หลิวเซี่ยงเฉียนหันขวับหมายจะกลับหลัง แต่หลิวชงคว้าตัวไว้ได้ทัน
“พ่อครับ ตอนนี้เราจะเอาอะไรไปอ้างขอของเขาได้ล่ะ? เงินเพิ่งได้มายังอุ่นๆ อยู่เลย รออีกสองสามวันค่อยว่ากันเถอะ!” ความเ็ปที่มือทำให้หลิวชงยังพอมีสติอยู่บ้าง เขารู้ว่าฮวาเจาไม่ใช่คนที่จะแหย่ได้ง่ายๆ
พ่อของเขาพูดถูก หากเขายังไปยั่วโมโหฮวาเจาอีก ไม่แน่ว่าขาอาจจะถูกหักก็ได้
“เื่พวกนี้แกก็รู้ดี ทำไมพอเป็เื่ของตัวเองถึงได้ลืมเลือนไปได้?” หลิวชงตำหนิ “สงสัยอยากได้เมียจนสติแตกไปแล้วมั้ง!”
“ไอ้...” หลิวเซี่ยงเฉียนถอดรองเท้าฟาดใส่เขาทันที หลิวชงรีบวิ่งหนีไปไกล
เื่นี้ก็เลยต้องพักไว้ก่อน รอคิดหาข้ออ้างที่ดีๆ ค่อยมาใหม่ก็แล้วกัน
......
วันเวลาผ่านไปอย่างสงบสุข ฮวาเจาพาลูกๆ ทั้งสี่ขึ้นเขาไปเก็บเห็ดในตอนเช้าเหมือนเดิม ผลผลิตที่ได้ก็ยังคงแบ่งให้คนละ 1 ใน 10 ส่วน เหมือนเดิม และเธอก็ได้บอกพวกเขาไปแล้วว่า ต่อไปค่าเล่าเรียนและค่าขนมของพวกเขาก็จะมาจากส่วนแบ่งนี้ เธอจะไม่ให้เพิ่มอีกแล้ว
ทุกคนดีใจมาก ไม่มีใครไม่พอใจ เพราะพวกเขารู้ว่าเด็กคนอื่นๆ ไม่เคยได้รับสิทธิพิเศษแบบนี้!
เด็กบ้านไหนบ้างที่ทำงานให้ที่บ้านแล้วได้ส่วนแบ่งเป็ของตัวเอง? หนึ่งส่วนนั้นไม่มีทาง แต่หนึ่งสตางค์ก็ยังพอเป็ไปได้
พี่สาวให้พวกเขามหาศาลแล้วจริงๆ
ฮวาเจาก็เริ่มจะรักเด็กพวกนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว พวกเขารู้จักพอ รู้จักบุญคุณ แถมยังขยันขันแข็งอีก นี่สิถึงจะเป็เด็กดี
ตอนบ่าย เธอก็สอนหนังสือพวกเขา
แน่นอนว่าเป็การสอนแบบ “เรียนไปสอนไป” เธออ้างว่าเมื่อคืนนี้เรียนมาจากคุณปู่ พอเช้าก็เอามาสอนพวกเขา
ไม่ว่าจะเป็วิชาคณิตศาสตร์หรือภาษาจีน ต้าเหว่ยและเสี่ยวเหว่ยก็พบว่าตนเองไม่สามารถเทียบกับพี่สาวที่ว่ากันว่าเพิ่งเรียนมาได้แค่ 3 เดือนได้เลย ความหยิ่งผยองที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดก็มลายหายไปในพริบตา
“เทอมนี้ช่างมันไปก่อน รอวันที่ 1 กันยา พวกแกค่อยไปโรงเรียนก็แล้วกัน ต้าฉิน เสี่ยวฉินก็ไปเรียนด้วย” ฮวาเจาบอก
เพราะตอนนี้ก็เดือนกรกฎาคมแล้ว อีกไม่กี่วันโรงเรียนประถมก็จะสอบปลายภาค เธอไม่อยากให้ต้าเหว่ยเสี่ยวเหว่ยไปถึงโรงเรียนก็เป็ตัวรั้งท้าย ทำลายความมั่นใจของพวกเขา
“พวกเราก็ไปโรงเรียนได้เหรอ?” ต้าฉินและเสี่ยวฉินตื่นเต้น
“ทำไมจะไม่ได้? ชายหญิงเท่าเทียมกัน ผู้หญิงก็เป็ใหญ่ได้เหมือนกัน” ฮวาเจาตอบ
ส่วนเื่ที่เสี่ยวฉินยังอายุไม่ถึง ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร โรงเรียนสมัยนี้อนุญาตให้พี่ชายพี่สาวพาพี่พาน้องไปเรียนได้ ขอแค่น้องๆ เ่าั้ไม่ซุกซนจนเกินงาม
ทันใดนั้นก็มีเสียงกระดิ่งจักรยานดังมาจากระยะไกล ฮวาเจาตาเป็ประกายทันที วันนี้คงเป็บุรุษไปรษณีย์มาแล้ว!
