“โอ้ ศิษย์เข้าใหม่ปีนี้ร่ำรวยเงินทองเสียจริง เพิ่งจะเข้ามาในสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์แท้ๆ แต่กลับมาทานอาหารที่โรงอาหาริญญาแล้ว ช่างอู้ฟู่กันเหลือเกิน”
ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงกำลังนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยปล่อยให้กระแสความอบอุ่นไหลชโลมไปทั่วร่างอยู่นั้น น้ำเสียงแดกดันของใครบางคนก็ดังกระทบโสตประสาทของเขา
ศิษย์สองคนในชุดคลุมยาวสีเทาเข้มเดินเข้าโรงอาหาริญญามาด้วยท่าทางอวดเบ่ง กลิ่นอายทรงพลังที่แผ่ซ่านจากร่างกายบ่งบอกได้ว่าพลังของพวกเขาอยู่ในเขตแดนปรมาจารย์อสูรมายาระดับสาม ทั้งสองส่งสายตาไม่เป็มิตรมาทางเยี่ยเฉินเฟิงอย่างชัดเจน
เมื่อจับััความเป็ศัตรูในแววตาของอีกฝ่ายได้ เยี่ยเฉินเฟิงก็คาดเดาได้ว่าพวกเขาคงถูกใครสักคนเป่าหูมาถึงได้จงใจมาหาเื่ตนเองเสียขนาดนี้
และคนที่เป่าหูทั้งสองคนนี้ ก็น่าจะเป็เซินถูเหยี่ยอย่างแน่นอน
เพียงแต่สำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ไม่อนุญาตให้ท้าต่อยตีกันเอง หากทั้งสองฝ่ายอยากจะใช้กำลังตัดสินปัญหาต้องไปต่อสู้กันที่สนามประลองยุทธ์เท่านั้น มิฉะนั้นหากเื่ไปเข้าหูของผู้าุโท่านใดเข้าจะต้องได้รับโทษทัณฑ์สถานหนักอย่างแน่นอน
“ไอ้หนู ได้ยินว่าเ้ามีผลึกิญญาอยู่เยอะเลยนี่ เลี้ยงข้าวศิษย์พี่สักคนสองคนจะเป็ไรไป หากเ้ายอมรับใช้พวกเราให้อิ่มหมีพีมัน ภายภาคหน้าพวกเราจะคุ้มกะลาหัวให้เอง”
เมื่อเห็นว่าเยี่ยเฉินเฟิงไม่แม้แต่จะปรายตามองพวกตน ทั้งสองคนก็ไม่ได้ขุ่นเคืองแต่อย่างใด พวกเขาเดินอ้อมไปอยู่ตรงหน้าของเยี่ยเฉินเฟิง ก้มหน้าลงมองต่ำไปที่อีกฝ่ายพร้อมกล่าวยั่วยุ
“อยากให้ข้าเลี้ยงข้าวของโรงอาหาริญญาพวกเ้าก็ย่อมได้ แต่ต้องดูด้วยว่าพวกเ้าจะมีปัญญามากพอหรือเปล่า” เยี่ยเฉินเฟิงวางตะเกียบในมือลง ใบหน้าสงบนิ่งเชิดขึ้นมองคนทั้งสองพร้อมเอ่ยตอบ
“ช่างอวดดีนัก” ชายหนุ่มใบหน้ารูปเหลี่ยมหนึ่งในสองคนนั้นยิ้มร่าแม้จะขุ่นเคือง สายตาดูแคลนตวัดมองเยี่ยเฉินเฟิงพลางเอ่ยถาม “ทำไมล่ะ เ้าจะท้าประลองกับพวกเราหรือ?”
