เล่มที่ 2 บทที่ 40 ทิศทางลมเปลี่ยนไปแล้ว
ในขณะที่หลินเฟยกำลังจนมุมไร้หนทางจะหนีได้อีกต่อไป ประตูเพิงหลอมอีกด้านก็ถูกผลักออกมา…
ผู้ที่ผลักเข้ามาใหม่คืออาจารย์ของหลี่ฉุน หรือผู้าุโอู๋เย่วแห่งหุบเขาหมัวเจี้ยน ผู้เป็เ้าของเพิงหลอมแห่งนี้นั่นเอง และที่สำคัญยังเป็ปรมาจารย์หลอมอาวุธอันดับหนึ่งของสำนักเวิ่นเจี้ยนอีกด้วย อู๋เย่วที่เพิ่งเข้ามา ตกตะลึงกับภาพที่เห็นไปชั่วครู่ ก่อนจะขมวดคิ้วแน่น
“แล้วเ้านั่นล่ะ?”
“เอ่อคือว่า…” เพราะอาจารย์ดันกลับมาก่อนกำหนดเวลา แผ่นหลังของหลี่ฉุนจึงชุ่มไปด้วยเหงื่อ แต่โชคดีที่ก่อนหน้านี้เขาได้เตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว
“ในที่สุดอาจารย์ก็กลับมาเสียที คือเ้าหลินเฟยมันหนีไปแล้ว!”
“หนีไป?” ได้ยินดังนั้นสีหน้าของอู๋เย่วก็มัวหมองลงทันที ทุกอิริยาบถของผู้บำเพ็ญขั้นจิงตัน ล้วนเต็มไปด้วยแรงกดดันจากฟ้าดิน บรรยากาศภายในเพิงหลอมก็พลันอึดอัดขึ้นมาทันที หลี่ฉุนเองก็ตระหนกกลัวจนเหงื่อไหลโชมกาย
“คือเื่มันเป็อย่างนี้ วันแรกที่เขาถูกแขวนยังดีหน่อย ถึงแม้หลินเฟยจะทั้งอ้อนวอนและติดสินบนก็ตาม แต่ข้าก็ไม่ได้ใจอ่อนปล่อยมันลงมาหรอกนะ เพราะจำคำของอาจารย์ได้ขึ้นใจ…” ขณะพูดหลี่ฉุนก็เหลือบสังเกตสีหน้าอาจารย์ไปด้วย…
“จากนั้นล่ะ?”
“จากนั้นก็…” หลี่ฉุนกลืนน้ำลาย ก่อนจะเล่าต่อ
“พอมาวันนี้ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่ดีๆไฟใต้พิภพก็ปะทุขึ้นมา เ้าหลินเฟยคงจะทนไม่ไหว จึงใช้อุบายหลอกข้า พอได้ทีเผลอก็ตัดเชือกไฟโลกันตร์จนขาด แล้วหนีไปจนได้ ”
“หลินเฟยตัดเชือกเองอย่างนั้นหรือ?” ได้ยินเช่นอู๋เย่วก็ขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิมไปอีก เชือกไฟโลกันตร์เป็หนึ่งในวิชาที่เขาเชี่ยวชาญเป็อย่างดี มีไว้สำหรับพันธนาการสิ่งต่างๆโดยเฉพาะ ต่อให้เป็หินั์หนักหมื่นจินก็ไม่ใช่ปัญหา แล้วหลินเฟยที่มีขั้นบำเพ็ญเพียงย่างหยวน จะมีปัญญาตัดขาดได้อย่างไร?