ไม่ผิดแน่ ร่างสีเขียวมะกอกปรากฏขึ้นบนถนนเล็กๆ แล้วก็หยุดลงที่หน้าบ้านฮวาเจา
ฮวาเจารีบเดินไปหาด้วยความดีใจเหมือนนกน้อย
“ฮวาเฉียง! ฮวาเฉียงอยู่บ้านไหม? มีจดหมายถึงคุณ!” บุรุษไปรษณีย์ะโ
ฮวาเจาชะงักไปเล็กน้อย ที่ผ่านมาบุรุษไปรษณีย์จะะโชื่อฮวาเจาตลอด ใครเป็ผู้รับจดหมายก็จะเรียกชื่อคนนั้น นี่เป็จดหมายถึงคุณปู่เหรอ? แล้วใครกัน?
บุรุษไปรษณีย์หันมา เห็นฮวาเจาแล้ว เขารู้จักฮวาเจาดี เขารู้เื่ของเธอดี เธอมีสามีเป็ทหาร แล้วก็มีคุณปู่เป็ทหารผ่านศึกที่ปลดประจำการแล้ว
“วันนี้ไม่มีจดหมายถึงเธอนะ นี่เป็จดหมายจากเมืองหลวงถึงคุณปู่ของเธอ” เห็นฮวาเจาแสดงอาการผิดหวัง บุรุษไปรษณีย์ก็ปลอบใจ “ไม่ต้องรีบร้อน พรุ่งนี้หรือไม่ก็มะรืนนี้ก็ต้องมีจดหมายถึงเธอแน่”
ใบหน้าสวยหวานที่แสดงความผิดหวังนั้นช่างน่าเห็นใจยิ่งนัก
“ไม่เป็ไรค่ะ” ฮวาเจายิ้ม “เอ็จดหมายให้ฉันเถอะ คุณปู่กำลังนอนกลางวันอยู่ในบ้าน”
“ได้เลย” บุรุษไปรษณีย์ยื่นจดหมายให้แล้วก็ปั่นจักรยานจากไป
ฮวาเจามองดูที่อยู่บนซองจดหมาย เขตหนึ่งในเมืองหลวง เธอพอจะเดาได้แล้วว่าใครเป็คนเขียน
คุณปู่ของเธอมีลูกชายลูกสาวอยู่ที่เมืองหลวงนี่นา หวังเิเคยบอกว่าพวกนั้นอยากให้คุณปู่กลับไป ตอนนี้คงเริ่มลงมือกันแล้วสินะ?
ฮวาเฉียงถูกเสียงดังปลุกให้ตื่นแล้วเดินออกมา เมื่อเห็นจดหมายในมือของฮวาเจาก็หัวเราะ “เสี่ยวเย่เขียนมาอีกแล้วเหรอ? เร็วเข้าดูสิว่าคราวนี้คิดชื่อลูกออกหรือยัง?”