“ถูกต้อง พวกเ้ากล้ารับคำท้าไหมล่ะ?” เยี่ยเฉินเฟิงกล่าวขึ้นอย่างเ็า
แม้ว่าการดูดซับพลังจากปะการังโลหิตจะไม่ทำให้เยี่ยเฉินเฟิงเลื่อนระดับเขตแดน แต่เขากลับสามารถเติมเต็มเืลมที่ยังขาดหายได้เกือบแปดส่วน เพียงแค่พลังกายอย่างเดียวก็เหนือกว่าหนึ่งหมื่นจินแล้ว ประกอบกับการรู้แจ้งเคล็ดิญญาตราประทับอสรพิษโลหิต ในตอนนี้เขาจึงสามารถบดขยี้ปรมาจารย์อสูรมายาระดับสามได้อย่างไม่ยากเย็น
“ฮ่าฮ่า ข้าไม่ได้หูเพี้ยนใช่ไหม” ศิษย์ทั้งสองคนชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน “ไอ้เด็กนี่มันท้าประลองกับพวกเราจริงเรอะ”
“หากพวกเ้ารับคำท้า พวกเราก็ไปที่สนามประลองยุทธ์กันตอนนี้เลย แต่หากไม่กล้ารับคำท้า เช่นนั้นก็ไสหัวออกไปให้พ้นหน้าข้าได้แล้ว”
“ในเมื่อเ้าอยากตายมากนัก พวกข้าก็จะช่วยสนองให้” ศิษย์ทั้งสองคนไม่คิดเลยว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะหยิ่งทระนงถึงเพียงนี้ ใบหน้าพลันเคร่งขรึม เอ่ยขึ้นด้วยจิตสังหารคุกรุ่น
“ใครจะเป็ฝ่ายตายก็ไม่แน่หรอกนะ” เยี่ยเฉินเฟิงหยิบผลึกิญญาระดับต่ำจำนวนแปดก้อนออกจากถุงเอกภพและวางลงบนโต๊ะก่อนจะก้าวเดินออกไปจากโรงอาหาริญญา
“บัดซบ คังซง เดี๋ยวข้าขอเป็ฝ่ายออกไปสู้ก่อนนะ ข้าอยากจะหักขาสุนัขของมันทิ้ง ให้มันคลานเหมือนหมาอ้อนวอนข้าอยู่กับพื้น” ชายหนุ่มใบหน้ารูปเหลี่ยมมองตามหลังเยี่ยเฉินเฟิงไปพลางเอ่ยขึ้นอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“สยงเฮ่อ ไอ้เด็กนั่นมันไม่ธรรมดานะ ตอนขึ้นเวทีไปประลองก็ระวังตัวเอาไว้หน่อย อย่าปล่อยให้เรือล่มในคลองระบายน้ำ[1]เชียวนะ”
“วางใจเถอะน่า ไม่เกิดเื่ผิดพลาดขึ้นหรอก” สยงเฮ่อมั่นใจในพลังที่แท้จริงของตัวเองมาก เขาเชื่อว่าตนเองจะไม่มีทางแพ้เยี่ยเฉินเฟิง
สนามประลองยุทธ์ สถานที่เพียงแห่งเดียวในสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ที่อนุญาตให้ศิษย์ต่อสู้ห้ำหั่นกันได้ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของสำนัก ภายใต้หน้าผาสูงชันที่รายล้อมเป็แนวยาว
เมื่อเดินตามขั้นบันไดหยกขาวมาจนถึงสนามประลองยุทธ์ซึ่งเป็สิ่งปลูกสร้างคล้ายอาคารสูงแล้ว เยี่ยเฉินเฟิงก็พบว่าบริเวณรอบๆ สนามประลองมีดาบ กระบี่ ขวาน ทวน หอกยาว ค้อนใหญ่และศาสตราวุธอีกนับพันชนิดสอดแทรกอยู่ตามจุดต่างๆ ทำให้ผู้พบเห็นสะดุดตาและจดจำได้ไม่ลืม
กลางสนามประลองยุทธ์มีเวทีประลองที่สร้างขึ้นจากเหล็กไหลนิลกาฬจำนวนสามแห่ง ในยามนี้มีศิษย์จำนวนสี่คนสองคู่กำลังประลองฝีมือกันอย่างดุเดือดอยู่บนสนามประลอง มีผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังมุงดูอยู่ด้านล่าง
