“ท่านป้า ข้าอยากได้อันนั้น เป็ดย่างอันนั้นขอเยอะๆ หน่อย” เฉินโย่วเขย่งตัว ใบหน้างามยิ้มแป้นชี้ไปที่จานใส่อาหารด้านหน้าที่ยังว่างอยู่
หญิงวัยกลางคนท่าทางดุดัน ในมือมันแผล็บถือทัพพีอันยาวราวๆ สองชุ่นเอาไว้ มือนิ่งๆ ตักเนื้อเป็ดขึ้นมาใส่ในจานของเฉินโย่วจนพูนคล้ายกับเจดีย์ย่อมๆ
บัณฑิตคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้าเฉินโย่ว เมื่อเห็นว่าจานของตนแสนจะว่างเปล่า มีเนื้อเป็ดวางอยู่สองสามชิ้น ใบหน้าก็พลันมืดครึ้ม
“ทำไมเขาถึงได้เนื้อเป็ดเยอะเพียงนั้น แล้วให้ข้าน้อยถึงเพียงนี้เล่า” บัณฑิตคนเมื่อครู่อดไม่ไหวที่จะถามขึ้น
เหล่าบัณฑิตคนอื่นเมื่อเห็นเช่นนั้น ก็ร่วมโอดครวญด้วยเช่นกัน
“ข้าถือทัพพีนี่มาสามปีแล้ว ไม่เคยได้ยินพวกเ้าเรียกข้าสักคำ ทุกคราอยากกินอะไรก็เอาแต่ชี้ๆๆๆ จะเอาอันนั้นจะเอาอันนี้ แต่คุณชายน้อยคนนี้มาถึงวันแรกก็เรียกข้าด้วยความเคารพ คุณชายทั้งหน้าตาดีทั้งปากหวาน แล้วทำไมข้าจะให้อาหารเขาเพิ่มไม่ได้” หญิงวัยกลางคนกล่าวไปก็ตักน้ำต้มเนื้อเพิ่มให้อีกทัพพีราดลงไปบนข้าวด้วยท่าทางดุดัน
แม้จะเป็ถ้วยแบบเดียวกัน ทว่าอาหารของเฉินโย่วกลับพูนเต็มทุกถ้วย น่ากินเหลือเกิน
ต่างกันโดยสิ้นเชิงกับจานของคนอื่นๆ ที่มีอาหารเพียงน้อยนิด
เฉินโย่วจึงกล่าวขึ้นอย่างร่าเริง “ขอบคุณท่านป้า”
เมื่อเดินกลับไปยังที่นั่ง เหล่าพี่น้องของเฉินโย่วที่ก็สุภาพเรียบร้อยเช่นเดียวกับนางต่างก็ได้อาหารเต็มถ้วยเต็มจานเช่นกัน
กล่าวได้ว่าท่านป้าท่านนี้ย่อมต้องเลือกปฏิบัติกับบัณฑิตหน้าตาดีอย่างแน่นอน
เด็กชายร่างอวบอ้วนเมื่อเห็นเนื้อเป็ดในจานของเฉินโย่วแล้วก็โอดครวญ “พี่โย่ว ท่านป้าต้องตักเนื้อทั้งหมดให้ท่านคนเดียวเป็แน่ ข้าอุตส่าห์เรียกนางอยู่ตั้งนาน แต่นางบอกว่าเท่านี้ก็พอแล้ว แถมข้ายังตัวอ้วนเกินไป ให้กินน้อยๆ ลงหน่อย…”
เฉินโย่วมองร่างอ้วนกลมของเด็กชาย ดูเหมือนว่า่นี้เขาจะอ้วนขึ้นอีกแล้ว
“ฟันเ้างอกใหม่แล้วหรือ อย่ากินอาหารแข็งๆ มากนักเลย กินอะไรนุ่มๆ ก็พอ” เฉินโย่วว่าแล้วก็คีบผักเขียวในจานของตนให้เสี่ยวซีที่นั่งอยู่ด้านหน้าเสียเลย
