กว่าิหยวนจะเดินกลับมาถึงหอพักท้องฟ้าก็มืดแล้ว
ทันทีที่เขาผลักประตูให้เปิดออกก็ต้องสะดุดเข้ากับบางสิ่ง เพ่งมองอยู่นานกว่าจะเห็นว่าเงาดำขนาดใหญ่นั้นแท้จริงแล้วคือจางจิ่วรั่ง
จางจิ่วรั่งนอนหัวหนุนขวดน้ำเต้างีบหลับอยู่บนพื้น แต่พอถูกิหยวนเตะเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาก็งัวเงียตื่นแล้วลุกนั่งขยี้ตา “กลับมาแล้วหรือ เช่นนั้นข้าให้เ้าเป็ฝ่ายวางหมากก่อน”
ิหยวนเกือบหลุดหัวเราะ หันกลับไปเปิดประตูแล้วเชิญเขาเข้าไปข้างใน ส่วนตนเองก็เดินไปล้างหน้าล้างตาเสียก่อน “ท่านรอข้าอยู่ที่นี่ทั้งวันเลยหรือ? น้ำวางอยู่บนโต๊ะ ท่านรินเอาเองนะ วันนี้ดึกแล้ว ข้ามีตำราที่ยืมมาแล้วยังไม่ได้อ่าน พรุ่งนี้เช้าค่อยเล่นกับท่านได้หรือไม่?”
จางจิ่วรั่งมีหรือจะยอมปล่อยเขาไปอีกครั้ง โบกมือปฏิเสธเป็พัลวัล “เื่ของวันนี้ต้องชำระวันนี้ เ้ารับปากข้าแล้ว”
“ก็ได้ๆ รอสักครู่ ข้าขอหากระดานหมากก่อน” ิหยวนเห็นว่าอย่างไรวันนี้คงหนีไม่พ้น จึงยอมจำนนแต่โดยดี
“ไม่ต้องหรอก ข้าเตรียมมาด้วย” จางจิ่วรั่งเดินกลับออกไปแล้วเดินกลับเข้ามาใหม่พร้อมขวดน้ำเต้าและกระดานหมากล้อมที่ทำจากไม้กฤษณา สามารถพับครึ่งแล้วเก็บโถไม้หมากทั้งสองโถงไว้ข้างใน ระหว่างที่เขาจัดแจงนำมันออกมาก็พลันนึกกลัวว่าิหยวนจะหาทางไล่เขาออกไป เพราะอีกฝ่ายยังมีเื่ต้องทำ เขาจึงต้องกันไว้ดีกว่าแก้ “ไม่สิ! ข้าจะไม่รบกวนเวลาของเ้า เ้าอ่านตำราของเ้าไป รอเ้าอ่านเสร็จค่อยเล่นก็ได้”
ิหยวนระแวง “จริงหรือ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว ข้าจะเล่นรอเ้าอยู่ที่นี่ ข้าเล่นหมากล้อมคนเดียวทุกคืนอยู่แล้ว วันนี้แค่เปลี่ยนสถานที่” จางจิ่วรั่งนั่งขัดสมาธิ วางกระดานหมากบนโต๊ะตัวเล็ก ยึดพื้นที่ห้องนั่งเล่นด้านนอกไปอย่างไม่สะทกสะท้าน
ิหยวนส่วยหัวเอื้อมระอา จำต้องก้มหยิบกองตำราบนโต๊ะเข้าไปอ่านที่ห้องด้านใน จางจิ่วรั่งบังเอิญเหลือบไปเห็น “หืม? เ้าอ่านตำราเครื่องมือการเกษตรไปเพื่ออันใดกัน?”
“ห้ะ? อ๋อ…เพียงเปิดตำราก็นับว่าได้ประโยชน์แล้ว ที่นี่มีคลังปัญญาอย่างหอฝู่เหริน ผู้ใดจะไม่อยากหยิบยืมตำรามาอ่านเสริมความรู้?”
แต่พอเห็นคำว่าเสวียบนปกตำราอีกเล่ม จางจิ่วรังก็ยิ่งใเข้าไปอีก “เ้าเข้าหอเสวียจื้อได้ด้วยหรือ?”
