เล่มที่ 6 บทที่ 160 เคราะห์ไฟ
พริบตาเดียวก็ผ่านไปถึงสิบวันแล้ว หลินเฟยยังคงหลอมปราณโลหะเพื่อบำเพ็ญปราณกระบี่ทงโยวเช่นเดิม ทว่าด้านนอกกลับเกิดเหตุใหญ่ขึ้น…
บัดนี้ร้านหลอมอาวุธฟานซื่อถือว่ามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมืองวั่งไห่แล้ว กระบี่ที่มีมนต์สะกดแค่เก้าสาย กลับมีพลังรุนแรงจนน่าใ อาวุธของร้านหลอมอาวุธฟานซื่อแห่งนี้จึงกลายเป็สัญลักษณ์ของเมืองวั่งไห่ไปเสียแล้ว เวลานี้ไม่มีใครไม่รู้ว่าร้านตั้งอยู่ที่ใดอีกต่อไป เพราะทุกคนต่างรู้จักดี…
และผู้แทนของร้านหลอมอาวุธก็คือเจียงหลี แม้จะมีขั้นบำเพ็ญแค่ย่างหยวน แต่เวลานี้แม้แต่ผู้บำเพ็ญระดับเดียวกันยังกลับไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับเขาด้วยซ้ำ ก็ช่วยไม่ได้ เพราะตอนนี้เจียงหลีเป็คนที่ใครๆก็ต่างแย่งกันประจบ แม้แต่ศิษย์สายตรงของหลายสำนักใหญ่ก็ยังต้องเสวนาด้วยความเกรงใจ
เวลาเพียงสิบกว่าวัน แต่กลับทำกำไรได้หลักล้านหินิญญา แทบจะเรียกว่าร่ำรวยที่สุดในแถบทางเหนือของเมืองก็ว่าได้ การร่ำรวยภายในพริบตาเช่นนี้ แน่นอนว่าจะต้องมีคนอิจฉาอยู่แล้ว…
เดิมทีเมืองวั่งไห่ก็เป็เมืองที่มีผู้บำเพ็ญอาศัยอยู่มาก แถมยังมีสำนักกระบี่หลีซานที่มีชื่อเสียงอีก ทำให้ภายในรัศมีร้อยลี้ของเมืองวั่งไห่มีร้านหลอมอาวุธตั้งอยู่มากมาย และเื้ัร้านใหญ่ๆหลายแห่ง ก็มีสามสำนักเหล่านี้หนุนหลังอยู่…
เพราะมีผลประโยชน์จึงเกิดการแก่งแย่ง แถมยังไม่ใช่ผลประโยชน์น้อยๆอีกด้วย…
ลองคิดดูแล้วกัน…
แค่สิบวันก็ยังได้หลักล้าน แล้วถ้าร้อยวัน หรือสามถึงห้าปีหลังจากนี้เล่า จะไม่ร่ำรวยจนซื้อได้ทั้งเมืองวั่งไห่เลยหรือ?
ถ้าเป็ยามปกติ ร้านใหญ่ๆคงร่วมมือกันกดดันให้ร้านเล็กๆ เหล่านี้ไม่ได้ผุดได้เกิดไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่ร้านหลอมอาวุธฟานซื่อโด่งดังและร่ำรวยเร็วเกินไป จนกระทั่งร้านเ่าั้ตั้งตัวไม่ทันเลยทีเดียว
ช่างน่าอึดอัดใจไม่น้อย…
ที่ไม่สามารถเล่นงานเช่นนี้ได้
เพราะบัดนี้ร้านหลอมอาวุธฟานซื่อโด่งดังไปทั่วเมืองแล้ว ต่อให้เป็สามสำนักใหญ่ ก็ย่อมเคยมาซื้อกระบี่จากร้านนี้ หากเล่นงานอีกฝ่ายภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เหล่าผู้บำเพ็ญที่เคยซื้อกระบี่จะต้องไม่พอใจเป็แน่
ฉะนั้นแล้วอย่างมาก จึงทำได้แค่เล่นงานลับหลังเท่านั้น…
แต่ก็ไม่มีใครกล้าเริ่มก่อนอยู่ดี
เมืองวั่งไห่มีร้านหลอมอาวุธมากมาย ภายนอกอาจจะดูสงบสุข ไม่มีเื่ขัดแย้งอะไร แต่ทุกคนกลับรู้ดีว่ามันแค่ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้น หากมีลมพัดใบไม้ไหวเพียงนิดเดียวละก็ จะต้องเกิดเื่ใหญ่ขึ้นมาแน่นอน…
แต่เื่ทั้งหมดก็ยังลามมาไม่ถึงหลินเฟย