เพียงพริบตาใบหน้าของเสี่ยวซีก็เขียวคล้ำเป็สีเดียวกับผักในจาน
“พวกเ้าได้ยินเื่นี้หรือยัง ดูเหมือนว่าองค์หญิงจะยังคงไม่ฟื้น…”
“บัดนี้ฝ่าาถึงขั้นเปิดสอบเอินเคอเพื่อองค์หญิงเชียว…”
องค์หญิงดูเหมือนจะไม่ประพันธ์บทกลอนออกมาเลย นับั้แ่นางปี…”
“แค่กๆ ระวังคำพูดด้วย…”
นับั้แ่เฉินโย่วโยนหมั่นโถวใส่ใบหน้าสหายบัณฑิตจนบวมเป่ง เมื่อเห็นเหล่าบัณฑิตจากทุ่งหญ้าเหล่านี้เดินมาก็พากันสงบเสงี่ยมลง
ถึงอย่างไรทุกคนก็นับว่ารู้จักขบคิดกันอยู่บาง เพียงแต่บางคนกลับไม่เล่นตามกฎ ถึงขั้นกล้าลงมือกับเพื่อนๆ โดยตรง พวกเขาช่างขาดทุนนัก
ในโรงอาหารนอกจากจะมีเสียงกินอาหารแล้ว ยังมีเสียงคนสนทนาเื่องค์หญิงด้วยเช่นกัน
เด็กอ้วนเสี่ยวซีอาศัยจังหวะที่คนอื่นๆ กำลังถูกเบี่ยงเบนความสนใจ แอบคีบผักเขียวใส่จานเสี่ยวอู่แทน
เสี่ยวอู่ไม่ได้สนใจเสียงจอแจรอบข้าง ยังคงก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป
เื่การเปิดสอบเอินเคอ สำนักเชินเป็แห่งแรกที่ได้รู้ข่าวนี้ก่อนใคร
ในสำนักเชินมีคนที่คลั่งไคล้องค์หญิงน้อยอยู่มากมาย
เื่ที่องค์หญิงหมดสติ เหล่าคนในสำนักเชินก็ล้วนแต่รู้เื่นี้อย่างรวดเร็ว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าองค์หญิงส่งผลกระทบต่อสำนักเชินในทุกๆ ด้าน แม้แต่ระบบของโรงอาหารในทุกวันนี้ก็ได้องค์หญิงเป็คนคิดค้นขึ้น ระบบเช่นนี้ช่วยประหยัดทั้งแรงงานและทรัพยากร
ทุกคนจะได้ถาดอาหารคนละหนึ่งถาดที่ทั้งสะดวก และสะอาด
“พี่จิ่ว ท่านจะเข้าร่วมการสอบเอินเคอด้วยหรือไม่” เฉินโย่วฟังคนอื่นๆ หารือกันด้วยความสงสัย จึงได้ถามฉาวจิ่วที่นั่งอยู่ข้างกายตน
หลังจากที่ได้อยู่ร่วมกันมาหลายวัน เฉินโย่วก็รู้สึกว่าพี่จิ่วคนนี้ช่างไม่เลวเลยจริงๆ
แม้เขาจะไม่ได้เป็คนอบอุ่นนัก ทว่าก็จิตใจดี ทั้งยังทำอะไรเงียบๆ ไม่เคยจะเอ่ยอ้างความดีความชอบของตนสักครา
แม้ชีวิตประจำของเฉินโย่วจะค่อนข้างเรียบง่าย เมื่อก่อนล้วนแต่ได้พี่ชายเป็คนดูแล เื่ความสะอาดก็ไม่เคยจะต้องลงมือเอง แต่บัดนี้กลับได้ฉาวจิ่วเป็คนเหมาทำแทนหมดแล้ว
ฉาวจิ่วส่ายหน้าอย่างเ็ป
