“เยี่ยเฉินเฟิงออกมาแล้ว”
เมื่อเห็นเยี่ยเฉินเฟิงเดินออกมาจากโถงวิหารด้านในด้วยสภาพสีหน้าซีดเซียวเล็กน้อยและมีเืซึมที่มุมปาก บรรดาศิษย์สำนักที่อยู่ภายในโถงวิหารต่างก็มองไปทางเขาด้วยสายตากริ่งเกรง
ผู้แข็งแกร่ง มักจะทำให้คนยอมจำนนได้โดยง่าย
“อันดับแปด”
เยี่ยเฉินเฟิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองดูรายชื่อบนป้ายหยก ก่อนจะนั่งขัดสมาธิลงกับพื้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ โคจรทักษะกลืนิญญาเงียบๆ ทำการฟื้นฟูพลังิญญาที่สูญเสียไป
ประมาณหนึ่งชั่วโมงผ่านไป เสียงกระแทกหนักอึ้งก็ดังขึ้นมา เซินถูเหิงที่ร่างกายอ่อนแอและสูญเสียพลังิญญาไปอย่างหนักก็ตกถลันออกมาจากประตูมิติและล้มกระแทกพื้นในสภาพค่อนข้างยับเยิน
เมื่อพักฟื้นได้ประมาณหนึ่งแล้ว เซินถูเหิงก็คลานขึ้นมาจากพื้นและตรงไปที่โถงหลักกลางวิหาร ในตอนที่เขาเห็นว่าเยี่ยเฉินเฟิงท้าทายค่ายกลิญญาฟ้าเสร็จสิ้นก่อนหน้าตนเองและกำลังนั่งขัดสมาธิควบคุมลมปราณอยู่ภายในโถงหลักนั้น มุมปากก็พลันยกโค้งเป็รอยยิ้มเ็า
“เยี่ยเฉินเฟิง ค่ายกลิญญา์ใช่จะท้าทายกันได้ง่ายดายปานนั้น บุญเก่าของเ้ามันหมดไปตั้งนานแล้ว” เซินถูเหิงที่กำลังระริกระรี้อยู่ในใจไม่มีทางรู้เลยว่าคะแนนของตนเองจะด้อยกว่าเยี่ยเฉินเฟิงอยู่มาก เมื่อเดินไปอยู่เบื้องหน้าอีกฝ่ายจึงเอ่ยปากขึ้นอย่างอวดดี
สิ้นเสียงของเซินถูเหิง บรรดาศิษย์ที่อยู่ในโถงวิหารต่างก็เผยรอยยิ้มแปลกๆ ออกมา ยิ่งไปกว่านั้นคือบางคนถึงขั้นหลุดหัวเราะออกมา
“เซินถูเหิง เ้าตาบอดหรือ?” เยี่ยเฉินเฟิงที่ฟื้นฟูพลังได้ประมาณหนึ่งแล้วก็ลืมตาขึ้น จ้องมองไปทางเซินถูเหิงที่กำลังถากถางตนเองพลางกล่าวขึ้นอย่างเ็า
“ฮะ...”
