จวนเขาอู๋เก๋ออยู่ไม่ห่างจากหุบเขาเหล่าเทพ เมื่อแหวกหญ้าออก จวนขนาดใหญ่ก็ปรากฏเบื้องหน้า ศิษย์ทุกคนตะลึงกับความยิ่งใหญ่ของตระกูลอู่ตี้ นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าตระกูลจะสามารถสร้างจวนที่ยิ่งใหญ่ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่โหดร้ายเช่นนี้ได้
ผู้าุโที่อยู่เบื้องหน้าพาคนจากสำนักต่างๆ มุ่งหน้าออกไป ใต้เท้าตงจวินให้โอวาทกับหลงเหยียนและคนอื่นๆ ครู่หนึ่ง เมื่อมาถึงประตูจวนขนาดใหญ่ เวลานี้ประตูปิดอยู่ อีกทั้งประตูทางเข้านี้ยังกว้างและใหญ่อย่างเปรียบไม่ได้ คนสามารถเดินเข้าไปพร้อมกันได้เจ็ดถึงแปดคน
บางที อาจเป็เพราะพวกเขามารอต้อนรับคนที่เข้าคัดเลือกเข้าชั้นในตระกูล องครักษ์เฝ้าประตูจึงมีจำนวนมากขึ้น
สองด้านประตูมีองครักษ์ยืนอยู่สองนาย พวกเขามีร่างกายสูงใหญ่ หน้าอกนูนออกมาเพราะกล้ามเนื้อ ซึ่งเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง ซึ่งพลังิญญาของหลงเหยียนไม่สามารถััได้ถึงระดับพลังของพวกเขา
แสดงว่าพวกเขาต้องมีพลังสูงกว่าระดับชีพธรณีแน่นอน ซึ่งนี่ก็ดึงดูดความสนใจของหลงเหยียนมาก แม้ที่นี่จะเป็ป่าลึก ทั้งยังมีอันตรายมากมาย ทุกที่เต็มไปด้วยอันตราย เพียงแค่องครักษ์ที่เฝ้าที่นี่ พละกำลังก็อยู่ระดับชีพิญญาขั้นที่หนึ่งแล้ว
นี่แสดงว่าอะไร แสดงว่าปกติแล้วในจวนแห่งนี้ก็มีบุคคลระดับค่อนข้างสูงอาศัยอยู่เช่นกัน
ไม่นานหลงเหยียนกับพรรคพวกก็มาถึง เวลานี้ตงจวินหันไปมององครักษ์นายหนึ่ง จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
เมื่อตงจวินพาศิษย์เื้ัผ่านประตู องครักษ์นั้นก็ยื่นมือขวางตงจวินเอาไว้
“คนสกุลเว่ย พวกเราเจอกันอีกแล้วนะ เพราะอะไรปีนี้ถึงพาเ้าเด็กพวกนี้มาอีกแล้วล่ะ มากสุดก็แค่เพิ่มจำนวนผู้เข้าแข่งขันเท่านั้นละ ฮึ!”
ดูท่าตงจวินจะรู้จักเ้าหมอนี่ จากน้ำเสียงที่เยือกเย็นของเขา หลงเหยียนรู้สึกถึงความไม่เป็มิตร ทั้งยังมีน้ำเสียงแดกดัน
“สุนัขที่ดีไม่ควรขวางประตู หลีกทางให้ข้า เพื่อจะได้ไม่ต้องบาดหมาง”
“หืม? แล้วทำไมข้าต้องหลีกทางให้ด้วย ตามกฎของเราผู้เป็องครักษ์ ข้าคิดว่าท่านก็ควรรู้ดี รายงานตัวหน่อยสิ มาที่นี่เพราะเหตุใด?”
