~ ณ สมาคมการแพทย์เขตหยวน ~
หลี่ชิงหยุนเข้าสู่สมาคมการแพทย์โดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น เขาตรงไปที่แผนกธุรกิจและได้พบเข้ากับหยวนหลินพนักงานสาวชุดแดงซึ่งเป็หลานสาวของหยวนชาง
หยวนหลินสังเกตเห็นชายที่สวมหมวกไม้ไผ่ขนาดใหญ่เดินตรงมา ด้วยความสงสัยนางจึงถามว่า "ท่านชายผู้นี้ ้าทำธุรกิจประเภทใด?"
หลี่ชิงหยุนถอดหมวกไม้ไผ่สานที่ปกปิดใบหน้าของเขาออก เผยให้เห็นใบหน้าที่อ่อนเยาว์และหล่อเหลา "พี่สาวหลิน ไม่ได้เจอกันนาน"
หยวนหลินที่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของชายสวมหมวกไม้ไผ่สานก็แปลกใจเล็กน้อย ไม่นานนางปิดปากหัวเราะเบาๆอย่างมีเสน่ห์ "ที่แท้ก็นายน้อยหลี่"
หยวนหลินจำใบหน้าของหลี่ชิงหยุนได้เป็อย่างดี เนื่องจากหลี่ชิงหยุนเป็ผู้าุโรับเชิญของสมาคมการแพทย์อยู่แล้ว
จากนั้นหยวนหลินจึงถาม "นายน้อยหลี่มาตามหาผู้นำหลี่ใช่หรือไม่?"
หลี่ชิงหยุนพยักหน้าตอบกลับ พร้อมเก็บหมวกไม้ไผ่เข้าแหวนเก็บของ "พี่สาว ท่านพ่อของข้าพักอาศัยอยู่ที่ใด?"
หยวนหลินยิ้มและโบกมือ "นายน้อยหลี่ ตามข้ามา"
จากนั้นหยวนหลินได้นำทางหลี่ชิงหยุนไปที่อาคารส่วนตัวของหยวนชางซึ่งเป็ที่ที่ตระกูลหลี่และตระกูลนาหลันอาศัยอยู่
เนื่องจากตระกูลหลี่และตระกูลนาหลันอาจจะตกเป็เป้าหมายของสองตระกูลขุนนางได้ตลอดเวลา บรรพบุรุษหยวนเหลียงจึงมีการร่ายข้อจำกัดบางส่วนเอาไว้เพื่อปกปิดการปรากฏตัวของพวกเขาจากสายตาของฝูงชน หากไม่มีอักษรรูนพิเศษที่ใช้เปิดข้อจำกัดก็ไม่สามารถทำลายข้อจำกัดที่เขาร่ายไว้ได้
แน่นอนว่าหากไม่มีผู้ฝึกฝนระดับลมปราณลึกซึ้งมาเห็นข้อจำกัดก็ไม่สามารถหาตำแหน่งได้เช่นกัน
เมื่อทั้งหลี่ชิงหยุนและหยวนหลินมาถึงหน้าอาคารขนาดใหญ่ ม่านกั้นสีขาวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของทั้งสองคนซึ่งครอบคลุมอาณาเขตของอาคารส่วนลึกด้านหลังไว้ทั้งหมด
แม้ว่าหลี่ชิงหยุนจะอยู่เพียงแค่ระดับลมปราณโลกแต่เขาก็สามารถััได้ถึงข้อจำกัดนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น เนื่องจากการไหลเวียนพลังงานแห่งธรรมชาติ ณ ที่แห่งนี้ดูแตกต่างจากทั่วไป หลี่ชิงหยุนมีประสาทััที่ไวต่อพลังงานประเภทนี้อยู่แล้ว
ทันใดนั้นหยวนหลินด้านข้างของหลี่ชิงหยุนก็หยุดชะงักอย่างไม่ทราบสาเหตุ นางมองไปที่ม่านกั้นพร้อมกับสะบัดข้อมือเบาๆ
วินาทีเดียวกันนั้นอักษรรูนสีทองขนาดใหญ่ที่ส่องสว่างก็ปรากฏขึ้นจากปลายนิ้วของนาง
"ไป!" หยวนหลินสะบัดอักษรรูนทั้งสามตัวประทับเข้ากับข้อจำกัดอาณาเขตป้องกันของบรรพบุรุษหยวนเหลียง
"หว่อง!"