เมื่อเห็นสายตาขบขันจากผู้คนรอบด้าน และได้ยินน้ำเสียงเ็าจากเยี่ยเฉินเฟิง เซินถูเหิงก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างได้ ในตอนที่เขาเอียงตัวกลับไปและใช้สายตาสำรวจดูแผ่นป้ายหยกจัดอันดับ ทั่วทั้งร่างก็คล้ายกับโดนสายอัสนีบาตฟาดใส่จนห้วงสมองขาวโพลนว่างเปล่า
เขาตกตะลึงเป็อย่างมาก สีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อความจริงตรงหน้าค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละเล็กน้อย จนสุดท้ายก็ฉายชัดอยู่ทั่วทั้งใบหน้าของเขา
“นี่...นี่มันเป็ไปไม่ได้ ด้วยพลังที่แท้จริงของเ้าไม่มีทางที่จะฝ่าทะลวงขึ้นไปถึงอันดับแปดบนป้ายพลังยุทธ์อัคคี์ได้หรอก เ้าจะต้องเล่นตุกติกแน่เลย” เซินถูเหิงที่ได้สติคืนมาก็ก่นด่าเสียงดังลั่น รู้สึกสงสัยต่อผลคะแนนของเยี่ยเฉินเฟิง
“เซินถูเหิง เ้านี่มันแพ้ไม่เป็จริงๆ สินะ” เยี่ยเฉินเฟิงส่ายหัวไปมา กล่าวขึ้นอย่างดูถูกดูแคลน
“ผู้าุโถาน ผู้าุโหลิว เ้าเยี่ยเฉินเฟิงมันต้องโกงแน่ๆ ขอท่านผู้าุโทั้งสองตรวจสอบเื่นี้อย่างละเอียด ให้พวกเราทุกคนในที่นี้ได้รับความกระจ่างแจ้งด้วย” เซินถูเหิงเอ่ยขอร้องด้วยความหวาดกลัวลนลาน
“โกงเรอะ?” ผู้าุโถานเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ค่ายกลิญญาฟ้าเป็ค่ายกลที่ผู้าุโระดับเซียนอสูร์ซึ่งมีความรู้แตกฉานด้านอักขระอาคมของนิกายอัคคี์จำนวนหลายท่าน ร่วมกันสร้างขึ้นมาจากการสลักอักขระอาคมนับพันชั้น โดยใช้เวลาหลายวันในการหลอมรวมมันขึ้นมา แล้วภายในค่ายกลยังมีอักขระป้องกันจำนวนมหาศาลแฝงเอาไว้ด้วย หรือว่าเ้าสงสัยในพลังของเหล่าผู้าุโจากนิกายอัคคี์กันล่ะ”
“ขะ...ข้า...”
เมื่อถูกผู้าุโถานซักถามอย่างเข้มงวด เซินถูเหิงก็เกิดอาการเป็ใบ้ขึ้นมาชั่วขณะ ไม่กล้าที่จะโต้เถียงกลับไป
“เซินถูเหิง ที่จริงเ้าไม่ต้องลนลานขนาดนั้นก็ได้นะ” เยี่ยเฉินเฟิงแสยะยิ้มเ็าพลางเอ่ย “เ้าลืมไปแล้วหรือว่าพวกเรายังต้องไปสู้กันต่อที่สนามประลองยุทธ์อีก เดี๋ยวพอประลองเสร็จแล้ว เ้าก็จะได้รู้เองแหละว่าข้าเล่นตุกติกจริงไหม”
“ก็ดี รอข้าฟื้นฟูพลังก่อน พวกเราจะไปที่สนามประลองยุทธ์กัน” เซินถูเหิงพยักหน้ารับคำ เอ่ยตอบด้วยสีหน้าดำคล้ำ
ในยามนี้ เขาก็ยังคงไม่เชื่อว่าเขตแดนปรมาจารย์อสูรมายาระดับห้าอย่างเยี่ยเฉินเฟิง จะมีพลังที่แท้จริงเหนือล้ำกว่าตนเองไปได้ ที่สำคัญกว่าไปกว่านั้นคือเขายังมีไพ่ลับสุดอันตรายซ่อนไว้อีกหนึ่งใบด้วย
เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า ในขณะที่เซินถูเหิงกำลังฟื้นฟูพลังอยู่นั้น หลินเข่อจู๋ก็ท้าทายค่ายกลเสร็จพอดีจึงเดินออกมาด้านนอก
“อันดับแปด!”