“อ่อ ใช่แล้วๆ ตอนที่ข้ากลับมา เห็นหลินเฟยกำลังใช้ปราณกระบี่สีทองตัดเชือกอยู่พอดี แต่ห้ามไว้ไม่ทัน ทำได้แค่มองมันหนีไปต่อหน้าต่อตา ข้าช่างเป็ศิษย์ที่บกพร่องเหลือเกิน อาจารย์โปรดลงโทษข้าเถิด”
“ปราณกระบี่สีทอง…” อู๋เย่วพินิจชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ
“วันนั้นที่พบกับศิษยพี่เทียนสิง ได้ยินมาว่าตอนที่หวังหลิงกวงไปรับหลินเฟยที่ถ้ำเสวียนปิงนั้น เขาก็ได้ใช้ปราณกระบี่สีทองนี้ต้านมารฟ้าสยบเซียนของหลี่ชิงซานที่เป็ศิษย์สายตรงของเ้าสำนัก เหมือนว่าหลินเฟยคงจะได้ปราณกระบี่สีทองนั้นมาจากถ้ำเสวียนปิง…”
หลังจากพูดจบ สีหน้าอู๋เย่วก็ดูแย่ยิ่งกว่า…
หลังจากถูกหลินเฟยยั่วโมโห ตอนแรกก็คิดจะแขวนตากไว้สามวันจริงๆ แต่เมื่อออกไปก็บังเอิญพบกับผู้าุโแห่งหุบเขาเทียนสิงเข้า ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมเป็ปกติอยู่แล้ว คุยกันไม่กี่คำ หัวข้อสนทนาก็กลายเป็เื่ของหลินเฟย ท่ามกลางสิบสองหุบเขานี้ คนที่หลินเฟยคุ้นเคยมากที่สุดก็คือศิษย์หุบเขาเทียนสิง ไม่ว่าจะเป็ซ่งเทียนสิงหรือหวังหลิงกวน ก็ล้วนแต่เคยเอ่ยเื่ของเขาให้ผู้าุโเทียนสิงฟังทั้งนั้น
หลังจากได้คุยกัน อู๋เย่วถึงรู้ว่าหลินเฟยสร้างความดีความชอบใหญ่หลวงให้กับสำนัก ถึงขนาดสละโอกาสรอดชีวิตหนึ่งเดียวที่มีอยู่ให้ซ่งเทียนสิงออกมาส่งข่าว ไม่เช่นนั้นป่านนี้ปีศาจขั้นเยาตี้ คงจะอาละวาดไล่เข่นฆ่าผู้คนอยู่ก็เป็ได้ อู๋เย่วเข้ามายังสำนักมาั้แ่อายุสิบปี สามร้อยปีที่ผ่านมา เขาได้เห็นสำนักเวิ่นเจี้ยนเป็เสมือนบ้านของตนเองไปแล้ว พอได้ยินว่าหลินเฟยมีบุญคุณกับสำนักเพียงใด ก็รู้สึกผิดต่อเขาขึ้นมาทันที…
เขาจึงหาข้ออ้างรีบปลีกตัวออกมา เพื่อปล่อยหลินเฟย…
พอกลับมาถึง ก็ดันเจอเหตุการณ์ตรงหน้าเสียแล้ว
‘หนีอย่างนั้นหรือ?’
เข้าใจได้ดังนั้น อู๋เย่วก็โกรธจัดจนแทบจะะเิ ‘เสียแรงที่เขาอุตส่าห์วิ่งกลับมาเพราะเห็นว่าเป็ผู้มีพระคุณของสำนัก ที่ไหนได้กลับหนีไปแล้ว!
“อาจารย์…”
ในขณะเดียวกันหลินเฟยที่อยู่ในเตาฟงอวี่แปดทิศก็หมดหนทางหนี มองไปทางที่ใดก็เห็นแต่ทะเลเพลิง บัดนี้เปลวไฟจากใต้พิภพก็ร้อนระอุจนกลายเป็สีขาวไปทั้งหมดแล้ว ไม่รู้ว่าเ้าหลี่ฉุนเทหินิญญาไปเท่าไรกันแน่…
เปลวไฟที่โหมปะทุรุนแรง ทำให้ัเพลิงก็มีพลังกล้าแกร่งยิ่งขึ้น มันคำรามเสียงดังอย่างบ้าคลั่ง ด้วยความรุนแรงมหาศาลเช่นนี้แล้ว แม้แต่ปราณกระบี่อิ๋นเหวินก็เกือบจะต้านไม่อยู่ หลินเฟยรู้ดีว่าหนทางรอดเดียวในตอนนี้ก็คือ ออกจากเตาหลอมนี้กลับขึ้นไปที่เพิงหลอม้า ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ต่อให้มีปราณกระบี่สองสายคุ้มกายอย่างไร สุดท้ายก็ต้องจบชีวิตที่นี่ภายในวันนี้แน่ๆ
หลินเฟยโคจรพลังอย่างหนักเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้สามารถเหาะกระบี่บินได้ด้วยความเร็วสูงสุด แต่ก็ยังช้ากว่าเปลวไฟด้านหลังที่ไล่ตามมาติดๆ จนหลินเฟยรู้สึกได้ถึงความร้อนที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ…
หลินเฟยไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมอง ได้แต่โคจรพลังที่มีเพื่อบินหนีตายออกไปสุดชีวิต แสงแปดสายเหนือหัวใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หลินเฟยเข้าใจดีว่านั่นคือหนทางรอดเดียว ขอแค่ทะลุแสงแปดสายนั่นไปได้ ก็จะสามารถออกจากเตาฟงอวี่แปดทิศนี้ในที่สุด
‘ใกล้แล้ว อีกนิดเดียวเท่านั้น…’
ขณะที่เปลวไฟกำลังลุกลามมาถึงหลินเฟย ทันใดนั้นเขาก็ะเิพลังปราณที่มีทั้งหมด ทำให้เกิดความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นถึงสามเท่า ร่างทั้งร่างราวกับลำแสงสายหนึ่ง พุ่งทะยานเข้าใส่แสงทั้งแปดสายนั้นอย่างรวดเร็ว…
ก่อนจะตามมาด้วยเสียงะเิสนั่นหวั่นไหว…
“บ้าเอ๊ย!” หลี่ฉุนสบถออกมาราวกับแมวถูกเหยียบหาง มือชี้ไปทางหลินเฟยก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นด้วยความตระหนก
“นี่เ้า… เป็คนหรือผี?”
ไม่ง่ายเลยที่หลินเฟยจะสามารถหนีตายออกมาได้ เวลานี้เขาไม่มีอารมณ์มาให้ความสนใจหลี่ฉุนแม้แต่น้อย เขายืนหอบชั่วครู่ จึงหันไปส่งยิ้มให้อู๋เย่ว
“อ้าว ผู้าุโอู๋กลับมาแล้วหรือ?”
“หลินเฟย?” อู๋เย่วจ้องหน้าเขาอยู่นาน ก่อนจะถามขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“ใช่แล้ว ศิษย์หลินเฟยจากหุบเขาอวี้เหิงเอง คารวะอาจารย์อา”
“หลี่ฉุน” อู๋เย่วเรียกชื่อหลี่ฉุนด้วยน้ำเสียงเย็นะเื ต่อให้อุณหภูมิในเพิงหลอมจะสูงเพียงใด แต่บรรยากาศในตอนนี้คล้ายกลับกลายเป็ถูกแช่แข็งไปเสียแล้ว
“ไหน ลองพูดมาอีกที ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“คือ…” หลี่ฉุนตัวสั่นจนฟันขบกระทบกัน เมื่อเห็นหลินเฟยตัวเป็ๆยังมีชีวิตอยู่ ก็ทำหน้าราวกับจะโอดครวญเสียงหลงออกมา…
‘บัดซบเอ๊ย ทำไมถึงเป็แบบนี้ไปได้…’
‘ทั้งที่ะโลงไปในเตาแล้วแท้ๆ เหตุใดถึงยังรอดตายออกมาได้อีก?’
เตานี้เชื่อมต่อกับไฟใต้พิภพเชียวนะ ต่อให้เป็แร่โฮ่วเทียนก็ยังถูกหลอมละลายสิ้น แล้วหลินเฟยจะรอดออกมาได้อย่างไร หรือว่าร่างกายเขาทนร้อนยิ่งกว่าแร่ขั้นโฮ่วเทียน? จริงสิ ก่อนหน้านี้เขายังเทหินิญญาอีกร้อยกว่าก้อนลงไปอยู่เลย เปลวไฟใต้พิภพจะต้องโหมแรงหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ เช่นนี้แล้วยังจะรอดออกมาได้อีก นี่มันไม่ใช่คนแล้ว!
หลี่ฉุนตะลึงจนอ้าปากค้าง ตาก็พลันเบิกโพลง ทว่าอู๋เย่วที่ขมวดคิ้วแน่นอยู่นั้นกลับตวาดขึ้นมา
“พูดสิ!”
“อาจารย์…ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว…” พอเห็นอู๋เย่วที่กำลังโมโหอย่างหนัก สองขาของหลี่ฉุนก็อ่อนแรงจนคุกเข่าลงกับพื้นทันที สองมือกอดขาอู๋เย่วไว้แน่น ก่อนจะสารภาพความจริงออกมาทั้งน้ำตา…
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