หอฝู่เหรินในสำนักศึกษาหลวงเป็สถานที่เก็บรวบรวมตำราจากทั่วสารทิศ หอแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกที่เมืองลั่วหยาง ผ่านไปสามราชวงศ์ ซึ่งเป็เวลากว่าสองร้อยปี หลังจากนั้นบ้านเมืองก็เกิดความโกลาหลจากทั้งภัยาและภัยธรรมชาติ ขุนศึกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าเอาอย่างเซี่ยงอ๋อง อาคารบ้านเรือนรวมถึงหอดังกล่าวจึงลุกเป็ไฟ
หลังราชวงศ์อพยพข้ามแม่น้ำมาทางใต้ องครักษ์กลุ่มแรกที่ติดตามมาด้วยได้เก็บรวบรวมและหอบหิ้วตำราในหอฝู่เหรินมาด้วย เมื่อก่อตั้งราชธานีใหม่ หอฝู่เหรินถูกสร้างขึ้นใหม่ให้เหมือนหอเดิมทุกประการ ป้ายสลักนามหอฝู่เหรินที่พวกเขาขนมาจากลั่วหยางก็ถูกนำมาแขวนอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ราชวงศ์ปัจจุบันจึงอ้างตนว่าเป็สายเืที่แท้จริงของชาวฮั่น อีกทั้งตลอดร้อยปีที่ผ่านมา หอตำราได้มีการขยับขยายมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันได้ชื่อว่าเป็หอตำราอันดับหนึ่ง มีตำราหายากนับไม่ถ้วน บ้างก็มีเล่มเดียวในโลก เรียกได้ว่าเป็หอตำราที่เก็บบันทึกอารยธรรมทั้งเก้าแคว้นไว้
“ข้าว่าเ้าคงเป็บัณฑิตคนเดียวในรุ่นเราที่เข้าหอเสวียจื้อได้”
หอฝู่เหรินมีทั้งหมดแปดหอย่อย ได้แก่ เทียน ตี้ เสวีย หวง อวี่ โจ้ว หง และฮวง เรียงลำดับจากความยากและความล่ำค่าของตำรา บัณฑิตในสำนักศึกษาหลวงส่วนใหญ่จะเริ่มยืมตำราจากหอเทียนจื้อก่อน หลังยืมตำราถึงจำนวนหนึ่งและผ่านการประเมินแล้วก็จะมีสิทธิ์ยืมตำราในหอถัดไปตามลำดับ
จางรั่งกับิหยวนเป็บัณฑิตใหม่ที่พึ่งเข้าศึกษาเป็ปีแรก วันแรกของการเข้าศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษายังพาพวกเขาไปเยี่ยมชมหอเทียนจื้อ หลังจากนั้นจางรั่งก็ไม่เคยย่างกรายไปเยียบที่นั่นอีกเลย บัณฑิตใหม่ส่วนใหญ่ก็คงเหมือนกันกับเขา
“ท่านเข้าใจผิดแล้วกระมัง” ิหยวนยิ้ม หอบตำราเข้าไปในห้องแล้วนั่งลงจุดตะเกียงน้ำมัน ก้มหน้าอ่านตำราจนหลงลืมความเ็ปบนร่างกายไปชั่วขณะ
……
ิหยวนกับสหายร่วมชั้นได้โอกาสเข้าเยี่ยมชมหอเทียนจื้อเมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งทันทีที่ก้าวเข้าไปข้างใน ิหยวนก็ต้องยืนตกตะลึงเหมือนครั้งแรกที่เขาได้เห็นห้องตำราของโหวอิง ยามนั้นเด็กชายตัวเล็กอายุยังไม่ถึงสิบขวบกวาดตามองชั้นวางตำราสูงั้แ่พื้นจรดเพดาน ล้อมรอบผนังทั้งสี่ด้าน เขายืนอึ้ง ในใจก็พลันเกิดคำถามว่าใต้หล้านี้มีตำราเยอะขนาดนั้นได้อย่างไร ท่านอาจารย์โหวอ่านพวกมันหมดได้อย่างไร เขาจำเป็ต้องรู้ทุกเื่เลยหรือ? และคำตอบที่ได้ก็คือ ตลอดห้าหกปีที่ผ่านมา เขาอ่านตำราพวกนั้นจนรู้แจ้งว่าตำราพวกนี้เป็เพียงเศษเสี้ยวตำราในใต้หล้า
