เ้าลูกหมาป่าเสี่ยวลวี่ เมื่อเห็นเ้างูั์ก็ร้องเสียงหลง วิ่งไปหยุดข้างกายเ้ามืด
ม้าตัวอื่นหากต้องเดินขึ้นเขาเช่นนี้ เกรงว่าคงได้เหนื่อยจนขาดใจไปแล้ว
ทว่าเ้ามืดกลับยังดูกระปรี้กระเปร่าดังเดิม
ถึงกระนั้นวันปกติมันกับเ้าลูกหมาป่าก็ไม่ได้นับว่าสมัครสมานกันนัก
เ้าลูกหมาป่าซุกซนเกินไป ทั้งยังเอาแต่แหย่เ้ามืดเล่น เ้ามืดแทบจะทนไม่ไหวกระทืบขาคู่ใส่มันอยู่หลายครั้ง แต่ก็กลัวว่าหากมันได้รับาเ็ขึ้นมาจะพลอยทำให้เ้านายไม่สบายใจ จึงได้แต่อดทนไว้ตลอดมา
วันนี้เมื่อเห็นว่าเ้าลูกหมาป่าที่เอาแต่กวนประสาทวิ่งเข้ามาเบียดกีบเท้ามันพร้อมกับร่างที่สั่นเทาเช่นนี้ ก็รู้สึกเบิกบานใจนัก
เสี่ยวลวี่ยังยกหัวโตๆ ของมันขึ้นพร้อมร้องครางหงิงๆ
ภายในเรือน เฉินโย่วยังคงกอดแม่นางงูขาว ของขวัญที่ได้จากาเล็กๆ ของตนไว้แน่น
คนอื่นๆ ล้วนแต่อยู่ในอาการสับสน
เมื่อแม่นางหลัวตั้งใจมองจึงเพิ่งจะพบว่า เฉินโย่วไม่เพียงแต่ใช้มือจับกุมเ้างูไว้ นางยังใช้แส้สีฟ้าของตนรัดหัวมันไว้อีก
ดังนั้นเ้างูั์ตัวนี้จึงได้แต่ดิ้นขลุกขลัก
ท่านราชครูได้แต่ทำหน้านิ่ว
เขาเองก็ไม่รู้ว่าเชือกเส้นนั้นของตนจะมหัศจรรย์ถึงเพียงนี้ ทว่าก็คงเป็เพราะพละกำลังขององค์หญิงใหญ่ที่ไม่เกรงฟ้ากลัวดิน
ทว่าเมื่อมองเ้างูเหลือมที่โดนกดไว้จนแน่นิ่งอยู่กับพื้น ก็รู้สึกเข็ดฟันขึ้นมา
เด็กชายร่างอ้วนแค่แรกเห็นก็ใเสียจนแทบลมจับ ทว่าเพียงครู่เดียวก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว กระทั่งขันทีชราจะจับร่างอ้วนเอาไว้ก็จับไม่อยู่ ร่างนั้นพุ่งมาข้างหน้า เพราะอยากเห็นเ้าตัวที่พี่โย่วจับได้ชัดๆ
ทว่าอาลู่กลับรวดเร็วกว่าเด็กชายไปก้าวหนึ่ง
อาลู่พุ่งตัวเข้าไปราวกับโบยบิน ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ง้างปากเ้างูออก
ในมือถือมีดด้ามหนึ่ง ก่อนจะคว้านฟันซี่โตของเ้างูออกมา
คนจากหมู่บ้านไป๋กู่เมื่อมองท่าทีของสองพี่น้องก็รู้สึกเสียวฟันขึ้นมา ช่างเกิดมาเป็พี่น้องกันโดยแท้ ท่าทางเหมือนกันราวกับแกะ
คนหนึ่งกดหัวงูไว้ อีกคนก็ถอนฟันงู ท่าทางชวนให้คนประหลาดใจนัก
“ไม่มีพิษ เป็เพียงงูธรรมดาตัวหนึ่ง” มือของอาลู่ยกฟันซี่หนึ่งของเ้างูขึ้นมาแล้วเอ่ยขึ้น
ทุกคนมองฟันซี่นั้นที่ยังมีรอยเืติดมาด้วย เมื่อเห็นรากฟันของมันยาวเพียงใด ก็พลอยรู้สึกปากชาไปด้วย
