เจินเจินเพิ่งจะลุกขึ้นยืน สายตากลับเหลือบไปเห็นว่ามีบ่าวรับใช้กำลังโยนเสื้อผ้าชุดหนึ่งเข้าไปในกองไฟ นางวิ่งเข้าไปหยิบเสื้อผ้าชุดนั้นออกมาจากกองไฟโดยไม่เสียเวลาคิด ได้มาแล้วก็วิ่งออกมาจากกองไฟ กระนั้นก็ยังมีสะเก็ดไฟเล็กๆ ติดเสื้อผ้ามาด้วย
“แม่นางถูกไฟคลอก!” บ่าวรับใช้พากันะโเสียงดังอย่างตระหนก
ทุกคนรีบวิ่งรุดมาดู องครักษ์ที่เฝ้าอยู่ข้างกองไฟรีบนำน้ำในกะละมังด้านข้างสาดออกไประงับเหตุ ครั้นสาดไปแล้วถึงค่อยนึกขึ้นได้ว่าน้ำนั้นเป็น้ำร้อน ทั้งที่ตนอยากจะสาดน้ำเย็นเพื่อช่วยเหลือแท้ๆ
หลิ่วตี๋รีบวิ่งมาดูเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว ไปถึงตัวเจินเจินก่อนที่หยวนเหล่าเอ้อร์และจ้าวซื่อซึ่งเป็บิดามารดาจะถึงตัวเสียอีก
เจินเจินที่ตัวเปียกชุ่มทั้งยังแดงเนื่องจากถูกน้ำร้อนสาดใส่ยังคงยิ้มกว้างพร้อมกับชูอาภรณ์ที่ได้จากกองไฟขึ้นสูง “พี่ชายสุนัขจิ้งจอก เสื้อผ้าของท่าน!”
หลิ่วตี๋แย่งเสื้อผ้ามาจากมือของเจินเจินแล้วโยนลงพื้นอย่างมีโทสะ นางไม่รู้หรือไรว่าทำเช่นนี้มันอันตราย! หากไม่มีคนสาดน้ำได้ทันเวลา เด็กหญิงอาจถูกไฟคลอกจนตายเลยก็ได้!
เจินเจินก้มมองเสื้อผ้าที่ถูกโยนลงพื้น บริเวณแขนเสื้อและคอเสื้อถูกไหม้จนเสียหายแล้ว นางเอ่ยอย่างหม่นเศร้า “เสื้อผ้าถูกไฟไหม้จนใส่ไม่ได้แล้ว ข้าไร้ประโยชน์เหลือเกิน ปกป้องเสื้อผ้าของพี่ชายสุนัขจิ้งจอกเอาไว้ไม่ได้…”
พี่สาวสุนัขจิ้งจอกหวงแหนเสื้อผ้าของตนเองอย่างยิ่ง ทั้งยังเคยเปรียบเปรยให้นางฟังว่า เสื้อผ้าก็เปรียบเสมือนิั มีิัสวยงามย่อมเป็หน้าเป็ตาให้แก่ตัวเ้าของ โดยลืมไปเสียสนิทว่าพี่ชายสุนัขจิ้งจอกท่านนี้ไม่ใช่พี่สาวสุนัขจิ้งจอกของนาง เสื้อผ้าของเขาสามารถเผาได้ตามใจ ครั้งนี้นางโดนสาดน้ำร้อนเสียเปล่าแล้ว
แลเห็นเจินเจินมีท่าทางเสียอกเสียใจ หลิ่วตี๋ก็ทำใจโกรธไม่ลง ขณะเดียวกันภายในใจก็เกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมา แตกหน่อเติบโตเป็ต้นไม้ใหญ่ ั้แ่เด็กจนโตไม่เคยมีผู้ใดจริงใจต่อเขาถึงเพียงนี้มาก่อน และไม่เคยมีผู้ใดเป็ห่วงเป็ใยใส่ใจอย่างไร้เงื่อนไข ทว่าเด็กหญิงที่อยู่ตรงหน้า…
หลิ่วตี๋มองเจินเจินด้วยอารมณ์หลากหลาย นางในเวลานี้ผมเผ้ายุ่งเหยิง ผมบางเส้นถูกไฟไหม้จนหงิกงอ ใบหน้ากระดำกระด่าง เนื้อตัวก็เช่นกัน ทว่าแววตากลับสุกใสสะท้อนให้เห็นถึงความจริงใจเต็มเปี่ยม