ทันใดนั้นข้อจำกัดที่เป็ม่านบางๆรอบอาคารก็ปรากฏช่องทางและภาพทางเดินเข้าสู่ด้านในของอาคารขึ้นตรงหน้าของหลี่ชิงหยุน
หยวนหลินซึ่งเป็หลานสาวของหยวนชางผู้นี้สามารถเปิดข้อจำกัดได้อย่างง่ายดาย ทิ้งให้หลี่ชิงหยุนยืนอ้าปากค้างอย่างมึนงง
หลี่ชิงหยุนที่เห็นเช่นนั้นก็จำต้องถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "พี่สาว ท่านอยู่ที่ระดับลมปราณฟ้าแล้วหรือ?"
หยวนหลินสังเกตเห็นสีหน้าสงสัยของหลี่ชิงหยุน แต่นางกลับหัวเราะเจื่อนๆ "ไม่จำเป็ต้องใส่ใจ ก็แค่กลยุทธ์เล็กน้อยเท่านั้น"
หยวนหลินหันหลังกลับจากไปทิ้งให้หลี่ชิงหยุนยืนมึนงงราวไก่ไม้
หลี่ชิงหยุนเองก็ไม่คาดคิดว่าหยวนหลินพนักงานสาวผู้นี้เป็ถึงผู้ฝึกฝนระดับลมปราณฟ้า ผู้ฝึกฝนระดับลมปราณฟ้านั้นเทียบเท่ากับผู้าุโและนายน้อยของตระกูลขุนนางอย่างแท้จริง
แม้แต่ตระกูลขุนนางแต่ละตระกูลเองก็ยังไม่มีผู้ฝึกฝนระดับลมปราณฟ้าเกินยี่สิบคนด้วยซ้ำ
[อาณาจักรเซวียนช่างมีัและเสือหมอบซ่อนอยู่เป็จำนวนมากจริงๆ]
ไม่น่าแปลกใจนั่นเป็เพราะเขตหยวนเองก็มีชื่อเสียงมาเนิ่นนาน หากไม่มีอัจฉริยะรุ่นเยาว์นั่นคงจะแปลก
หลี่ชิงหยุนเปลี่ยนความสนใจ เขาจึงปลดปล่อยนาหลันเสี่ยวฉีออกมาจากเจดีย์ปฐมกาลทันที
"อาหยุน ที่นี่คือ?" เมื่อนาหลันเสี่ยวฉีออกมาจากเจดีย์ปฐมกาล นางจึงมองไปรอบๆด้วยความสนใจ นั่นเป็เพราะนาหลันเสี่ยวฉีเองก็อยู่แต่ที่พักเท่านั้น นางแทบจะไม่เคยออกมานอกจากที่พักเลย
หลี่ชิงหยุนจับมือนาหลันเสี่ยวฉีและเข้าสู่ทางเดินด้วยกัน "ไปกันเถอะ ท่านพ่อและท่านลุงอาศัยอยู่ที่นี่"
ทั้งสองคนจับมือเดินเข้าสู่ส่วนลึกของอาคาร
"ท่านพ่อ"
ทันใดนั้นเสียงของนาหลันเสี่ยวฉีดังขึ้น เมื่อนางเห็นนาหลันจ้านที่กำลังฝึกฝนให้กับสมาชิกทั้งสองตระกูลในระยะไกล
นาหลันจ้านที่ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยก็สะดุ้งพรวด พร้อมกับหันไปยังทิศทางของเสียงและพบเข้ากับลูกสาวของเขากำลังวิ่งตรงมาที่เขาด้วยใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตา
"ท่านพ่อ" นาหลันเสี่ยวฉีพูดด้วยเสียงสั่น นางวิ่งเข้าโผกอดนาหลันจ้านด้วยความคิดถึง
เมื่อเห็นว่าเป็ลูกสาวของเขามาอยู่ที่นี่ สีหน้าของนาหลันจ้านแต่งแต้มไปด้วยความสุขพลางลูบหัวของลูกสาวอย่างอ่อนโยน "เสี่ยวฉี เป็เ้าจริงๆ"
หลี่ชิงหยุนยิ้มยิ้มอย่างช่วยไม่ได้หลังจากเห็นทั้งสองคน เขาเดินผ่านไปโดยไม่รบกวนความสุขของการพบเจอระหว่างสองพ่อลูก
"นายน้อย" ฝูงชนตระกูลหลี่และตระกูลนาหลันต่างก้มหน้าทำความเคารพแก่หลี่ชิงหยุนและนาหลันเสี่ยวฉีที่เพิ่งผ่านเข้ามา