แม้อาสวินจะทั้งรังเกียจทั้งกลัว ทว่าจิตใจแห่งความใฝ่รู้แข็งแกร่งยิ่งกว่า จึงได้ศึกษาฟันซี่นั้นในมือของพี่ลู่อยู่ครู่หนึ่ง ก็เห็นว่าฟันซี่นั้นเริ่มกลายเป็สีดำ หมายความว่าฟันซี่นี้คือฟันผุ
ไม่แปลกใจว่าเ้างูั์ที่เพิ่งจะโดนถอนฟันเหตุใดจึงได้มีท่าทีอ่อนโยนลง มันหุบปากลงราวกับงูเชื่องๆ ตัวหนึ่ง หางก็ไม่สะบัดไปมาเหมือนเช่นเคย
เมื่อเฉินโย่วได้ยินว่างูตัวนี้ไม่ใช่แม่นางงูขาว เป็เพียงงูธรรมดาตัวหนึ่ง ก็ลุกขึ้นจากหัวมันด้วยความเสียดาย
แล้วจึงแก้แส้ที่มัดปากมันไว้
ก็เห็นว่าเ้างูขาวค่อยๆ เลื้อยหายเข้าไปในเรือน ไม่รู้เช่นกันว่าหายไปแอบอยู่ในห้องใดของเรือน
ส่วนเสี่ยวอู่นึกเสียดายขึ้นมา เขานับถือฝีมือของพี่ลู่นัก ในใจจึงเกิดปณิธานขึ้นมาจนคิดอยากจะไปตามหางูพิษสักตัว ทว่ากลับถูกพี่ลู่เรียกตัวไว้ก่อน จึงได้แต่ตามเข้าไปจัดเรือนเหมือนกับคนอื่นๆ
เรือนหลังนี้ใหญ่โตนัก ดูจากภายนอกราวกับไม่มีการดูแลซ่อมแซมมาหลายปี ทว่าด้านในกลับยังดีอยู่ กระทั่งคานก็ยังไม่ผุพัง ไม้แต่ละท่อนทั้งหนักทั้งยังเป็สีแดง แค่ดูก็ย่อมรู้ว่าเป็ไม้เนื้อดี
ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าใครเป็คนสร้างเรือนนี้ จึงได้ใช้วัสดุดีถึงเพียงนี้
ทว่ากระเบื้องหินบนพื้น เป็เพราะมีต้นหญ้างอกอยู่จึงเด้งขึ้นมา ทว่าเสาไม้และผนังไม้ล้วนยังอยู่ในสภาพดี
กระทั่งลายสลักรูปดอกไม้บนเสาไม้ก็ยังราวกับมีชีวิตจริงๆ
ในเรือนก็ยังจัดวางข้าวของไว้อย่างดี ทุกห้องในเรือนก็บรรยากาศดีนัก
ตลอดทั้งเรือนล้วนแต่ปลอดโปร่ง
แม่นางหลัวเดินชมทั้งเรือนไปแล้วรอบหนึ่ง จากนั้นจึงจัดแจงแบ่งห้องให้เรียบร้อย แล้วจึงให้ทุกคนลงมือทำความสะอาด
นอกจากแม่นางหลัวที่มีสาวใช้เสี่ยวเถาคอยช่วยแล้ว คนอื่นๆ ล้วนแต่คุ้นชินกับการทำงานด้วยตนเอง
วันนี้เฉินโย่วไม่ได้เอาแต่เที่ยวเล่น แต่มาช่วยคนอื่นๆ ทำความสะอาดด้วยเช่นกัน
ทว่าระหว่างนั้นก็เอาแต่เล่นกันแม่นางงูขาวตัวนั้นราวกับว่านางกำลังเล่นซ่อนแอบอยู่
เ้างูตัวนั้นเมื่อโผล่หัวออกมาแล้ว ก็หดหัวกลับไปเช่นเดิม
เด็กชายเมื่อเห็นเช่นนั้นก็อยากช่วยทำงาน ทว่าบ่าวรับใช้ชรากลับปฏิเสธ ดังนั้นเขาจึงได้แต่วิ่งแจ้นไปช่วยพี่โย่วแทน
อาสวินรับหน้าที่จัดการหนังสือ อาลู่ทำความสะอาด ส่วนเสี่ยวอู่คอยขนย้ายข้าวของ
ทว่าทุกคนกลับรู้กันเป็นัยว่าจะต้องเว้นห้องไว้ให้นายท่านสามห้องหนึ่ง
เด็กหนุ่มตระกูลลู่ทั้งสามก็ได้ห้องแยกคนละห้องเช่นกัน