"ผู้าุโจิน พวกเรา้าประลองฝีมือกัน รบกวนท่านช่วยเปิดใช้งานเวทีประลองที่สามให้ด้วย" เมื่อเดินเข้ามาภายในสนามประลองยุทธ์ สยงเฮ่อก็ตรงไปหาผู้าุโผมขาวคนหนึ่งที่สวมชุดคลุมยาวทอจากผ้าลินิน ร่างกายแผ่กลิ่นอายแข็งแกร่งทรงพลัง ก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างนอบน้อม
"ได้!" ผู้าุโจินใช้สายตาขุ่นมัวตามวัยชรากวาดมองพวกเยี่ยเฉินเฟิงสักครู่ ก่อนจะเอ่ยเตือนเสียงต่ำ "ประลองฝีมือกันย่อมได้ แต่ห้ามลงไม้ลงมือกันถึงตายเด็ดขาด มิฉะนั้นจะถูกจัดการตามกฎของสำนัก"
กล่าวจบ ผู้าุโจินก็เปิดข่ายอาคมป้องกันและเริ่มใช้งานเวทีประลองหมายเลขสาม
“ไอ้หนู ประลองฝีมือกันอย่างเดียวคงน่าเบื่อแย่เลย มิสู้พวกเรามาพนันเอาฤกษ์เอาชัยกันหน่อยดีกว่า?" สยงเฮ่อรู้ว่าเยี่ยเฉินเฟิงขูดรีดผลึกิญญาระดับต่ำจากเซินถูเสวี่ยมาสองพันก้อน จึงเอ่ยเสนอขึ้นอย่างประสงค์ร้าย
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ พวกเราพนันด้วยผลึกิญญาระดับต่ำคนละสองพันก้อนเป็อย่างไร?" เยี่ยเฉินเฟิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มเ็าพลางกล่าวขึ้น
แม้ว่าสยงเฮ่อและถังซงจะอยากรับคำท้าแค่ไหน แต่ในยามปกติพวกเขาจำเป็ต้องใช้ผลึกิญญาระดับต่ำจำนวนมากในการบ่มเพาะพลัง ดังนั้นจึงไม่มีผลึกิญญาเหลือเยอะขนาดนั้น
“พวกเ้าอยากจะพนันเอาฤกษ์เอาชัยไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงเป็ใบ้ไปเสียแล้วล่ะ?” เมื่อเห็นใบหน้าหมองคล้ำของทั้งสองคน เยี่ยเฉินเฟิงก็พูดถากถางอย่างจงใจ
“พวกเราไม่มีผลึกิญญาระดับต่ำเยอะขนาดนั้นหรอก” สยงเฮ่อเดาออกว่าเยี่ยเฉินเฟิงกำลังดูิ่ตนเองอยู่จึงกัดฟันกรอดๆ เอ่ยตอบไป
“เฮ้อ น่าผิดหวังชะมัด ถ้างั้นพวกเ้าอยากพนันผลึกิญญาระดับต่ำสักกี่ก้อนล่ะ หากว่าน้อยเกินไปข้าไม่ร่วมด้วยหรอกนะ” เยี่ยเฉินเฟิงทอดถอนใจเบาๆ กล่าวขึ้นด้วยท่าทางห่อเหี่ยวใจ กวนโทสะจนพวกสยงเฮ่อโกรธควันออกหู
“พวกเราพนันผลึกิญญาระดับต่ำสามร้อยก้อน” สยงเฮ่อคำนวณทรัพย์สินที่ตัวเองมีอยู่สักพัก แล้วจึงกัดฟันตอบออกไป
“ผลึกิญญาระดับต่ำสามร้อยก้อน เฮ้อ พวกเ้าช่างยากจนเหลือเกิน” เยี่ยเฉินเฟิงส่ายศีรษะไปมา ถอนหายใจพลางกล่าว
“ไอ้เด็กเวร เ้าอย่าโอหังให้มันมากนัก อีกเดี๋ยวเ้าได้ร้องไห้ขี้มูกโป่งแทนแน่” ได้ยินถ้อยคำเหยียดหยามจากเยี่ยเฉินเฟิง สยงเฮ่อก็โกรธจัดจนปอดแทบะเิ อยากจะสับเขาให้เป็ชิ้นๆ เสียตรงนั้นเลย
“พวกเ้าเตรียมตัวกันพร้อมหรือยัง? ถ้าหากพร้อมแล้วก็นำของพนันมาเก็บไว้ที่ข้า แล้วก็ขึ้นไปประลองกันบนเวทีได้เลย” ผู้าุโจินมองเยี่ยเฉินเฟิงที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาด้วยสายตาล้ำลึก ก่อนจะเอ่ยปากบอก