หลิ่วตี๋อุ้มนางขึ้นมาก่อนจะหมุนกายสาวเท้าก้าวเดินอย่างเร็วไปที่กระโจมของตนเอง ด้านหลังตามมาด้วยหมอเทวดาชวีรวมถึงสามีภรรยาหยวน
หลิ่วตี๋วางเจินเจินบนเก้าอี้ไม้ไผ่ หมอเทวดาชวีรีบเข้ามาจับชีพจร ระหว่างนั้นได้สอบถามอาการว่ารู้สึกไม่สบายตรงที่ใดบ้างหรือไม่ เจินเจินส่ายหน้า แม้จะรู้สึกร้อนตามเนื้อตัวอยู่บ้าง หากยังอยู่ในขอบเขตที่ยังพอทนไหว นางเคยเอาตัวเองลงไปต้มในหม้อหลายรอบ น้ำร้อนเพียงแค่นี้ไม่สามารถทำอันใดนางได้
“ร่างกายนางแข็งแรงดี อีกทั้งตามตัวยังไม่มีาแ แต่ต่อไปเ้าห้ามวิ่งเข้าไปในกองไฟเช่นนั้นอีกรู้หรือไม่” หมอเทวดาชวีจับชีพจรให้เสร็จก็กล่าวตักเตือน ขณะเดียวกันจมูกเหมือนจะได้กลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ ลอยออกมาจากตัวเด็กหญิงตรงหน้า กลิ่นนั้นเหมือนเป็กลิ่นของโสมที่ถูกนำไปต้ม
แต่ยังไม่ทันจะดมให้แน่ใจ หลิ่วตี๋กลับอุ้มเจินเจินขึ้นมาแล้วส่งให้บ่าวรับใช้เสียก่อน “รีบพานางไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า”
“ท่านหมอเทวดา น้ำชาโสมของท่านใกล้จะเย็นชืดแล้ว…” บ่าวผู้หนึ่งยื่นแก้วน้ำชาโสมออกมาเบื้องหน้าด้วยสองมือ หมอเทวดาชวีหันไปมอง จมูกได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของโสมลอยโชยมา เขาเข้าใจในทันทีว่าที่แท้กลิ่นที่ััได้ก่อนหน้านี้ก็มาจากน้ำชา เขาคงเลอะเลือนไปชั่วขณะ เด็กหญิงผู้นั้นจะมีกลิ่นหอมของโสมได้อย่างไร
แม้จะอาบน้ำชำระกายผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย จนเนื้อตัวของเจินเจินดูสะอาดสะอ้านขึ้นมากแล้วก็ตาม ทว่าผมของนางยังคงหงิกงอเพราะถูกไฟไหม้อยู่ดี เห็นภาพนั้นให้รู้สึกขบขันอยู่มิใช่น้อย หยวนเหล่าเอ้อร์มองบุตรสาวก็ถึงกับกลั้นไม่อยู่เผลอหัวเราะออกมา จ้าวซื่อก็พยายามกลั้นสุดความสามารถ แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวจนหัวเราะออกมาเช่นกัน
เห็นบิดามารดาหัวเราะตนเอง เจินเจินวิ่งไปที่กะละมังใส่น้ำ มองดูภาพตนเองที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำ เคราะห์ยังดีที่ไม่เสียโฉม ส่วนผมมันก็เหมือนกับรากของโสม หากตัดออกก็สามารถงอกออกมาใหม่ได้ สตรีหากคิดทำการใหญ่ก็ไม่ควรสนใจรายละเอียดปลีกย่อย เมื่อคิดได้เช่นนี้อารมณ์ก็พลันดีขึ้น
เวลานี้เองที่จมูกของนางเหมือนจะได้กลิ่นหอมของน้ำแกงปลา ต่อมาบ่าวรับใช้ของหลิ่วตี๋ได้เดินมาตามให้เด็กหญิงไปกินข้าว นางรีบเดินตามไปอย่างเบิกบานใจ ใต้หล้านี้เื่ที่ใหญ่ที่สุดคือการกินข้าว!