ก่อนหน้านี้ฮวาเจาให้เย่เซินตั้งชื่อลูก แต่เย่เซินตอบกลับมาว่ายังคิดไม่ออก ขอกลับไปคิดดูก่อน
จดหมายไปกลับหลายฉบับแล้ว คงคิดออกสักทีแล้วมั้ง?
“ไม่ใช่ค่ะ นี่เป็จดหมายจากเมืองหลวง ถึงคุณปู่ค่ะ” ฮวาเจาบอก
รอยยิ้มของฮวาเฉียงหายไปทันที
“คุณปู่ หนูดูได้ไหม?” ฮวาเจายกจดหมายขึ้นมาทำหน้าตาอยากรู้อยากเห็น
ด้วยท่าทางแบบนี้ ฮวาเฉียงก็ปฏิเสธไม่ลง
บางครั้งเขาก็รู้สึกเหมือนว่าเขาได้หลานสาวคนใหม่มาแล้ว เด็กผู้หญิงน่ารักเหมือนลูกแมวคนนี้ ใช่หลานสาวหมีของเขาจริงๆ หรือ?
แต่ก็แค่รู้สึกไปแวบเดียวเท่านั้น เขารู้ดีที่สุดว่าหลานสาวของเขาเปลี่ยนจากหมีดำเป็แมวตัวน้อยได้อย่างไร
กินข้าวแค่นิดเดียวในแต่ละมื้อ กลางคืนบางครั้งกินแต่ผักไม่กินข้าว แถมยังปีนเขา ทำงานทุกวัน เพาะถั่วงอก ขายถั่วงอก เก็บเห็ด ตื่นเช้ากลับดึก เหนื่อยจนตัวเหม็น...ไม่ยอมลำบากน้อยเลย ถึงได้ผอมลงขนาดนี้
หลานสาวมีเหตุผลขึ้นแล้ว บางเื่ก็ถึงเวลาที่ต้องบอกเธอแล้ว
“มา เข้าไปในบ้านกับปู่” ฮวาเฉียงบอก
ฮวาเจาเดินตามหลังเขาไปอย่างกระตือรือร้น ตั้งใจจะฟังเื่เล่า ที่ผ่านมาฟังแต่หวังเิเล่าแบบผ่านๆ เธอรู้ว่ามันเป็เื่ใหญ่ ตอนนี้จะได้ฟังรายละเอียดแล้ว
ในวันที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต เธอก็กลายเป็คนขี้เบื่อ ชอบเื่ซุบซิบไปแล้ว~
สองปู่หลานนั่งลงบนเตียง ฮวาเฉียงชี้ไปที่จดหมายในมือของเธอ “แกเปิดดูสิ มีอะไร”
เขาไม่อยากจะดูเองเลย เื่ในอดีตทำให้เขาเสียใจมากจริงๆ
ฮวาเจาเปิดจดหมาย
“ท่านพ่อ ไม่ได้พบกันสิบปี ขออภัยที่ลูกไม่กตัญญู ขออภัยในการกระทำที่ลูกจำใจทำเมื่อครั้งนั้น มันเป็ความจำเป็จริงๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม...”
ประโยคแรกก็ทำให้ฮวาเจาไม่พอใจแล้ว ไม่ยอมรับผิดแต่กลับขอให้คนอื่นให้อภัยซะอย่างนั้น ในน้ำเสียงยังแฝงความรู้สึกว่าตัวเองมีเหตุผลที่ควรได้รับการให้อภัยอีก
ผ่านมาตั้งนานแล้วยังรู้สึกว่าตัวเองถูกกระทำ? ยังมีเหตุผลอีก?
