“เกิดอะไรขึ้น?” อันเจิงถาม
ซางโหยวยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่มีอะไร”
อันเจิงก้มหน้ามองกล่องที่นางอุ้มอยู่ เห็นว่าในนั้นมีแท่นฝนหมึกพู่กัน ใบพัด และหม้อชาที่ทำมาจากไม้ นอกจากนี้ยังมีสมุดที่ราวกับเป็สมุดบันทึกอีกด้วย
“เป็อะไรไป?” อันเจิงถามขึ้นอีกครั้ง
สุดท้ายซางโหยวก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่น้ำตานางไหลลงตามใบหน้า เดิมทีนางเป็คนที่มีนิสัยร่าเริงแต่ตอนนี้กลับกลายเป็หญิงสาวที่อ่อนแอขนาดนี้ “พวกเขา...พวกเขาให้ข้ารีบเก็บของของท่านปู่ออกไปให้หมดเพราะตอนนี้ห้องนั้นไม่ใช่ของท่านปู่แล้ว แต่เป็ของเหยียนชวี่เ้าสำนักคนใหม่ต่างหากเมื่อข้าไปถึงของทุกอย่างก็ถูกรื้อค้น ข้าหาเจอเพียงของพวกนี้ นอกนั้นถูกพวกเขาเอาไปหมดแล้ว”
อันเจิงถอนหายใจจากนั้นก็ถามขึ้น“เอาไปที่ไหน?”
ซางโหยวส่ายหน้า “เอาไปไว้ในรถม้าหมดแล้วข้าก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเอาไปที่ไหน”
อันเจิงตอบกลับแล้วลากแขนของซางโหยว“ไปกับข้า”
ซางโหยวที่กำลังมึนงงถูกอันเจิงลากออกไปอันเจิงเดินไปตามทางและถามไปเรื่อย ๆ ว่าเห็นรถม้าส่งของของสำนักวรยุทธ์ชางหรือไม่จากนั้นก็พาซางโหยวตามไป
เมื่อถึงซอยเล็กด้านหลังสำนักวรยุทธ์ชางจึงเห็นคนในสำนักกำลังจอดรถม้าและพูดคุยกันอยู่
“ของไอ้แก่นี่มีแต่ของเก่า ๆ ทั้งนั้นเลยโธ่เอ๊ย...ไม่มีของดีเลยสักชิ้น”
“นั่นสิ ยังมีหน้ามาเป็เ้าสำนักอีก ของมีค่าสักชิ้นยังไม่มี”
“ของเก่า ๆ พวกนี้เดี๋ยวเราก็เอามันไปทิ้งเถอะ หากรู้แต่แรกว่าไม่มีของมีค่าเลย คงไม่ห้ามนางเด็กนั่นไม่ให้มาดู”
“นั่นแหละ เสียเวลาจริง ๆ”
พวกเขาหลายคนคุยเรื่อยเปื่อยกันอยู่ในรถม้าส่วนเสื้อผ้าของซางไห่จิงก็ถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย ตำรามากมายก็ถูกโยนทิ้งไว้ด้านข้าง
คนในรถม้าค้นเจอกล่องไม้ใบหนึ่งเมื่อเปิดดูด้านในราวกับมีของมีค่าอะไรบางอย่าง ขนาดใหญ่ประมาณฝ่ามือถึงแม้จะมีฝุ่นปกคลุมหนาแน่นแต่กลับเห็นแสงส่องประกายออกมาเขาไม่กล้าให้คนอื่นเห็นจึงตั้งใจจะโยนกล่องทิ้งออกไปจากนั้นค่อยหาเวลาออกมาเก็บคนเดียว แต่เมื่อเขากำลังจะโยนออกไปกลับมีคนดึงกล่องไปทันที
คนคนนั้นเพิ่งจะเริ่มด่าทว่าหันมาเจอแววตาที่เหี้ยมโหดและเย็นะเืของอันเจิงก่อน
“เอ่อ...”
เขาใอย่างมากจากนั้นก็ถอยไปด้านหลัง“เ้า...เ้ามาทำไม”
อันเจิงหยิบกล่องไม้ยื่นให้ซางโหยวแล้วเดินไปด้านหน้า“ของพวกนี้ เหยียนชวี่ให้พวกเ้านำไปส่งที่บ้านเ้าสำนักซางใช่หรือไม่?”