ห้องของเฉินโย่วอยู่ติดกับห้องของแม่นางหลัว
แม้จะอยู่ในเรือน ท่านราชครูก็ยังเข้มงวดนัก แม้จะมีแค่พวกเขาเท่านั้น เขาก็ยังให้ทุกคนปฏิบัติต่อเฉินโย่วราวกับว่านางเป็เด็กชายคนหนึ่ง
เฉินโย่วเดิมทีก็ซุกซนอยู่แล้วจึงไม่ได้ต่างอะไรจากเดิมมากนัก
ใต้เท้าเฉินเดิมทีเพราะคำนึงถึงคุณธรรม รู้สึกว่าควรจะมาส่งพวกเขาสักหน่อย ทว่ากลับไม่คาดคิดว่าเหล่าศิษย์ของเขาจะเว้นห้องไว้ให้เขาห้องหนึ่งเช่นนี้ ทั้งยังตั้งใจช่วยกันทำความสะอาดให้อย่างดีจนเขารู้สึกเกรงใจขึ้นมา ทว่าทิวทัศน์จากห้องนี้สามารถมองเห็นทะเลสาบขนาดใหญ่ได้ ดูตระการตานัก
รอจนทำความสะอาดเรือนกันเรียบร้อย เหล่าปาก็อาสาลงครัวเอง ในครัวจึงเริ่มมีแสงไฟวูบวาบพร้อมกับควันที่ลอยขึ้นมาเป็ระยะ
ูเาลูกนี้ที่เคยเงียบงันมานานหลายปี ในที่สุดก็มีเงาของผู้คนปรากฏขึ้นเสียที
ยามสายัณห์มาเยือน นกก็พากันบินกลับรัง ดวงอาทิตย์ก็ค่อยๆ ลับไป
ูเาหลงยวนยามนี้ม่านหมอกล้วนสลายหายไปแล้ว ทิวทัศน์รอบกายล้วนแต่เห็นได้ชัดเจน
เดิมทีสำนักเชินตั้งอยู่ตรงข้ามตีนเขาหลงยวนลูกนี้
ทั้งยังมีวัดเทียนเหรินที่ก็อยู่ด้านล่างนี้เช่นกัน
มองจากตรงนี้กระทั่งูเาลูกเล็กที่ตั้งอยู่ข้างวัดเทียนเหรินที่ส่องประกายระยิบระยับ บนูเาลูกเล็กยังมีวัดเล็กๆ ซ่อนอยู่
บนูเาลูกนี้ยังมีทะเลสาบอยู่อีกแห่งหนึ่ง
ทะเลทรายแห่งนี้ไม่รู้ว่ามีความลึกเท่าใด น้ำตกที่กลางูเาแห่งนั้นก็มาจากน้ำในทะเลสาบที่ไหลลงมา
ทว่าก็ไม่รู้เช่นกันว่าน้ำในทะเลสาบนี้มาจากที่ใด
กลางทะเลสาบมีเกาะที่มีต้นไม้โบราณมากมาย ใต้ต้นไม้ยังมีูเาก้อนกลมๆ อีกนับไม่ถ้วน
แสงอัสดงตกกระทบลงบนหินเ่าั้พอดี มองจากไกลๆ ก็ดูเหมือนว่าใต้ต้นไม้โบราณเหล่านี้มีไข่สีแดงตั้งอยู่ น่ามองนัก
เฉินโย่วและเด็กชายร่างอ้วนนั่งอยู่ข้างทะเลสาบ มองอาทิตย์อัสดงและผืนน้ำก็รู้สึกว่างามตา
คนอื่นๆ เมื่อมองเห็นภาพนี้ ก็รู้สึกว่าช่างงดงามจนต้องทอดถอนใจ
จากนั้นจึงได้ยินเฉินโย่วถอนหายใจเสียงดัง “ที่แท้ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า อ่านตำราหมื่นเล่ม ไม่สู้ออกเดินทางหมื่นลี้ ที่แท้บรรยากาศของมันก็เป็เช่นนี้”
ท่านราชครูได้ยินแล้วก็ปลื้มอกปลื้มใจ องค์หญิงใหญ่นับวันก็ยิ่งรู้ความ
ต่อมาจึงได้ยินเฉินโย่วกล่าวต่ออีกว่า “ก้อนหินพวกนั้นยามที่แสงตะวันส่องกระทบดูแล้วคล้ายกับไข่ัจริงๆ หากเอาไปย่างก็คงกินได้ ยิ่งถ้าได้โรยเกลือสักหน่อยคงอร่อยเหาะอย่าบอกใคร”