“ลู่เฉินโย่ว เ้านี่ช่างโง่งม ฉาวจิ่วไม่อาจเข้าร่วมการสอบเอินเคอได้ คุณสมบัติแรกในการสอบเอินเคอนั่นคือ จะต้องมีหน้างดงามตามมาตรฐาน ในเมื่อฉาวจิ่วหน้าตาเป็เช่นนี้ เกรงว่ายังไม่ทันเข้าสอบก็คงจะถูกตะเพิดออกมาเสียแล้ว”
บิดาของสหายบัณฑิตหลินเฟินที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ คือชือหลางจากกรมพิธีการ หลินเฟินคนนี้ก็คือคนที่หาสตรีในหอเฟิงเยว่ไว้ให้ท่านอาจารย์จวี หลินเฟินเมื่อได้ยินคำถามของเฉินโย่วก็อดเอ่ยแทรกขึ้นมาไม่ได้
ชั้นเรียนเตรียมความพร้อมหลังจากที่ผ่านการแนะนำตัวกันมาแล้ว ใครจะจำใครได้ไม่ได้เขาไม่รู้ แต่ทุกคนย่อมจะต้องจำลู่เฉินโย่วได้อย่างแน่นอน
ทั้งยังอิจฉาเ้าเด็กนี่เหลือเกิน
เ้าเด็กนี่มีพี่ชายถึงสามคนมาร่วมเรียนด้วย เห็นได้ชัดว่าดียิ่งกว่าพวกเขาที่มีบิดาเป็ใคร ท่านปู่หรือ ท่านลุงเป็ใคร
มีพี่ชายอยู่ถึงสามคนเช่นนี้ อย่างน้อยอยู่ในสำนักเชินย่อมไม่มีทางมีใครกล้ารังแก
แม้ว่าจะมาจากพื้นที่ห่างไกล แต่เ้าเด็กพวกนี้กลับหน้าตางดงามเกินมนุษย์ กระทั่งคนที่เหล่าบัณฑิตในสำนักพากันสงสัยว่าเป็บุรุษแต่งกายเป็สตรีอย่างหยินสงยังถูกนำมาเปรียบเทียบกับเด็กเหล่านี้
ชาวแคว้นเชินรักความงดงาม ทั้งยังปฏิบัติกับคนงามด้วยความอดทนเป็พิเศษ
ดังนั้นหลินเฟินจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวแทรกขึ้นมา
ด้วยอยากจะสนทนากับเฉินโย่ว
ทว่าแค่เพิ่งจะอ้าปากก็เผลอตำหนิคนอื่นเสียแล้ว ทว่าเมื่อหันไปก็เห็นสายตาไร้ความปรานีของเหล่าพี่ชายของเฉินโย่ว กระทั่งเสี่ยวอู่ที่ก้มหน้าก้มตากินข้าวอยู่ก็เงยขึ้น…ตอนนั้นเขาแทบอยากจะย้อนเวลากลับไปพูดใหม่อีกครั้งให้ได้ เพราะความจริงแล้วเขาเองก็ไม่ได้อยากพูดเช่นนี้
ไม่คาดคิดว่าสหายบัณฑิตเฉินโย่วกลับไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย ทั้งยังทำตาถลึงราวกับว่าไม่อยากจะเชื่อ
“ไม่เป็ไร ความจริงแล้วต่อให้ข้าไปสอบเอินเคอก็สามารถเป็เสมียนได้อยู่ หากเรียนจบจากสำนักเชินแล้วจะเป็เสมียนง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย หรืออาจรั้งเป็อาจารย์ในสำนักก่อนก็ได้” ฉาวจิ่วเมื่อเห็นท่าทางใของเฉินโย่วก็เอ่ยปลอบให้เขาคลายความกังวล