หอเทียนจื้อเป็สิ่งปลูกสร้างที่วิจิตรงดงาม มีทั้งหมดเก้าชั้นสูงเสียดฟ้า สูงใหญ่จนผู้คนที่ยืนมองอยู่นอกอาคารพลันรู้สึกหวาดกลัว เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปด้านในตามคำชี้แนะของอาจารย์ที่ปรึกษา ิหยวนยืนอยู่ตรงกลางห้องโถงที่กว้างพอๆ กับสนามแข่งม้า เงยหน้ามองโถงกลางหอสูงเก้าชั้น แต่ละชั้นมีเก้าห้องโถงใหญ่ ทุกห้องโถงมีตำราเก่าแก่นับไม่ถ้วน ด้านนอกห้องโถงใหญ่ในแต่ละชั้นเป็ระเบียงล้อมรอบโถงสูงใจกลางหอ มีภาพวาดอันโด่งดังทั้งของยุคก่อนและยุคปัจจุบันแขวนประดับไว้ ทั้งยังมีเครื่องดนตรีที่ผู้คนทุกหนแห่งรู้จักจัดแสดงไว้
หอตำราทั้งแปดมีบันไดทางเชื่อมกันกลายเป็หอขนาดใหญ่ พื้นที่ตรงกลางเป็สระคุนหลุน ด้านนอกล้อมรอบด้วยทะเลสาบเฟิ่งิ สระคุนหลุนและทะเลสาบเฟิ่งิมีทางน้ำเชื่อมต่อกัน มีไว้เพื่อป้องกันอัคคีภัย
โหวอิงเคยบอกเขาว่าครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปเยือนเมืองเจี้ยนคัง เมืองลั่วหยาง ท่องไปทั้งเก้าแคว้นแปดทิศเพื่อเปิดหูเปิดตาหาประสบการณ์
ไม่เพียงแต่ได้พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา และเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น แต่ยังได้เห็นใต้หล้าอันกว้างใหญ่ดุจมหาสมุทร เมื่อเห็นแล้วก็ไม่จำเป็ต้องพูดอันใดให้มากความ ย่อมเข้าใจได้เองว่าน้ำหมึกบนกระดาษที่ตนเคยอ่านนั้น ความจริงเป็เพียงน้ำหนึ่งหยดในมหาสมุทร เทียบกันแล้วน้อยนิดจนไม่มีค่าพอให้พูดถึง ถึงตอนนั้นเราถึงจะสามารถย้อนกลับมาพิจารณาตนเอง
พอได้เห็นหอเทียนจื้อ ิหยวนถึงได้เข้าใจคำพูดพวกนั้น
คราแรกที่เห็นเขาก็ใยืนตะลึง จากนั้นก็อึดอัดวางตัวไม่ถูก ก่อนอาการปลาบปลื้มจนคลั่งไคล้เกินควบคุมจะเข้ามาแทนที่ เขาเริ่มขะมักเขม้นอ่านตำรา ซึมซับเอาความรู้ราวกับก้อนสำลี เพราะมันคือวิธีการที่โหวอิงใช้สอนเขามาแต่เด็ก ทุกๆ วันเขาจะต้องอ่านตำรา เขาจึงเข้าออกหอตำราเป็ว่าเล่น หยิบได้เล่มไหนก็อ่านเล่มนั้น ตำราที่เขาหยิบยืมมาอ่านก็มีทั้งบันทึกประวัติศาสตร์ ตำราการทหาร ขี่ม้ายิงธนู จัดแจกัน ตำราการเกษตร การบริหารจัดการน้ำ นิทานพื้นบ้าน แม้กระทั่งตำราเกี่ยวกับคืนวันแต่งงานเขาก็ยังเคยอ่าน เขาอ่านตำราในหอตำราแห่งนี้ไปแล้วไม่น้อย อ่านจบยังจดบันทึกสรุปความไว้ ความรู้ของเขาจึงเพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว
ทว่าพอเขาผ่านการประเมิน และได้ย่างกรายเข้าไปในหอเสวียจื้อเป็ครั้งแรก เขาก็ได้ค้นพบว่าไม่ใช่เขาคนเดียวที่สามารถเข้าออกหอนี้ได้
ชายหนุ่มคนหนึ่งอายุน่าจะห่างจากิหยวนไม่มาก นั่งก้มหน้าอ่านตำราอย่างขมักเขม้น ิหยวนเผลอจ้องอีกฝ่ายจนลืมตัว เพราะรู้สึกคุ้นหน้า คนผู้นี้ต้องเป็บัณฑิตชั้นปีเดียวกันแน่ๆ แต่ิหยวนนึกชื่อเขาไม่ออก เห็นอีกฝ่ายใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับตำราจึงไม่อยากรบกวน ิหยวนเลือกที่จะเดินเข้าไปนั่ง และอ่านตำราของตนเงียบๆ