เมื่อหลินเข่อจู๋เห็นคะแนนของเยี่ยเฉินเฟิงก็ถึงกับอึ้งจนอ้าปากค้างไปพักใหญ่ สีหน้าฉายแววตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนจะเข้าไปในค่ายกล หลินเข่อจู๋ได้ประเมินคะแนนของเยี่ยเฉินเฟิงเอาไว้สูงมากแล้วแท้ๆ แต่พอได้มาเห็นผลคะแนนสุดท้ายของเขาจริงๆ นางถึงได้เข้าใจว่าตนเองประเมินอีกฝ่ายต่ำเกินไปมาก
ประมาณสองชั่วโมงกว่าๆ ผ่านไป เซินถูเหิงที่ใช้เม็ดยาเป็ตัวช่วยก็ฟื้นพลังิญญาที่สูญเสียไปคืนมาได้เกือบเป็ปกติและปรับสภาพร่างกายตัวเองให้สมบูรณ์พร้อมมากที่สุด
“ไปกันเถอะ พวกเราไปที่สนามประลองยุทธ์กัน”
เซินถูเหิงลุกขึ้นยืนอย่างไม่รีบร้อน หันมองเยี่ยเฉินเฟิงที่กำลังสนทนาอยู่กับหลินเข่อจู๋แล้วเอ่ยขึ้นอย่างเ็า คิดอยากจะสั่งสอนอีกฝ่ายจนแทบทนไม่ไหว
“ไปสิ!”
เยี่ยเฉินเฟิงระบายยิ้มบางๆ แล้วไปที่สนามประลองยุทธ์พร้อมกับเซินถูเหิง
ในขณะเดียวกันก็มีศิษย์คนอื่นๆ ของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ติดตามพวกเขามาอีกนับร้อยคน พวกเขาทั้งหมดก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า พลังของเยี่ยเฉินเฟิงจะแข็งแกร่งถึงขั้นบดขยี้เซินถูเหิงได้จริงหรือไม่
“การต่อสู้กันในสนามประลองยุทธ์ ห้ามลงมือกันถึงตายโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นจะลงโทษอย่างหนักตามกฎสำนัก”
ผู้าุโถานกลัวว่าทั้งสองคนจะมีความแค้นต่อกันจนลงมือกับอีกฝ่ายถึงตาย ก่อนจะเริ่มการประลองจึงได้กล่าวเตือนอย่างเข้มงวด
“ท่านวางใจเถอะผู้าุโถาน ข้าไม่ฆ่าเขาหรอก” แววตาของเซินถูเหิงทอประกายดุร้ายวาววับ เหลือบมองสีหน้าสงบนิ่งของเยี่ยเฉินเฟิงพลางกล่าวขึ้นเสียงต่ำ
กล่าวจบ เซินถูเหิงก็แตะถุงเอกภพอย่างรวดเร็ว จากนั้นดาบวารีจันทราอาวุธระดับหลิงขั้นกลางที่ส่องประกายสีฟ้านวลจันทร์ก็ปรากฏออกมา
เมื่อประคองดาบวารีจันทราไว้ในมือ พลังอำนาจที่แผ่ซ่านจากร่างของเซินถูเหิงก็ดุดันขึ้นหลายส่วน จิตอสูรตะกวดที่เปล่งแสงพลังิญญาสีฟ้าอ่อน แลบลิ้นสีเขียวเข้มและมีขนาดร่างใหญ่โตก็ปรากฏขึ้นซ้อนทับร่างกายของเขา
“ผู้าุโถาน จะเริ่มได้หรือยัง?”
เมื่อััพลังอำนาจดุดันของเซินถูเหิงได้ เยี่ยเฉินเฟิงก็ยืนนิ่งไม่สั่นไหวราวกับหินผาอันแข็งแกร่ง เอ่ยถามขึ้นอย่างไม่ยินดียินร้าย
“เยี่ยเฉินเฟิง เ้าไม่ใช้อาวุธิญญาหรือ?” ผู้าุโถานเห็นว่าเยี่ยเฉินเฟิงมีเพียงมือเปล่าจึงเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
“ประลองกับเขา อาวุธน่าจะไม่จำเป็” เยี่ยเฉินเฟิงเอ่ยขึ้นอย่างอวดดี ส่งผลให้เซินถูเหิงโกรธจัดจนหน้าเขียวคล้ำ บนขมับปรากฏเส้นเืสีเขียวคล้ำบิดเบี้ยวเต้นตุบๆ
“เยี่ยเฉินเฟิง หวังว่าอีกเดี๋ยวเ้าจะยังอวดดีให้ได้เท่านี้นะ” เซินถูเหิงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าดำทะมึน เขาอยากจะลงมือจัดการอีกฝ่ายใจจะขาดแล้ว
“เริ่มได้!”