หลงเหยียนรู้ว่าเ้าหมอนั่นตั้งใจหาเื่ ถึงกระนั้น รังสีสังหารบนตัวของเขา รวมถึงพละกำลังระดับชีพิญญา ทำให้หลงเหยียนกับพวกเป็ต้องยอมศิโรราบ
ขณะที่องครักษ์พูดนั้น อีกสามคนก็เดินเข้ามาหาตงจวิน แสดงสีหน้ามีความสุข
“ตราประจำตัวล่ะ? เชื่อหรือไม่ ข้าจะไม่ยอมให้ท่านเข้าไป”
ตงจวินเองก็โมโห แต่เมื่อนึกถึงหลงเหยียนที่อยู่ด้านหลัง จึงไม่อยากมีเื่มากนัก เลยหยิบตราประจำตัวออกมาแสดงตน
“เว่ยตงจวิน อายุหกสิบปี มีพลังระดับชีพิญญาขั้นที่สอง ตำแหน่งเป็ผู้ปกครองสำนักชั้นนอกตระกูล”
ชายผู้นั้นอ่านเสียงดัง อีกสามคนที่เหลือจึงหัวเราะเสียงดัง “ตาแก่ หากไม่ใช่เพราะมีผู้าุโนำเข้าไปละก็ วันนี้ตัวข้าคงให้เ้าขายหน้าต่อหน้าผู้น้อยแน่ เอาละ ไสหัวเข้าไปเถอะ”
ตงจวินมีพลังระดับชีพิญญาขั้นที่สอง ทว่าพวกเขาทั้งสี่คนมีพลังระดับชีพิญญาขั้นที่หนึ่ง หากสู้กันขึ้นมาจริงๆ ตงจวินอาจไม่แพ้ก็ได้
ตงจวินกำหมัดแน่น ผลักคนที่ขวางหน้าออก ก่อนจะเดินเข้าไป
“ท่านตา เ้าหมอนั่นเป็ใคร เพราะอะไรถึงกล้าแสดงกิริยาเช่นนี้ต่อท่าน”
ตงจวินหันกลับมาหาหลงเหยียนครู่หนึ่งก่อนพูดว่า “เ้าคนชั้นต่ำนั่น ตอนนั้นเขาเข้าสำนักตงฟางพร้อมข้า ต่อมาถูกข้าขับออก เขาจึงเกลียดแค้นข้าเสมอมา แต่ที่ผ่านมาข้าไม่เคยสนใจเขามาก่อน”
หลงเหยียนพยักหน้า ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง ขณะที่พูด ตงจวินกับพวกก็เดินเข้าไป
เพิ่งเดินเข้าไป ด้านหน้าก็มีผู้าุโผมและหนวดขาวท่านหนึ่ง ท่าทางคล้ายผู้เบิกบาน เมื่อเขาเห็นตงจวินจึงหัวเราะแล้วเดินเข้ามาหา มือที่หนักจนน่าเหลือเชื่อก็จับแขนของตงจวิน
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า เป็เ้าตงจวินจริงๆ ด้วย เมื่อครู่ข้าได้ยินเสียงโต้เถียงกันข้างนอก ก็รู้แล้วว่าต้องเป็เ้ามาแน่”
เมื่อตงจวินเห็นคนผู้นี้ก็หัวเราะไปด้วยเช่นกัน ก่อนเดินเข้าไปพูดด้วยความเคารพ “ผู้าุโเฟิงชิงหยาง เราเจอกันอีกแล้วนะ นึกไม่ถึงว่าไม่เจอกันนับปี ท่านยังดูดีไม่เปลี่ยน”
พวกเขาทั้งสองคนดูคุ้นเคยกันมา ก่อนจะเริ่มเสวนากันไม่หยุด
จากนั้นเฟิงชิงหยางก็มองไปด้านหลังตงจวิน เมื่อสายตากวาดมาถึงตัวหลงเหยียนและหลิ่วหยุนซวี่ สายตาก็หยุดลง
“ดี ดี ศิษย์ปีนี้ของเ้ามีพร์มากยิ่งขึ้น ช่างน่ายินดีจริงๆ”
ตงจวินพยักหน้า “ผู้าุโ เขาก็คือหลงเหยียน หลานชายของข้าเอง ส่วนด้านข้างคือหลิ่วหยุนซวี่ ศิษย์พี่ของเขา”
ขณะที่เอ่ยชื่อ หลงเหยียนและหลิ่วหยุนซวี่ก็ออกมาทำความเคารพเฟิงชิงหยาง
“หญิงสาวรูปลักษณ์ดีไม่เลวเลย น่าเสียดายที่ข้าอายุมากแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า เ้าหนุ่มก็โดดเด่นไม่เบา เมื่อครู่ตาของเ้าบอกข้า นึกไม่ถึงว่าพลังระดับชีพมนุษย์จะสามารถล้มเทียนหลางที่มีพลังระดับชีพธรณีได้ ไม่ธรรมดาจริงๆ อืม… ไม่เลวเลย เป็พืชพันธุ์ที่ดี อีกหน่อยต้องเติบโตได้ดีแน่!”