หลายวันผ่านไปก็ยังมีเพียงพวกเขาสองคนอยู่ในหอตำราแห่งนี้ ทว่าทั้งสองกลับไม่ได้พูดคุยกันสักคำ กระทั่งวันหนึ่ง ิหยวนอ่านตำราเกษตรแล้วเกิดงุนงงเกี่ยวกับเครื่องมือการเกษตรที่เขียนอธิบายไว้ในตำรา หลังจากพยายามวาดภาพมันอยู่นาน เขาก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ เขาจึงทิ้งมันไว้แล้วออกไปรับประทานอาหารกลางวัน ผู้ใดจะคิดว่าพอเขากลับมา บัณฑิตอีกคนกลับไม่อยู่ที่นั่นแล้ว ทว่าภาพบนกระดาษที่เขาลบๆ วาดๆ กลับถูกแก้ไขไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ทันทีที่ได้เห็นภาพนั้น ความงุนงงที่เคยมีก็ถูกแก้ไขเช่นกัน
บ่ายวันนั้น ขณะที่ิหยวนก้มหน้าก้มตาอ่านตำรา อีกฝ่ายก็เดินเข้ามาเงียบ ๆ พอิหยวนเห็นดังนั้นจึงเป็ฝ่ายทำลายความเงียบด้วยการเอ่ยขอบคุณเขา “ขอบคุณศิษย์พี่ที่ช่วยข้าคลายข้อสงสัย ข้ามีนามว่าิหยวน มาจากเจียงโจวขอรับ มิทราบว่าศิษย์พี่พอจะแนะนำตัวให้ข้ารู้จักได้หรือไม่ขอรับ?”
“ข้ารู้จักเ้า ข้ามีนามว่าเหยากวง นามรองเซี่ยงฮุย เป็คนฉินโจว เป็ลูกหลานชาวนายากจน มิได้มีภูมิหลังสูงส่งอันใดหรอก” อีกฝ่ายประสานมือทักทายพลางส่งยิ้มบางให้ิหยวนราวกับเขาเตรียมพูดประโยคนี้ตั้งนานแล้ว “ศิษย์น้องิก็อ่านตำราการเกษตรเช่นเดียวกันหรือ?”
“ข้าอ่านตำราทุกประเภท แล้วก็เป็ลูกหลานชาวนาเช่นเดียวกันขอรับ” ิหยวนเอ่ยจบก็ยิ้มตอบ เซี่ยงฮุยผู้นี้ดูเป็คนเรียบง่ายไม่ถือตัวดี “ศิษย์พี่เหยาเชี่ยวชาญเื่การเกษตรใช่หรือไม่? ข้าเห็นตำราส่วนใหญ่ที่ท่านอ่านเป็ตำราการเกษตร”
“ใช่แล้วล่ะ ฐานะอย่างพวกเราต่อให้มีโอกาสได้เล่าเรียนในสำนักศึกษาหลวงก็ใช่ว่าจะมีอนาคตสดใส ข้าจึงตั้งใจไว้ว่าจะใช้โอกาสนี้ตั้งใจศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการเกษตรให้ได้มากที่สุด พอเรียนจบข้าจะได้เอาความรู้กลับไปพัฒนาบ้านเกิด ขอแค่ทำไร่ทำนาได้ผลิตดีขึ้น เพียงเท่านี้ข้าก็พอใจแล้ว”
ิหยวนเห็นอีกฝ่ายเอ่ยด้วยใบหน้าแน่วแน่ก็นิ่งไปชั่วขณะ เขาเคยเจอผู้คนผู้ซึ่งมีปณิธานสูงส่งยิ่งใหญ่มาไม่น้อย ทว่าพอได้ยินปณิธานอันเรียบง่ายและติดดินเช่นนี้ นอกจากิหยวนจะชื่นชมอีกฝ่ายและเข้าใจความรู้สึกนั้นดีแล้ว เขายังถึงกับพูดไม่ออกไปต่อไม่ถูก
เหยาเซี่ยงฮุยพูดจบก็ก้มหน้าอ่านตำราต่อ
หลังเกิดบทสนทนานั้นทั้งสองจึงได้เริ่มพูดคุยและแลกเปลี่ยนความเรียนรู้ในสิ่งที่พวกเขากำลังศึกษา เหยาเซี่ยงฮุยมีความรู้ด้านการเกษตรแน่นมากจึงเป็ฝ่ายแนะนำตำราแก่ิหยวน
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------0