สิบวันที่ผ่านมาหลินเฟยไม่ได้ออกไปไหนสักครั้งเดียว เขาเอาแต่หลบอยู่หลังร้าน ตั้งใจบำเพ็ญกระบี่ทงโยวอย่างเดียว…
บัดนี้หลินเฟยกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างค่ายกลแปดอสูรหลิงเป่า เบื้องหน้ามีลำแสงเลือนรางสายหนึ่งกำลังโคจรกลืนกินปราณโลหะสีทองที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่องดั่งสายธารสีทอง ทุกครั้งที่ปราณโลหะไหลวน ลำแสงเลือนรางนี้ก็จะสว่างขึ้นและหรี่แสงลงเป็จังหวะ หากพิจารณาดีๆจะพบว่าลำแสงเลือนรางในตอนนี้มีมนต์สะกดถึงยี่สิบเก้าสายแล้ว อีกแค่สายเดียวเท่านั้นก็จะมีพลังแตะขั้นมิ่งหุนระดับสูงสุด เทียบเท่ากับปราณกระบี่อิ๋นเหวินเลยทีเดียว
ระหว่างที่กลืนกินปราณโลหะอยู่นั้น ปราณกระบี่ทงโยวก็สร้างมิติหยินหยางขึ้นมา ้าเป็หยาง ด้านล่างเป็หยิน ลำแสงสว่างสลับริบหรี่กำลังไหลวนรอบรอยต่อห้วงมิติทั้งสอง ยิ่งโคจรมากเท่าไรก็ยิ่งทำให้ปราณกระบี่ทงโยวแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเท่านั้น
สุดท้ายลำแสงนั้นก็กลายเป็สะพานสายหนึ่งที่ทอดยาวผ่านห้วงมิติหยินหยาง ด้วยพลังมนต์สะกดทั้งยี่สิบเก้าสาย ทำให้มนต์สะกดสายที่สามสิบซึ่งดูคล้ายกับสะพานทอดผ่านมิติหยินหยางเริ่มปรากฏขึ้นมา แต่ก็ยังเลือนรางอยู่มาก
หลินเฟยเห็นดังนั้นก็เร่งโคจรเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูอย่างบ้าคลั่ง หลอมเอาปราณโลหะมหาศาลออกมา ก่อนจะอัดทั้งหมดเข้าไปอีกครั้ง ทันใดนั้นมนต์สะกดสายที่สามสิบก็ชัดเจนขึ้นทันที กลายเป็สะพานที่ทอดยาวทะลุห้วงมิติหยินหยาง ไม่นานลำแสงเลือนรางก็บิดเบี้ยวขึ้นก่อนจะสลายกลายเป็ปราณกระบี่ทงโยวลอยออกมา
“สำเร็จ!”
หลินเฟยยกยิ้มพอใจออกมาทันที ก่อนจะเก็บปราณกระบี่ทงโยวและอิ๋นเหวินเข้าร่าง
หลังจากปราณกระบี่ทั้งสองเข้าร่าง ทั่วทั้งตัวของหลินเฟยก็เปล่งแสงสว่างออกมาทันที แถมยังมีพลังปราณบางส่วนรั่วไหลออกมาด้วย
ที่เป็เช่นนี้ก็เพราะเขาสะสมพลังไว้มากเกินไป จนไม่อาจกดข่มได้อีก…
ตอนนี้ปราณกระบี่ทงโยวก็มีมนต์สะกดครบสามสิบสายแล้ว ถือว่ามีพลังแตะขั้นมิ่งหุนระดับสูงสุด จึงไม่ต้องกดข่มพลังอีกต่อไป
หลินเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา พริบตานั้นพลังปราณในร่างก็ปั่นป่วนราวกับคลื่นั์โหมกระหน่ำ ไม่มีอะไรสกัดขวางได้อีกต่อไป ไม่นานก็มีเสียงราวกับฟ้าร้องดังออกมาจากตัวหลินเฟย พลังปราณในตัวเริ่มโคจรด้วยตัวมันเอง ก่อนจะหลอมรวมอยู่ข้างกาย กลายเป็กระบี่ขนาดั์ที่ยังคงขยายใหญ่ต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
พลังที่ถูกสะกดเอาไว้พุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีอะไรขวางกั้นได้อีก…