ในตอนแรกเขาเองก็รับไม่ได้
ทว่าเมื่อเขามองรูปลักษณ์ของฉาวจิ่วนานวันเข้าก็รู้สึกชินชา หรือเกือบคล้ายว่าจะชินขึ้นมาเสียแล้ว
ไม่นานฉาวจิ่วก็กินข้าวเสร็จ เมื่อสนทนากับคนอื่นๆ อยู่ครู่หนึ่งก็รีบกลับไปคัดหนังสือต่อ
โรงอาหารยังคงคึกคัก
ทว่าคนรอบกายของเฉินโย่วกลับนิ่งเงียบ
กระทั่งเฉินโย่วยังรู้สึกว่ากับข้าววันนี้ไม่อร่อยเหมือนที่ผ่านมา
เมื่ออาหารเริ่มจะไม่อร่อย เฉินโย่วก็เริ่มรู้สึกสับสนขึ้นมา
เมื่อมองฉาวจิ่วที่เดินจากไปพร้อมที่นั่งข้างกายที่อ้างว้างขึ้นมา หลินเฟินที่รู้ตัวว่ากล่าวพลาดไปแล้ว ก็รีบยกถาดอาหารเข้ามานั่งแทน
ไม่สนใจสายตาพิฆาตของเหล่าพี่ชายของเฉินโย่วแม้แต่น้อย
“เฉินโย่ว ข้าได้ยินมาว่าท่านอาจารย์ผู้ชี้แนะของเ้าคือท่านราชครูหรือ ในเมื่อเขากลับเข้าไปในวังหลวงเช่นนี้แล้ว ต่อไปเ้าจะตามเข้าวังไปด้วยหรือไม่ อีกไม่นานก็จะถึงวันหยุดแล้วนี่” หลินเฟินถามขึ้นด้วยความสงสัย
“หลินเฟิน เ้าจะถามเื่นี้เพื่ออะไร แม้ว่าวันหยุดที่จะถึงนี้วังหลวงจะจัดพิธีอวยพรให้ขุนนางขั้นห้าขึ้นไปสามารถพาครอบครัวเข้าวังหลวงมาร่วมอวยพรให้องค์หญิงได้ แต่เ้าอย่าลืมสถานะของตนว่าเป็เพียงบุตรอนุ บุตรอนุไม่อาจเข้าร่วมได้ ส่วนเฉินโย่วถึงอย่างไรก็เป็ศิษย์ของราชครูย่อมต้องได้เข้าร่วมอย่างแน่นอน” หลงเชิงหั่วหลานชายของท่านเสนาบดีเอ่ยถากถาง
หลินเฟินได้ยินเช่นนั้นก็หน้าแดง เขาเกลียดที่สุดยามที่คนอื่นเอะอะก็ต้องยกเอาเื่ที่เขาเป็บุตรอนุขึ้นมาพูดให้ได้ เขาเองก็ไม่ได้อยากเป็บุตรอนุเสียหน่อย แต่ในเมื่อเกิดมาก็เป็เช่นนี้ เขาเองก็ไม่อาจเลือกได้
ทว่าเขายังดีที่ได้รูปลักษณ์งดงามมาจากท่านแม่ของเขาที่นับว่าเป็โฉมงามเหนือใครเช่นกัน
“เ้าไม่ต้องมาร้อนใจเื่ข้าหรอก ต่อให้ท่านปู่ของเ้าเป็เสนาบดีแล้วอย่างไร ถึงอย่างไรเ้าก็คงไม่ได้ไปเช่นกัน ก็ใครใช้ให้ท่านปู่ของเ้าให้ความสำคัญกับญาติผู้พี่ บุตรชายของท่านลุงของเ้ามากกว่ากันเล่า ทั้งหากเ้าเก่งจริงดังปากว่า เ้าจะมาเข้าเรียนในชั้นเรียนเตรียมความพร้อมกับข้าได้อย่างไร” หลินเฟินโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อน