หลี่ชิงหยุนมองไปที่สมาชิกทั้งสองตระกูลครู่หนึ่งอย่างสนใจ พร้อมเดินตรงไปที่กลุ่มพวกเขา ด้วยการกวาดสายตามองและพยักหน้าอย่างชมเชย "พวกเ้าทุกคนทำได้ดีมาก ระดับการบ่มเพาะเองก็พัฒนาได้เร็วกว่าปกติ อีกทั้งไม่กระทบต่อรากฐานอีกด้วย ด้วยอัตราการพัฒนาเช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอีกไม่นานความแข็งแกร่งโดยรวมของสองตระกูลจะเทียบเท่าได้กับตระกูลรองอย่างแน่นอน"
เขาสามารถมองเห็นผ้าพันแผลและกล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหนาของพวกเขาทั้งหมดเป็อย่างดี หลี่ชิงหยุนเข้าใจได้ว่าพวกเขาต้องผ่าน่เวลาที่ยากลำบากมามากมาย
หากหลี่ชิงหยุนไม่ช่วยสนับสนุนทางจิตใจพวกเขาเล็กน้อย พวกเขาอาจจะถอดใจและยอมแพ้ที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งได้
ด้วยตอนนี้ที่หลี่ชิงหยุนแทบจะเป็เสาหลักของสองตระกูล เขาจำเป็ต้องนำทางพวกเขาทั้งหมดไปให้ถูกทาง
"นายน้อย หากไม่มีท่านเราคงไม่คิดไม่ฝันว่าจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้เช่นกัน" ทันใดนั้นหลี่หานเฟิงผู้าุโลำดับที่หนึ่งก็เดินออกมาหน้าแถวและพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น
หลี่หานเฟิงได้ก้าวเข้าสู่ระดับลมปราณโลกอย่างเป็ทางการเมื่อไม่นานมานี้ ด้วยผลจากการฝึกฝนสุดหฤโหดและทักษะที่หลี่ชิงหยุนส่งต่อมาให้พวกเขา ไม่ต้องสงสัยเลยว่ารากฐานการฝึกฝนของเขามั่นคงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
สมาชิกทั้งสองตระกูลส่วนใหญ่เข้าสู่ระดับลมปราณหยกแล้ว มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังติดอยู่ที่ระดับลมปราณทอง
ฝูงชนทั้งสองตระกูลก็พยักหน้าเห็นด้วยเช่นกัน พวกเขาทั้งหมดมองไปที่หลี่ชิงหยุนด้วยสายตาที่เลื่อมใสและเคารพบูชา
ทั้งสองตระกูลยังคงจำเหตุการณ์ในวันนั้นที่หลี่ชิงหยุนสังหารหงหลิงในที่พักของตระกูลหลี่ได้อย่างเต็มสองตา ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมาไม่มีผู้ใดกล้าดูถูกหลี่ชิงหยุนนายน้อยหน้าหยกผู้นี้อีกต่อไป แม้ว่าในอดีตหลี่ชิงหยุนจะมีน้ำใจแต่เขาก็ยังอ่อนแอเกินไป ด้วยระดับการฝึกฝนแค่ระดับรวบรวมลมปราณเท่านั้น
และยังคงมีบางคนไม่พอใจที่หลี่ชิงหยุนเป็ต้นเหตุลากทั้งสองตระกูลเข้าไปพัวพันกับสองตระกูลมหาอำนาจอย่างตระกูลหงและตระกูลเล่ย
แต่ภายในเวลาแค่ไม่ถึงเดือน นายน้อยของพวกเขากลับกลายเป็ผู้แข็งแกร่งเกินกว่าอายุของเยาวชนทั่วไป และสามารถสังหารปรมาจารย์ระดับลมปราณฟ้าได้ด้วยซ้ำ!