พวกเขาต่างหวาดกลัวอันเจิงเพราะลือกันว่าอันเจิงไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน แม้กระทั่งคนในสำนักวรยุทธ์ชางก็เคยถูกซ้อมมาแล้วฉะนั้นคงไม่ปล่อยพวกเขาไปแน่
“ใช่หรือไม่ใช่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเ้า?”
เขาถามอันเจิงกลับจากนั้นก็หันไปบอกเพื่อนข้าง ๆ “รีบไปจากที่นี่กันเถอะ”
ชายอีกคนสั่งให้ม้าเดิน ทว่าอันเจิงกลับดึงบังเหียนไว้จากนั้นก็ออกแรงแขนอีกข้างซัดร่างของคนบังคับม้าให้ลงมานอนอยู่ที่พื้น รถม้าที่เพิ่งเริ่มเคลื่อนที่หยุดลงทันที
ใช้มือเพียงข้างเดียวก็สามารถหยุดรถม้าได้ในแววตาของอันเจิงประกายความอำมหิตออกมา “ให้ข้าเดานะต่อให้เหยียนชวี่จะทำตัวแย่ขนาดไหนก็คงไม่ขโมยของมีค่าของคนตายแบบนี้หรอกเขาต้องให้พวกเ้าส่งไปที่จวนเ้าสำนักซางส่วนพวกเ้าก็รู้สึกว่าเ้าสำนักซางตายแล้ว บุตรชายเขาก็ไม่เก่งการต่อสู้ มีเพียงความรู้ด้านตำราเท่านั้นฉะนั้นพวกเ้าถึงได้กล้าเอาของพวกนี้ออกมาที่นี่ คิดจะหาของมีค่าเก็บไว้ ของอื่น ๆก็โยนทิ้งไปเสียอย่างงั้นสินะ?”
หนึ่งในนั้นสีหน้าเปลี่ยนไปทันที“เ้า...จะสนทำไม เื่พวกนี้ไม่เกี่ยวกับเ้า”
“ใช่ เื่นี้ไม่เกี่ยวกับข้าแต่ข้าชอบยุ่งเื่ชาวบ้าน”
เขายื่นมือไปลากคนบนรถม้าลงมาทันที ร่างของเขากองอยู่บนพื้นอันเจิงเตะเข้าไปสี่ครั้งอย่างต่อเนื่อง กระดูกของเขาถูกเตะจนแตกหักทั้งหมด
“คิดขโมยของของคนตายเป็คนไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี พวกเ้าไม่ถือว่าเป็คนแล้ว”
อันเจิงอัดเขาไปคนหนึ่งและไม่รีรอให้คนอื่นๆ ตั้งตัวก็เข้าไปจัดการทีละคน จากนั้นก็นำพวกเขาไปมัดไว้กับต้นไม้และหักกิ่งไม้ลงมาเขาเอามือรูดใบออกทั้งหมดจากนั้นก็เริ่มฟาดลงไปที่ร่างคนเ่าั้ กิ่งไม้ถูกฟาดจนหักกิ่งแล้วกิ่งเล่าเดิมทีพวกเขายังด่าทออันเจิง แต่พอโดนตีไปสักพักพวกเขาก็เริ่มร้องขอชีวิต ต่อมาก็ร้องไห้ขอความช่วยเหลือจนสุดท้ายต่างก็ทำได้เพียงครางออกมาอย่างเ็ป
อันเจิงตีพวกเขาจนหมดสภาพขณะนี้คนรอบข้างก็เริ่มเข้ามามุงดูมากขึ้นเรื่อย ๆ
จุดที่เกิดเหตุห่างจากสำนักวรยุทธ์ชางไม่มากฉะนั้นคนในสำนักจึงมาถึงอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่เหยียนชวี่ขึ้นเป็เ้าสำนักแล้วเขาก็แต่งตั้งให้ฉางฮวันเป็รองเ้าสำนักเื่ทั่วไปในสำนักก็มอบให้ฉางฮวันเป็คนดูแล เมื่อได้ยินว่าอันเจิงทำร้ายคนหลังสำนักวรยุทธ์ชางเขาจึงะเิความโมโหและพาผู้ตรวจการออกมาหลายคน คนอื่น ๆ ที่ตามมาด้วยก็คือหวังไคไท่และชวี่ลวน