สิ้นเสียงคำสั่งของผู้าุโถาน เยี่ยเฉินเฟิงและเซินถูเหิงก็เคลื่อนไหวพร้อมกันทันที
ลำแสงกระบี่สีฟ้านวลจันทร์ที่ทรงพลังอำนาจอย่างยิ่งก็ผ่าลงมา พกพาพลังทำลายอันน่าตื่นตระหนกฟันตรงลงไปทางเยี่ยเฉินเฟิง
“ฟุ่บ...”
ใต้ฝ่าเท้าของเยี่ยเฉินเฟิงสว่างวาบ เบี่ยงตัวหลบให้ดาบวารีจันทราฟันแฉลบออกไปด้านข้าง ก่อนจะใช้ฝ่ามือเปล่าของตนเองฟาดใส่ตัวดาบของดาบวารีจันทรา
“ชิ้ง!”
พละกำลังมากกว่าหกหมื่นจินทะลักเข้าไปในดาบวารีจันทรา พละกำลังมหาศาลสร้างแรงสั่นะเืราวกับม้าหมื่นตัวกำลังห้อตะบึง แรงจนดาบวารีจันทราสั่นสะท้านอย่างหนักหน่วง ส่งผลให้เซินถูเหิงที่กำลังประมาทเกือบจะเผลอทำด้ามดาบหลุดจากมือ
“เป็ไปได้อย่างไร เขาไม่น่าจะมีพละกำลังแข็งแกร่งขนาดนี้ได้”
เซินถูเหิงที่ชาวาบไปทั้งแขนพลันหน้าเปลี่ยนสี เขาไม่เคยคิดเลยว่าเยี่ยเฉินเฟิงที่อยู่เขตแดนปรมาจารย์อสูรมายาระดับห้า จะะเิพลังกายออกมาได้เหนือกว่าเขาเกือบสิบเท่า
“ตราประทับอสรพิษโลหิต!”
ใน่ที่เซินถูเหิงกำลังตกตะลึง เยี่ยเฉินเฟิงก็ขยับมือทั้งสองข้างอย่างคล่องแคล่วว่องไว เพียงพริบตาเดียวก็หลอมรวมตราประทับฝ่ามือสีแดงชาดซึ่งมีอานุภาพมหาศาลขึ้นมาได้และซัดเข้าใส่หน้าอกของเซินถูเหิง
“ทลาย!”
เซินถูเหิงก็ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ในขณะที่เขาก้าวถอยหลังไปนั้น ก็รีบตวัดดาบวารีจันทราผ่าตราประทับอสรพิษโลหิตออกเป็สองซีก
ในเสี้ยววินาทีที่ตราประทับอสรพิษโลหิตแตกสลาย ประสาทััอันเฉียบคมของเยี่ยเฉินเฟิงก็จับกลิ่นอายของดาบที่ฟันลงมาได้ จึงสืบเท้าออกไปด้านหน้าหนึ่งก้าว ทั่วร่างพลันะเิพละกำลังอันน่าทึ่งออกมา และปล่อยหมัดออกไปจู่โจมใส่กลางอกของเซินถูเหิง
“แย่แล้ว!”
เมื่อรับรู้ถึงความน่ากลัวของหมัดจากเยี่ยเฉินเฟิง เซินถูเหิงก็ยกดาบวารีจันทราขึ้นมาตั้งขวางกลางหน้าอกตามสัญชาตญาณเพื่อต้านทานการโจมตี
“ปัง!”
ตัวคมดาบวารีจันทราที่ถูกหมัดอันทรงพลังของเยี่ยเฉินเฟิงโจมตีก็เกิดแรงสะท้อนอย่างรุนแรงขึ้นอีกครั้ง จนกระทั่งตัวคมดาบหลุดกระแทกหน้าอกของเซินถูเหิงอย่างหนักหน่วงจนาเ็หนัก
เืสดๆ พวยพุ่งออกมาจากปากของเขา สาดกระเซ็นลงบนพื้นดินจนกลายเป็รอยเืกระจัดกระจาย...