ตำแหน่งของหลี่ชิงหยุนในจิตใจของสมาชิกของสองตระกูลนั้นเทียบเท่าหรือเหนือกว่าหลี่หยุนเฟิงที่เป็ผู้นำตระกูลไปเสียแล้ว
หลี่ชิงหยุนที่ได้ยินหลี่หานเฟิงก็พยักหน้าเบาๆอย่างพึงพอใจ "แม้ว่าระดับของพวกเ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจไป ในอนาคตยังคงมีพายุขนาดใหญ่ที่พวกเรายังต้องเผชิญอยู่ นั่นคือตระกูลเล่ยและตระกูลหง! พวกเ้าอย่าเพิ่งคิดว่าพวกเ้าแข็งแกร่งพอแล้ว นั่นเป็เพราะเ้าแค่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อก่อนเท่านั้น หากในอดีตเ้าเป็มด แต่ตอนนี้เ้าเป็เพียงแค่าามดเท่านั้น"
เมื่อฝูงชนได้ยินคำพูดของหลี่ชิงหยุน บางคนก็มีสีหน้าที่น่าเกลียดในทันที หลี่ชิงหยุนได้ระงับไฟแห่งความตื่นเต้นของพวกเขาเสียสนิท
แต่หลี่ชิงหยุนไม่สนใจ พร้อมกับพูดต่ออย่างจริงจัง "ถ้าหากพวกเ้า้าชื่อเสียงและความเคารพจากผู้คน พวกเ้าจำเป็ต้องพยายามแข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่านี้! แค่นี้ยังไม่เพียงพอสำหรับการอยู่รอดในเมืองหลวง!"
"พวกเ้า้าความแข็งแกร่งหรือไม่? พวกเ้า้าความเคารพจากผู้อื่นหรือไม่? พวกเ้าลองถามใจตัวเองดู!" เสียงของหลี่ชิงหยุนมีความหนักแน่นและคล้ายกับมนต์สะกดทำให้ฝูงชนนิ่งเงียบ
หลังจากที่ทั้งสองตระกูลได้ยินเช่นนั้น พวกเขาทั้งหมดก้มหน้าลง ตามมาด้วยสีหน้าที่ครุ่นคิด
พวกเขาเข้าใจในสิ่งที่หลี่ชิงหยุน้าจะสื่ออย่างแน่นอน
ผู้ใดเล่าจะไม่้าความแข็งแกร่ง? ผู้ใดเล่าจะไม่้าการเคารพนับถือ? คำพูดนี้จะช่วยเป็แรงผลักดันให้กับพวกเขาได้มาก!
ในโลกที่โหดร้ายนี้ แม้ว่าเงินจะมีความสำคัญมาก แต่หากไม่มีความแข็งแกร่งที่เพียงพอ ก็ไม่สามารถปกป้องเงินของตนได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือความแข็งแกร่งและอำนาจสัมบูรณ์เท่านั้น!