ฮวาเจารีบอ่านให้จบ ก็เป็ไปตามที่เธอคิดไว้จริงๆ ลูกๆ ของฮวาเฉียงมาขอคืนดี ขอให้เขากลับบ้าน โดยให้เหตุผลว่า พวกเขาทำผิดไปแล้ว ตอนนี้ได้ข่าวว่าสุขภาพของเขาไม่ดี พวกเขาอยากจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ อยากจะดูแลพ่อ
สรุปก็คือทำเพื่อเขาหมด
“ปู่ พวกเขาอยากให้ปู่ไปอยู่เมืองหลวง ไปอยู่บ้านเขา ปู่จะไปไหม?” ฮวาเจาสรุป
“แกรู้เหรอว่าพวกเขาเป็ใคร?” ฮวาเฉียงประหลาดใจกับความใจเย็นของเธอ
“อาหวังเคยเล่าให้ฟังนิดหน่อย” ฮวาเจาเล่าเื่ที่รู้มาอย่างคร่าวๆ
ฮวาเฉียงพยักหน้า เขาชอบหลานสาวคนนี้มากขึ้น หวังเิฝากให้เธอไปพูดดีกับคนพวกนั้น แต่เธอกลับไม่ได้พูดถึงเลยสักคำ ไม่ได้ทำให้เขาไม่สบายใจ สมกับที่เป็หลานแท้ๆ ของเขา ไม่ได้รักผิดคน
“ชื่อผู้ลงท้ายจดหมายคือใคร?” ฮวาเฉียงถาม
ฮวาเจาดู “ฮวาเป่ากั๋วค่ะ”
“ฮึ” ฮวาเฉียงหัวเราะออกมาทันที “ไม่ควรจะเป็ฉีเป่ากั๋วเหรอ? เขาเปลี่ยนไปใช้นามสกุลฉีไปนานแล้ว ตอนนี้คงยังใช้นามสกุลฉีอยู่ แต่พอเขียนจดหมายถึงฉัน กลับรู้ว่าตัวเองนามสกุลฮวา”
ฮวาเจาเบิกตากว้าง เธอไม่รู้ว่ามีการเปลี่ยนนามสกุลด้วย เห็นได้ชัดว่าเื่ในอดีตนั้นร้ายแรงจริงๆ
ในเมื่อฮวาเจารู้เื่ที่เขาแต่งงานใหม่ไปแล้ว ฮวาเฉียงก็พูดต่อได้ “ก็อย่างที่รู้ๆ กันนั่นแหละ ตอนนั้นย่าของแกถูกศัตรูฆ่าตาย ฉันก็เลยทิ้งพ่อของแกไปเป็ทหาร พออายุ 30 ปี ก็ได้รู้จักกับลูกสาวของหัวหน้าเก่า...”
สุดท้ายเขาก็กลายเป็ลูกเขยที่ไม่ได้ดั่งใจ เพราะเขาไม่ยอมทำตามที่ตระกูลฉี้า ก็เลยกลายเป็ส่วนเกิน ภรรยาของเขาก็เลยไม่ดีกับเขาเท่าไหร่ ่นั้นความสัมพันธ์ก็เลยไม่ดีนัก
ต่อมาใน่เวลาที่อ่อนไหว เขาก็มีความขัดแย้งกับลูกชายและลูกเขยของภรรยาอย่างรุนแรง พวกนั้นถึงขั้นยุยงให้ลูกของเขาตัดความสัมพันธ์กับเขาและไปรายงานเขา เพื่อที่จะโค่นล้มเขา
ถ้าเขาไม่มีเส้นสาย ถ้าเขาไม่ถอนตัวออกมาได้ทัน เขาก็คงไม่มีความสุขสบายแบบนี้ บางทีอาจจะตายไปแล้ว หรือไม่ก็ไปใช้แรงงานอยู่ในไร่ไหนสักแห่งแล้วก็ได้
ความผูกพันของพวกเขาขาดสะบั้นไปนานแล้ว ถ้าไม่เห็นแก่สายเื ก็คงเป็ศัตรูกันไปแล้ว