“เ้า…” หลงเชิงหั่วเมื่อถูกหลินเฟินจี้จุดอ่อนก็โกรธเป็ฟืนเป็ไฟ ทว่าก็ไม่รู้จะตอบโต้อีกฝ่ายอย่างไร
เฉินโย่วตักข้าวคำโตคำสุดท้ายเข้าปากแล้วก็เงยหน้า “ยามพวกเรายังอยู่ที่นั่น ปกติแล้วไม่เคยจะต่อปากต่อคำกันง่ายๆ เพียงแค่ลงมือเลยก็จบเื่ พวกเ้าอยากจะต่อยตีกันหรือไม่เล่า ข้าจะได้เป็ผู้ตัดสินให้”
หลินเฟิน “…”
หลงเชิงหั่ว “…”
ทั้งสองหันมองเฉินโย่วที่กำลังทำตาเป็ประกายรอชมคนต่อยตีกัน
จนทั้งสองเผลอถอนหายใจพร้อมกัน พร้อมทั้งหันไปกล่าวกับเฉินโย่ว “ไม่มีเื่สนุกให้เ้าดูหรอก ท่านอาจารย์กล่าวแล้วว่าอยู่ในสำนักห้ามต่อยตีกัน”
ไม่ไกลกันนัก ท่านอาจารย์จวีและท่านจี้จิ่วโหยวกำลังนั่งกินข้าวอยู่ในห้องเล็กๆ ก็เห็นเหตุการณ์นี้พอดี ท่านจี้จิ่วอดไม่ไหวที่จะถามขึ้นด้วยความสงสัย “เ้าเด็กรูปงามนั่นคือลู่เฉินโย่วรึ”
อาจารย์จวีได้แต่พยักหน้าอย่างปวดใจ เด็กที่สามารถมอบงูเป็ของขวัญได้ย่อมไม่ใช่เด็กธรรมดา
เขาค้นพบว่าที่เขากล่าวในชั้นเรียนสักประโยคยังไม่ได้ความเท่าเ้าเด็กคนนี้
เ้าเด็กนี่พูดมาเพียงประโยคเดียว ก็สามารถแก้ปัญหาได้แล้ว
ความแค้นที่แทบจะเอาเป็เอาตายกัน เมื่อมาถึงเ้าเด็กนี่ ปัญหานี้ก็จบลงเสียง่ายๆ
ทว่าจากที่เขาเคยสั่งสอนเ้าพวกเด็กที่ฉลาดเป็กรดเหล่านี้ก็รู้ว่าเ้าเด็กเหล่านี้ช่างใจแคบนัก เขายังจำได้ว่าเคยมีบัณฑิตคนหนึ่งไม่ทันระวังไปเหยียบเท้าของอีกฝ่ายเข้า ผลลัพธ์คืออีกฝ่ายกลับผูกใจเจ็บล้ำลึก ต่อให้เข้าไปอยู่ในราชสำนักแล้วก็ยังไม่ว่างเว้น ต้องคอยเลื่อยขาเก้าอี้อีกฝ่ายอยู่เสมอ จึงกล่าวได้ว่าจิตใจของปัญญาชนออกจะคับแคบเกินไป
“พวกเ้าจะไม่ตีกันจริงหรือ ถ้าไม่ตีกัน เช่นนั้นข้าไปแล้ว” เฉินโย่วเอ่ยขึ้น
เด็กหนุ่มทั้งสองได้แต่นั่งหลังตรงแล้วส่ายหน้าไปมา
ได้แต่จับมือกันทั้งที่ไม่สบตา
ส่วนเฉินโย่วก็ถูกพี่ชายลากจากไปด้วยความเสียดาย ทั้งยังไม่ลืมหันกลับมาะโบอกอีกฝ่ายว่า “หากจะตีกันแล้วล่ะก็ อย่าลืมเรียกข้าด้วยเล่า”