เวลาต่อมาดวงตาของสมาชิกทั้งสองตระกูลลุกโชนด้วยความปรารถนาที่อยากจะแข็งแกร่งอย่างแรงกล้า สิ่งนี้จะกลายเป็แรงบันดาลใจให้กับพวกเขาในการฝ่าฟันความยากลำบากไปได้
หลี่ชิงหยุนพยักหน้าและยิ้มจางๆ เขาไม่ลืมที่จะเติมเชื้อเพลิงลงกองไฟ "คำแนะนำของข้าคือหากผู้ใด้า ก็สามารถออกไปผจญโลกกว้างได้ตามสะดวก แต่พวกเ้าต้องปกปิดตัวตนให้มิดชิด"
"และอีกอย่างที่สำคัญ แม้ว่าพวกเ้าจะแข็งแกร่งขึ้น แต่หากไม่มีคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่า อัตราการพัฒนาของพวกเ้าหลังจากนี้จะยากลำบาก อาจจะถึงขั้นไม่พัฒนาต่อไปเลยด้วยซ้ำ"
"จงจำคำของข้าไว้ให้ดี! ยิ่งพบเจอคู่ต่อสู้แข็งแกร่งกว่าตนมากเท่าใด การพัฒนาของพวกเ้าก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย!"
แม้แต่นาหลันจ้านที่เป็นักรบเืเหล็กก็ยังรู้สึกตื่นเต้นในคำพูดปลุกใจของหลี่ชิงหยุนอย่างมาก เขาอดไม่ได้ที่จะโห่ร้อง "ชิงหยุนพูดถูก หาก้าพัฒนา มีแต่ต้องหาคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้น! ในอนาคตพวกเราต้องเผชิญกับอันตรายอีกมากมาย เราจะมัวหลงมอมเมากับความแข็งแกร่งเพียงแค่นี้ไม่ได้!"
นาหลันจ้านเองก็เป็ถึงแม่ทัพาในอดีต เขารู้วิธีการพูดปลุกใจสมาชิกของสองตระกูลโดยธรรมชาติ
สมาชิกทั้งสองตระกูลมองไปที่หลี่ชิงหยุนและนาหลันจ้านด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย ทุกคนก้มหน้าทำความเคารพอย่างจริงใจพร้อมกับะโดังลั่น "พวกเราจะไม่ทำให้นายน้อยผิดหวัง!"
"ยอดเยี่ยม!" หลี่ชิงหยุนอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
แม้ว่าความแข็งแกร่งของสมาชิกทั้งสองตระกูลจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่สภาพจิตใจของพวกเขายังคงมีความคิดที่ตื้นเขินเกินไป หากไม่ทำให้พวกเขารับรู้ถึงความเป็จริงข้อนี้ ในอนาคตเกรงว่าทั้งตระกูลอาจจะตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง
ขั้นตอนนี้ก็เพื่อให้พวกเขารับรู้ถึงความยากลำบากที่ต้องเผชิญในอนาคต
ผู้ที่สามารถมองเห็นจุดอ่อนและข้อบกพร่องของตัวเองได้เท่านั้นจึงจะแข็งแกร่งขึ้นได้
นาหลันจ้านหัวเราะอย่างพึงพอใจพร้อมเดินไปตบไหล่ของหลี่ชิงหยุนอย่างแรง "ชิงหยุน หากเ้าเกิดเร็วกว่านี้ เ้าคงได้เป็แม่ทัพในาอย่างแน่นอน"
"ตึง!"
ปรากฏว่าการตบไหล่ของนาหลันจ้านทำให้หลี่ชิงหยุนไม่ทันได้ตั้งตัว ขาของเขาลื่นล้มและก้นกระแทกกับพื้นทันที
[อะไรกันเนี่ย! ไม่เห็นจะต้องตบแรงเช่นนี้ก็ได้!?]