“เ้าทำอะไร!”ฉางฮวันเดินมาขวางหน้าอันเจิง จากนั้นก็ะโออกมา
อันเจิงวางกิ่งไม้ในมือจากนั้นก็สูดหายใจเข้าลึก “ไม่มีอะไร ข้าแค่ช่วยกู้ศักดิ์ศรีของสำนักวรยุทธ์ชางเท่านั้นเอง”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“รองเ้าสำนักถามคนพวกนี้เองเลยก็ได้ท่านใต้เท้ารู้จักคนพวกนี้หรือไม่”
ฉางฮวันมองไปที่คนเ่าั้ถึงแม้พวกเขาจะถูกซ้อมจนหน้าบวมปูด แต่ก็พอดูออกว่าเป็ข้ารับใช้ของเหยียนชวี่จากนั้นเขาก็มองไปที่รถม้า มองของที่หล่นกระจัดกระจาย และสุดท้ายก็มองซางโหยวความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้เขามีสีหน้าบูดบึ้งอย่างที่สุด
“เอาตัวไอ้พวกนี้กลับไป น่าขายหน้าสิ้นดี!”
ฉางฮวันะโออกมาเขารู้ว่าตัวเองจะทำให้เหยียนชวี่ขายหน้าไม่ได้เด็ดขาด “ท่านเ้าสำนักจะทำให้พวกเ้าเรียนรู้กฎในสำนักวรยุทธ์ชางเอง!”
ผู้ตรวจการสำนักเ่าั้เดินออกไปราวกับเสือและหมาป่าจากนั้นก็จับตัวคนพวกนั้นเดินกลับสำนัก ผู้คนรอบด้านต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันเสียงดังเพียงไม่นานคนของหน่วยฟางกู้ก็มาถึง แต่เมื่อเห็นว่าเป็เื่ภายในของหน่วยทหารพวกเขาจึงสอบถามเื่ราวเล็กน้อยพอเป็พิธี จากนั้นก็ขอตัวกลับไป
ฉางฮวันมองอันเจิงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นะเื“พวกเขาฝ่าฝืนกฎของสำนักวรยุทธ์ชางและยังทำลายชื่อเสียงของสำนักอีกด้วยเื่นี้ต้องให้สำนักวรยุทธ์ชางเป็คนจัดการเอง เ้ายังไม่ใช่นักเรียนในสำนักและต่อให้เ้าจะเป็นักเรียนในสำนักแล้วก็ตาม เ้าก็ไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนพวกเขา”
อันเจิงยักไหล่เบา ๆ“ข้าไม่ได้สั่งสอนพวกเขานี่ ข้าแค่...แค่ท้าพวกเขาประลองเท่านั้นเองจากนั้นก็ชนะพวกเขาทีละคน ๆ เท่านั้น”
ฉางฮวันพูดไม่ออก “เ้ามีพลังวัตรแต่กลับท้าประลองกับคนไร้สมองพวกนี้น่ะรึ?”
อันเจิงยียวนตอบกลับ “ทำไมกัน ข้าก็แค่ชอบท้าประลองกับคนที่ด้อยกว่าข้ามีปัญหาอะไรหรือไม่?”
ฉางฮวันโมโหหนัก “จับตัวมันกลับไปด้วย!”
หวังไคไท่เดินมาด้านหน้า “รองเ้าสำนักเ้าจัดการแบบนี้เกินไปหน่อยหรือไม่ อันเจิงยังไม่ใช่คนของสำนักวรยุทธ์ชาง แต่เขามีตำแหน่งเป็คนของหน่วยทหารเื่นี้ต้องให้หน่วยทหารจัดการถึงจะถูก”
เขาโบกมือ “อันเจิงต้องไปกับข้าหากมีปัญหาก็เรียกเ้าสำนักเหยียนชวี่มาคุยกับข้าเองละกัน”