“ข้าพร้อมอยู่นานแล้ว” สยงเฮ่อออกแรงกำหมัดแน่น พูดขึ้นด้วยจิติญญาสู้รบที่เปี่ยมล้น ยื่นผลึกิญญาระดับต่ำสามร้อยก้อนให้ผู้าุโจินแล้วกระโจนเหยียบอากาศขึ้นไปบนเวทีโดยตรง
“อ้าว ทำไมถึงมีแค่เ้าคนเดียวล่ะ? อีกคนไม่ขึ้นมาด้วยหรือ?” เยี่ยเฉินเฟิงเอ่ยถามพลางเหลือบมองคังซงที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ว่าไงนะ เ้าจะท้าสู้กับพวกเราพร้อมกันสองคนเลยเรอะ?” คังซงขมวดคิ้วแน่น เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
พวกเขาไม่เคยคาดฝันมาก่อนเลยว่า เยี่ยเฉินเฟิงจะโอหังได้ถึงเพียงนี้ ถึงกับไม่เห็นพวกเขาทั้งสองคนอยู่ในสายตาเลยสักนิด กล้าประกาศท้าประลองกับพวกเขาทั้งคู่อย่างเปิดเผย
“ก็ใช่น่ะสิ สู้กันทีละคนมันเสียเวลาจะตายไป แล้วก็ไม่น่าตื่นเต้นเร้าใจเลยสักนิด” เยี่ยเฉินเฟิงพยักหน้ารับคำ “เอาล่ะ เลิกพูดจาไร้สาระกันเถอะ พวกเ้าบุกเข้ามาพร้อมกันทั้งสองคนนั่นแหละ หลังจากจัดการกับพวกเ้าแล้วข้ายังต้องกลับไปบ่มเพาะพลังต่ออีก”
“โอหัง โอหังเกินไปแล้ว”
พวกสยงเฮ่อคิดว่าในยามปกติพวกเขาทั้งสองก็นับว่าโอหังวางท่าสุดๆ แล้ว แต่ไม่คิดเลยว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะโอหังวางท่าได้มากกว่าพวกเขาอีก หนำซ้ำยังอวดดี เพลิงโทสะขุมหนึ่งลุกโชนขึ้นกลางอกของพวกเขา สีหน้าถูกโทสะแผดเผาเสียจนดำทะมึน
“ผู้าุโจิน นี่คือผลึกิญญาระดับต่ำหกร้อยก้อน”
เยี่ยเฉินเฟิงไม่สนใจสายตาโกรธแค้นของสองคนนั้น เขาล้วงหยิบผลึกิญญาระดับต่ำหกร้อยก้อนออกมาจากถุงเอกภพแล้วยื่นให้ผู้าุโจินที่ยืนทำหน้าประหลาดใจก่อนจะสะกิดปลายเท้ากระโจนขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีประลอง
“ในเมื่อเ้าอยากตายนัก พวกข้าก็จะจัดให้” ท่ามกลางเพลิงโทสะที่ลุกไหม้ คังซงะเิเสียงคำรามออกมาพร้อมจิตสังหารคุกรุ่น นำของพนันยื่นส่งให้ผู้าุโจินแล้วะโขึ้นไปบนเวทีประลองเช่นกัน
“ข้าสาบานว่าจะต้องทำให้เ้าเสียใจในภายหลังแน่” สยงเฮ่อกัดฟันพูดออกมา
กล่าวจบ จิตอสูรสองตัวที่ส่องประกายแสงสีฟ้าอมเขียวก็ปรากฏขึ้นซ้อนทับกับร่างกายของทั้งสอง พลังกดดันอันแรงกล้าก็แผ่ปกคลุมเยี่ยเฉินเฟิงอย่างมืดฟ้ามัวดิน
การท้าประลองโดยมีของพนันที่เกิดขึ้นโดยคนทั้งสามกลายเป็ที่สนอกสนใจของคนทั้งหมดที่อยู่ในสนามประลองยุทธ์ เพียงไม่นานการสู้รบแบบหนึ่งต่อสองของเยี่ยเฉินเฟิงก็กลายเป็จุดสนใจไปโดยปริยาย
---------------------------------------------------------------
[1] เรือล่มในคลองระบายน้ำ เป็สำนวนอุปมา หมายถึงการกระทำโดยประมาทเลินเล่อจนเกิดผลเสียตามมา