หลี่ชิงหยุนอดไม่ได้ที่บ่นในใจ
"ท่านพ่อ! อย่ารังแกอาหยุน" นาหลันเสี่ยวฉีร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก และรีบเข้าไปพยุงหลี่ชิงหยุนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
"เอ่อ..." นาหลันจ้านแอบลูบหัวอย่างเขินอาย พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงที่บ่ายเบี่ยง "ข้าแค่ออกแรงเกินไปเล็กน้อย แหะๆ"
ร่างของนาหลันจ้านนั้นสูงถึง 1.98 เมตร กับหลี่ชิงหยุนที่สูงเพียงแค่ 1.70 เมตร จะต้านทานร่างกายที่บึกบึนและแข็งแกร่งกว่าได้อย่างไร
"พี่จ้าน เ้ากล้ารังแกลูกชายของข้างั้นรึ?" ทันใดนั้นเสียงชายของวัยกลางคนดังขึ้นอย่างติดตลกจากห้องหนึ่งของอาคาร
ตามมาด้วยฝีเท้าที่สงบ ร่างสวมชุดสีขาวมาพร้อมกับใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ร่างนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากหลี่หยุนเฟิง
นาหลันจ้านไอเบาๆเพื่อกลบเกลื่อน "อะแฮ่มๆ น้องชาย ใครขอให้ร่างกายของเขาอ่อนแอถึงเพียงนี้กัน"
หลี่หยุนเฟิงส่ายหัวอย่างทำอะไรไม่ถูก
"ท่านพ่อ" หลี่ชิงหยุนที่เพิ่งตั้งตัวได้ก็จากอ้อมแขนของนาหลันเสี่ยวฉี รีบพุ่งเข้าไปที่พ่อของเขาทันทีด้วยความตื่นเต้น
เห็นได้ชัดว่าาแจากเส้นลมปราณของหลี่หยุนเฟิงหายเป็ปลิดทิ้ง ใบหน้าของหลี่หยุนเฟิงไม่ปรากฏความเ็ปและความทรมานให้เห็นอีกต่อไป
"หยุนเอ๋อร์..." หลี่หยุนเฟิงยิ้มอย่างอ่อนโยน "เ้ากำลังจะออกเดินทางใช่หรือไม่?"
"ถูกต้อง... อาการของท่านหายดีแล้วใช่หรือไม่?" หลี่ชิงหยุนเปิดเนตรปฐมกาลเพื่อตรวจสอบร่างกายของหลี่หยุนเฟิงอย่างละเอียดอีกครั้ง
ขณะนี้ตันเถียนและเส้นลมปราณของหลี่หยุนเฟิงเต็มไปด้วยพลังงานหมุนเวียนที่แข็งแกร่ง ไม่มีอาการติดขัดและการไหลเวียนพลังปราณที่ไม่ราบรื่นอีกต่อไป ความแข็งแกร่งของหลี่หยุนเฟิงได้กลับมาอย่างสมบูรณ์!
"ทั้งหมดนี้ต้องขอบใจเ้าจริงๆ" หลี่หยุนเฟิงมองไปที่หลี่ชิงหยุนด้วยแววตาชื่นชม เขาเองก็รู้ว่าหากหลี่ชิงหยุนไม่ตามหาแก่นแท้ที่มีเืับริสุทธิ์ให้เขา เขาคงไม่สามารถออกจากฝันร้ายครั้งนี้ไปได้
อีกทั้งหลี่ชิงหยุนยังรบกวนบรรพบุรุษหยวนเหลียงเพื่อปรุงยาให้กับเขาโดยเฉพาะ
หลี่ชิงหยุนยิ้มจางๆอย่างพึงพอใจ "แค่ท่านพ่อหายดี ข้าก็วางใจแล้ว"
หลังจากพบปะเล็กกันเล็กน้อย ไม่นานสมาชิกทั้งสองตระกูลก็รวมตัวกันจัดงานเลี้ยงเล็กๆร่วมกัน เพื่อเป็การบอกลาหลี่ชิงหยุนและนาหลันเสี่ยวฉีก่อนที่พวกเขาจะออกเดินทาง
บนโต๊ะอาหารหลี่ชิงหยุนและหลี่หยุนเฟิงได้พูดคุยและเปลี่ยนกันประปราย
หลี่หยุนเฟิงที่นั่งทานอาหารใกล้ๆก็มองไปที่หลี่ชิงหยุนและพูดขึ้น "หยุนเอ๋อร์ เ้าวางแผนไว้หรือยังว่าจะเดินทางไปที่ใด?"