กลิ่นอายน่าสะพรึงกลัวะเิออกมา ทำให้ผนังหลังร้านหลอมอาวุธร้าว แม้แต่ปีศาจกระบี่ที่คอยบงการอยู่ใจกลางค่ายกล ยังต้องอิงแอบอยู่ด้านหลังสัตว์ร้ายทั้งแปด
ไม่นานก็มีลำแสงกระบี่เจิดจ้าพวยพุ่งออกมา ก่อนจะะเิจนเกิดเป็สะเก็ดเปลวไฟลุกโชน พริบตานั้นเองก็ทำให้หลินเฟยจมอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิง
เคราะห์ไฟขั้นมิ่งหุนด่านที่สองได้เริ่มขึ้นแล้ว
เปลวไฟนี้ไม่ได้แบ่งแยกเป็หยินหยาง ไม่ได้อยู่ในธาตุทั้งห้า แต่มันคือเปลวไฟในใจของผู้บำเพ็ญ ไม่อาจดับได้ด้วยลมหรือน้ำ เพราะไฟนี้มีไว้แผดเผาผู้บำเพ็ญขั้นมิ่งหุนโดยเฉพาะ หากสามารถผ่านไปได้ ก็จะมีอนาคตที่สดใสรุ่งโรจน์ แต่หากทนไม่ได้ ก็จะถูกเปลวไฟในใจนี้แผดเผาดวงิญญาจนกลายเป็เถ้าถ่าน
ปกติแล้ว เวลาฝ่าเคราะห์ด่านนี้ ผู้บำเพ็ญส่วนมากมักจะเลือก่เวลาดึกสงัดที่ไม่มีคนรบกวน เพื่อใช้ศาสตราวุธช่วยสงบใจ และหากคนที่มีฐานะดีหน่อย ก็จะใช้ศาสตราวุธคุ้มกันจิติญญาไปด้วย หลังจากเตรียมทุกอย่างพร้อม ถึงค่อยๆเหนี่ยวนำให้เปลวไฟในใจค่อยๆลุกโชนขึ้น เพื่อไม่ให้จิติญญาถูกแผดเผาโดยไม่ทันตั้งตัว
แต่หลินเฟยกลับทำต่างกันออกไป…
เพราะชั่วขณะที่เปลวไฟลุกโชน หลินเฟยก็รีบโคจรพลังทันที ไม่นานเปลวไฟก็ลุกโชนรุนแรงราวกับถูกสาดด้วยน้ำมัน ทั่วทั้งบริเวณหลังร้านกำลังลุกเป็ไฟเลยทีเดียว และที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือหลินเฟยไม่คิดจะกดข่มเปลวไฟนั้นแม้แต่น้อย เปลวไฟเริ่มเปลี่ยนจากสีแดงเป็เขียว ทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม หากเปลวไฟสีเขียวปรากฏขึ้นมา ก็เป็ลางว่าเปลวไฟนั้นใกล้จะแผดเผาจิติญญาแล้ว
ทว่าหลินเฟยก็ไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย กลับยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิง ปราณกระบี่ทั้งสี่กำลังโคจรอยู่รอบตัว เหนือศีรษะของเขาก็มีอักขระกระบี่เทียนกุ่ยลอยอยู่ภายใต้เคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียน ทันใดนั้นจิติญญาของหลินเฟยก็ปรากฏออกมา!
ไท่อี๋ ซี่รื่อ อิ๋นเหวิน และทงโยว ปราณกระบี่ทั้งสี่นี้นอกจากจะเป็รากฐานของหลินเฟยแล้ว ยังเป็จิติญญาอีกด้วย และบัดนี้ก็แยกออกจากกายเนื้อของเขาและปรากฏออกมาท่ามกลางเปลวไฟ…
หากคนอื่นเห็นภาพเช่นนี้ จะต้องคิดว่าหลินเฟยกำลังแกว่งเท้าหาเสี้ยนอยู่เป็แน่
เพราะเปลวไฟในใจนี้ก็เกิดขึ้นเพื่อแผดเผาจิติญญาโดยเฉพาะ
หากจิติญญาอยู่ในกายเนื้อก็ยังพอจะหลบเลี่ยงได้บ้าง แต่บัดนี้กลับปรากฏออกมานอกร่าง จึงโดนแผดเผาเข้าเต็มๆ ไม่มีอะไรขวางกั้นแม้แต่น้อย…
--------------------------------------------------------------------------------------------------