ผู้าุโเฟิงชิงหยางไม่ทำตัวเฉกเช่นคนสูงอายุ ถึงได้เอาหลิ่วหยุนซวี่มาล้อเล่นแบบนี้ คาดว่าคนชราที่อายุอย่างเขา คงเข้าหาง่ายมากแน่
“เอาละ ในเมื่อทุกคนก็มากันครบแล้วก็เข้าไปเถิด ฟ้าเริ่มมืดแล้ว พวกเรารีบทำเวลาให้ผู้าุโในนั้นได้ให้โอวาทหน่อยเถิด จากนั้นก็แยกย้ายกันไปทำสิ่งที่ควรทำ”
เมื่อเฟิงชิงหยางพูดจบ เขาก็นำตงจวินกับคนอื่นๆ เดินเข้าไปยังห้องที่อยู่ไม่ไกล
เดิมทีหลงเหยียนคิดว่ามีคนอาศัยที่นี่เสียอีก กลับนึกไม่ถึงว่าเมื่อเข้ามาแล้ว ด้านในจะเต็มไปด้วยละอองฝุ่นทั่วอากาศ ทุกคนทำความสะอาดเบื้องต้น ด้านหน้าคือเก้าอี้เรียงรายเป็แถว ห้องนี้คล้ายห้องรับแขกขนาดใหญ่ ไม่นานศิษย์ทั้งสี่สำนักก็เข้ามา แล้วเฟิงชิงหยางก็เดินขึ้นไป้า
คาดว่าอีกประเดี๋ยวก็คงได้พบผู้าุโสิบท่านจากชั้นในตระกูลที่เป็ตำนานเล่าลือแล้วกระมัง ตอนนี้หลงเหยียนได้พบสี่ท่านแล้ว ทว่ามีเพียงสองคนที่รู้จักชื่อ คนหนึ่งคือฉินกว่าง ส่วนอีกคนคือเฟิงชิงหยาง
เมื่อนึกถึงพวกเขาสองคน ทั้งคู่มีนิสัยที่คล้ายคลึงกัน ล้วนมองไปแล้วเป็คนที่เข้าหาง่ายทั้งนั้น
ตงจวินพูดแนบหูหลงเหยียนเบาๆ “เหยียนเอ๋อ ถ้าอีกหน่อยเข้าชั้นในตระกูลได้จริงๆ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องระวัง ชั้นในตระกูลมีเื่ซับซ้อนมาก โดยเฉพาะผู้าุโอย่างเฟิงชิงหยางที่เราพบเมื่อครู่”
“หืม? ท่านตาหมายความว่าอย่างไร”
“หลงเหยียน สรุปแล้ว ไม่ว่าอย่างไร ไม่ว่าเ้าจะทำอะไร อย่าเชื่อใจใครง่ายๆ เป็อันขาด คนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็อย่างที่เ้าเห็น”
หลงเหยียนพยักหน้า “ท่านตา เหยียนเอ๋อจะจำไว้”
ไม่นาน หลังจากเข้าไปในห้อง ก็ได้เจอกับคนอีกหลายท่าน ล้วนเป็คนชราที่แข็งแกร่งมาก พวกเขาปรากฏอยู่เบื้องหน้า คนชราหลายท่านต้องเป็หนึ่งในผู้าุโแห่งชั้นในตระกูลหลงอู่แน่ ผู้ปกครองสี่สำนักด้านล่างรายงานชื่อตัวเองอย่างเคารพ
คนชราเ่าั้แสดงสีหน้ายิ้มแย้ม แสดงท่าทีคล้ายเป็คนชราที่ไม่ยุ่งกับโลกภายนอก จากนั้นเฟิงชิงหยางที่เจอเมื่อครู่ก็มองลงมาเบื้องล่าง
“คาดว่าก่อนพวกเ้าออกเดินทาง ผู้าุโฉินกว่างคงบอกกฎเกณฑ์สำคัญในการรับคนเข้าชั้นในตระกูลกับพวกเ้าแล้ว วันนี้ฟ้ามืดแล้ว ทุกคนทานอาหารแล้วพักเถิด วันรุ่งขึ้นจะได้พร้อมออกเดินทาง”
เมื่อเฟิงชิงหยางพูดจบ เมื่อทุกคนนั่งลงเพียงไม่ถึงหนึ่งก้านธูป อาหารอันโอชะก็ถูกยกมาเรียงรายบนโต๊ะอาหารแล้ว
--------------------