แม้นว่ายามนี้จะอยู่ในป่า หากแต่อาหารมื้อเย็นก็ไม่ได้ธรรมดาสามัญเลย องครักษ์จับปลาและกระต่ายป่ามาได้ จึงนำมาทำกระต่ายย่างและโจ๊กปลา กินคู่กับผักดองและหมั่นโถวที่ถูกย่างจนเหลืองนวลซึ่งจ้าวซื่อนำมาด้วย อาหารมื้อนี้นับว่าเลิศรสไม่น้อย
เจินเจินกินอย่างเอร็ดอร่อย ครั้นกินอิ่มก็กลับไปหาบิดามารดาที่กำลังกินน้ำชาคู่กับแผ่นแป้งย่าง แลเห็นบุตรสาวเดินเข้ามาในกระโจม หยวนเหล่าเอ้อร์เอ่ยถามว่า “ไปกินอะไรที่กระโจมของคุณชายหลิ่วมาหรือ”
เจินเจินชูมือขึ้นมาแล้วไล่เรียงอาหารแต่ละอย่างให้ฟัง หยวนเหล่าเอ้อร์ฟังแล้วให้รู้สึกว่าแผ่นแป้งย่างที่กินอยู่ในเวลานี้นั้นรสชาติไม่อร่อยเสียเลย ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นองครักษ์นายหนึ่งสะพายตะกร้าที่หลังเดินผ่านมา ในตะกร้าคือไหใบหนึ่ง เดาว่าในไหน่าจะเป็อาหารดอง
“วันพรุ่งระหว่างเดินทางพวกเราเก็บผักป่าไปด้วย แล้วตอนเย็นค่อยขอยืมเครื่องปรุงจากพวกเขา” หยวนเหล่าเอ้อร์กล่าวกับจ้าวซื่อ เขาวางแผนเอาไว้แล้ว กับสกุลกู้เขาไม่คิดเกรงใจ สามารถขอได้ทุกสิ่งอย่าง แต่กับคุณชายหลิ่วได้แต่ขอเงินจากอีกฝ่ายมาเท่านั้น ส่วนเื่ของกินของดื่มอย่าได้หวัง คุณชายผู้นี้จิตใจคับแคบ ไม่เหมือนคนสกุลกู้ที่ใจกว้าง
ตกกลางคืนองครักษ์แบ่งออกเป็สองกลุ่มเพื่อสลับกันเฝ้ายาม แถวกระโจมจึงมีความปลอดภัยสูง ด้วยเหตุนี้แม้ระหว่างที่ทุกคนนอนหลับจะได้ยินเสียงร้องของสัตว์ป่า หากแต่ทุกคนยังคงนอนหลับได้สนิท
วันที่ห้าของการเดินทางทั้งหมดก็ถึงยังจุดที่เจินเจินเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าคือูเาลูกหนึ่งซึ่งหากกะด้วยสายตาน่าจะกว้างประมาณห้าจั้ง[1] ความสูงก็น่าจะหลายจั้งเช่นกัน นับว่าเป็ูเาที่สูงและชันอย่างยิ่ง ด้านหนึ่งของูเาคือน้ำตก ยามสะท้อนกับแสงอาทิตย์จึงก่อเกิดเป็ประกายระยิบระยับเจ็ดสีดุจสายรุ้ง ช่างงดงามอย่างมาก
เจินเจินชี้มือไปตรงบริเวณซอกที่เว้าเข้าไปตรงไหล่เขา เอ่ยว่า “ของที่พวกท่านตามหาอยู่ตรงนั้น”
หมอเทวดาชวีและหลิ่วตี๋มองไปยังทิศทางที่เจินเจินชี้ไป พบว่าตรงนั้นมีดอกไม้เจ็ดสีโผล่ขึ้นมาท้าลมที่พัดผ่านมาจริงๆ
“ท่านหมอเทวดาชวี นั่นคือดอกฉีซิงเซียนเหลียนที่ท่านกำลังตามหาอยู่ใช่หรือไม่” หลิ่วตี๋เอ่ยถาม
หมอเทวดาชวีส่ายศีรษะ “ข้าเคยอ่านแต่ในตำราสมุนไพรที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษว่ามันมีลักษณะเช่นไร แต่ยังไม่เคยเห็นของจริง อีกอย่างอยู่ไกลถึงเพียงนั้นจึงไม่อาจตอบได้อย่างมั่นใจว่านั่นคือดอกฉีซิงเซียนเหลียนหรือไม่ ต้องเห็นใกล้ๆ ก่อนจึงจะบอกได้”
หมายความว่าหมอเทวดาชวีมีความมั่นใจหลายส่วนว่านั่นอาจจะเป็ดอกฉีซิงเซียนเหลียน เพียงแต่…
ูเาลูกนี้มีเพียงบนยอดเขาเท่านั้นที่มีต้นไม้ ด้านข้างและด้านหน้าไม่มีต้นไม้ขึ้นเลยแม้แต่ต้นเดียว อีกทั้งยังชันประหนึ่งกระบี่ที่ถูกปักตั้งเอาไว้บนพื้น หากคิดจะปีนป่ายขึ้นไปย่อมมิใช่เื่ง่ายเลย
“ตั้งกระโจม คืนนี้พวกเรานอนพักเอาแรงกันก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยคิดหาวิธี” หลิ่วตี๋สั่งการ เหล่าองครักษ์กุมหมัดรับคำก่อนจะแยกย้ายกันไปตั้งกระโจม
หยวนเหล่าเอ้อร์เห็นว่าฟ้ายังสว่างอยู่จึงดึงตัวบุตรสาวไปอีกด้าน ก่อนกระซิบถามเสียงเบา “แถวนี้มีหัวไชเท้าหรือเห็ดบ้างหรือไม่”
เจินเจินส่ายศีรษะ “ไม่มีเ้าค่ะ!”
สีหน้าหยวนเหล่าเอ้อร์ฉายแววผิดหวัง แต่ก็ไม่เป็ไร พวกเขาเก็บสมุนไพรชนิดอื่นแทนก่อนแล้วกัน เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาก็เดินไปหาหมอเทวดาชวีโดยพลัน
[1] จั้ง ชื่อหน่วยวัดความยาวของจีน หนึ่งจั้งยาวประมาณสิบฟุต หรือประมาณ 3.3เมตร