ทันใดข้างกายของเด็กหญิงก็มีเสียง “โครกคราก” ดังขึ้น
เ้าเด็กอ้วนเสี่ยวซีหิวแล้ว
ใบหน้าอ้วนๆ ยามต้องแสงตะวันก็แดงเรื่อขึ้นมา ไม่รู้ว่าใบหน้าแดงด้วยตัวเอง หรือแดงเพราะแดดส่อง
เด็กชายค่อยๆ พูดขึ้นเสียงเบา “พี่โย่ว ข้าหิวแล้ว เราไปกินข้าวกันเถอะ”
ประจวบเหมาะกับเสียงของเหล่าปาที่ดังตะเบ็งขึ้นมา
“กินข้าวได้แล้ว”
ราวกับได้กลับไปอยู่ในหมู่บ้านไป๋กู่ก็ไม่ปาน
ทุกคนกลับมารวมตัวกันที่เรือน
แล้วลงมือกินข้าวพร้อมกัน
ใต้เท้าเฉินเมื่อกินข้าวเสร็จ ก็ให้อาลู่คอยคุ้มกันเดินลงจากเขา
แม้จะยกห้องให้เขาแล้วห้องหนึ่ง ทว่าหากจะอยู่ที่นี่จริงๆ ก็ดูจะไม่เหมาะสมเท่าใด
เมื่อกินข้าวเสร็จแล้ว ทุกคนที่วุ่นวายกันมาตลอดวัน ไม่นานก็พากันเข้านอน
ห้องของเฉินโย่วค่อนข้างใหญ่ แม้จะมีเ้ามืดอยู่ด้านหลังเรือน ทั้งยังมีเ้าลูกหมาป่าอยู่ด้วยกัน นางก็ยังหลับไม่ค่อยสบายนัก
ทว่าวันนี้นางรู้สึกอ่อนล้าเหลือเกิน ไม่นานนักจึงผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว
เด็กหญิงเมื่อเข้าสู่ห้วงนิทราแล้วก็ฝันขึ้นมา
ในฝันเฉินโย่วเห็นตัวเองกำลังจับแม่นางงูขาวตัวนั้นไว้ นางกำลังนั่งทับอยู่บนร่างสีขาว ทว่าอยู่ดีๆ ก็พลันลอยขึ้นฟ้า บินขึ้นไปสูงเหลือเกิน มองลงมาก็เห็นเมืองหลวงอย่างชัดเจน
เพียงแต่ร่างของแม่นางงูขาวยิ่งนานก็ยิ่งรุ่มร้อนเฉินโย่วรู้สึกอึดอัด
เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นว่าบนเตียงของนางมีเ้าเด็กอ้วนเพิ่มขึ้นมา
จึงได้ยกเท้าขึ้นถีบร่างอ้วนๆ กระเด็นตกจากเตียงไป
เ้าของร่างอ้วนเมื่อลงไปกองอยู่กับพื้น ก็ทำตาปรืออย่างขี้เซา
“พี่โย่ว”
“เ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
เด็กชายจึงตอบด้วยท่าทางน่าเวทนา “ข้านอนคนเดียวแล้วรู้สึกหวาดกลัวนัก ข้ากลัวว่าแม่นางงูขาวจะมาหาข้า”
เฉินโย่วยังจำที่น้าหลัวบอกว่านางโตแล้วได้ แม้แต่เหล่าพี่ชายก็ห้ามนอนเตียงเดียวกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเ้าเด็กอ้วนคนนี้
ทว่าเมื่อเห็นร่างอ้วนๆ กลิ้งหลุนๆ ลงไป จึงกล่าวขึ้นว่า “นอนบนพื้น ห้ามขึ้นมาบนนี้”
เด็กชายพยักหน้าตกลง ไม่ต้องให้เฉินโย่วพูดอีก ก็รีบพลิกกายนอนต่อทันที
ร่างอ้วนนอนหลับลงบนพรมที่แบกมาเอง เพียงครู่เดียวก็ส่งเสียง “ครอกๆ” ขึ้นมา
เด็กชายตัวอวบอ้วนนอนกรนเสียงดังสนั่น