หลี่ชิงหยุนพยักหน้าและตอบกลับ "หลังจากสิ้นสุดการเข้าร่วมประมูลในเขตอู่ ข้า้าไปที่ราชวงศ์จีเพื่อพบกับใครบางคนและ้าสืบสวนบางอย่าง แต่ก่อนหน้านั้นข้าจะช่วยฝึกฝนให้กับฉีฉีไปตลอดทาง นางยังใจอ่อนเกินไปเล็กน้อย ดังนั้นนี่คือจุดประสงค์ของข้าในครั้งนี้ด้วย"
หลี่ชิงหยุนรับรู้มาโดยตลอดว่านาหลันเสี่ยวฉีนั้นใจอ่อนกับศัตรูมากเกินไป ประสบการณ์ของนางในด้านนี้ยังอ่อนต่อโลกนัก แม้แต่กลุ่มโจรจากตระกูลหงก่อนหน้านี้นางยังไม่กล้าที่จะสังหาร หากหลี่ชิงหยุนปล่อยปละละเลยไว้แบบนี้ เกรงว่าจะเป็ผลเสียในอนาคตต่อนาหลันเสี่ยวฉีเองได้
"ข้าเข้าใจ" หลี่หยุนเฟิงพยักหน้าเบาๆ เขารู้ดีว่าหลี่ชิงหยุนหมายถึงอะไร ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเส้นทางในอนาคตข้างหน้าของหลี่ชิงหยุนจะเต็มไปด้วยขวากหนามและการนองเื การที่ให้นาหลันเสี่ยวฉีปรับตัวเสียตอนนี้เป็ความคิดที่เข้าท่า
นาหลันเสี่ยวฉีตรงข้ามก็นั่งฟังอย่างเงียบๆโดยไม่พูดอะไร
"หยุนเอ๋อร์ เ้าควรนำสิ่งนี้ไปด้วย" ทันใดนั้นหลี่หยุนเฟิงก็นึกบางอย่างได้พร้อมกับหยิบสิ่งที่คล้ายกับใบหน้าของมนุษย์ออกมา
"นี่คือสิ่งประดิษฐ์ใบหน้าเร้นลับ? ท่าน้าให้ข้าปกปิดตัวตนใช่หรือไม่?" หลี่ชิงหยุนอุทานอย่างตื่นเต้น เขารับรู้ได้ในทันทีว่าสิ่งนี้เป็สิ่งประดิษฐ์ชนิดหนึ่งที่สามารถลบรัศมีและรูปลักษณ์ดั้งเดิมไปได้ อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้ตามที่้า
แม้ว่าหลี่ชิงหยุนจะมีหน้ากากหยกไว้สำหรับการปกปิดตัวตน แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากเข้าใช้หน้ากากหยกต่อหน้าสาธารณะชน เขาจะต้องถูกตามล่าจากตระกูลหงและตระกูลเล่ยอย่างแน่นอน
"ปรากฏว่าเ้ารู้จักสิ่งนี้ด้วย" น้ำเสียงของหลี่หยุนเฟิงประหลาดใจเล็กน้อย ดวงตาของเขาปรากฏร่องรอยของความสงสัย
'ก็แหงหล่ะ' หลี่ชิงหยุนหัวเราะเบาๆกับตัวเอง
หลี่ชิงหยุนแทบจะปกปิดตัวตนอยู่ตลอดเวลาเมื่อเขายังเป็จักรพรรดิเมฆา ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หลี่ชิงหยุนจะรู้จักสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้เป็อย่างดี
ส่วนเหตุผลที่เขา้าไปราชวงศ์จีนั่นก็เพื่อสืบสวนเกี่ยวกับตำแหน่งของสถานที่บางแห่งที่เขาเคยอยู่ที่นั้นในอดีต หากจำไม่ผิด ณ ที่แห่งนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า【แก่นแท้น้ำนมขัดกระดูก】ซึ่งจะสามารถช่วยขัดเกลาความแข็งแกร่งของกระดูกให้บริสุทธิ์ไร้ซึ่งสิ่งเจือปนได้
ร่างกายที่อ่อนแอของหลี่ชิงหยุนเป็สิ่งเดียวที่จำเป็ต้องแก้ไขให้เร็วที่สุด
