“ท่านพ่อ จะให้ลูกไปสั่งสอนเขาสักทีไหม?” พี่สามสกุลฉู่รู้สึกว่าท่านพ่อของเขาถูกดูิ่ สองมือที่ทับกันลงบนโต๊ะกดจนข้อนิ้วส่งเสียงกรอบแกรบ เขาแทบอยากจะจับฟางซิ่นกลับมาแล้วหักขาของเขาซะ
แต่แม่ทัพาุโฉู่กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เพียงแต่หรี่ตาลงเล็กน้อย เหมือนกำลังคิดวางแผนบางอย่างในใจ
ฉู่ชีซีเองก็นึกโกรธอยู่บ้าง นางเงยหน้าขึ้นมาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อมองไปที่เงาแผ่นหลังของฟางซิ่นที่ดูแสนเศร้าหมอง ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางถึงรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ท่านพ่อ ข้าจะกลับแล้ว!”
พูดจบนางก็หันหลังแล้ววิ่งผ่านทางเดินแคบๆ กลับไป ปล่อยให้พี่สามสกุลฉู่ยิ่งรู้สึกปวดใจ เขาบ่นอย่างหงุดหงิดว่า “ฟางซิ่นไม่เห็นสกุลฉู่ของพวกเราอยู่ในสายตาเลยจริงๆ ไม่เพียงแต่เขารังแกชีซีแล้วไม่ยอมรับทั้งยังจะไม่รับผิดชอบอีกอย่างนั้นหรือ? ท่านแม่ทัพใหญ่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสกุลฟาง หากท่านแม่ทัพใหญ่รู้เื่นี้ ถึงแม้จะมีใจให้ชีซีเกรงว่าคงไม่ยอมรับการแต่งงานนี้แล้ว!”
แต่แม่ทัพาุโฉู่กลับยกมือขึ้นห้ามปราม ในแววตาของเขากลับมีรอยยิ้มมากขึ้น
“ลูกสาม เ้าว่าถ้าเราให้ชีซีแต่งเข้าสกุลฟางจะเป็เช่นไร?”
“อะไรนะ?” พี่สามสกุลฉู่ใจนแทบจะะโขึ้นมา “ท่านพ่อ น้องสาวชอบท่านแม่ทัพใหญ่นะขอรับ อีกอย่างเมื่อครู่นี้ฟางซิ่นก็หยาบคายขนาดนั้น ท่านเองก็ใช่ว่าจะไม่เห็นสักหน่อย ทำไมถึงยังจะ...”
แม่ทัพาุโฉู่ไม่รอให้ลูกชายพูดจบก็ฟาดมือลงบนแผ่นหลังของเขาเบาๆ และพูดตัดบทว่า “เ้าวางใจเถอะ พ่อจะเอาเื่แต่งงานของน้องสาวเ้าไปล้อเล่นได้ยังไง เื่นี้ค่อยๆ ดูกันไปก่อน ใครจะรู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น น้องสาวเ้ายังเด็กจิตใจยังไม่ค่อยมั่นคง อาจจะเปลี่ยนใจเมื่อไรก็ได้”
พูดจบท่านแม่ทัพก็เดินไปยังเรือนหน้าของที่ว่าการ พี่สามสกุลฉู่ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อของเขาถึงเปลี่ยนใจไปกะทันหัน เขาจึงรีบตามไปเกลี้ยกล่อมว่า “ท่านพ่อ ท่านคิดดูอีกทีเถอะ อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจเื่แต่งงานให้น้องสาวเลย…”
“เ้าลูกไม่รู้เื่ เ้าจะไปรู้อะไร ตอนนั้นอัครมหาเสนาบดีฟางถือว่าเป็บัณฑิตหนุ่มที่มีชื่อเสียงเื่ความรักที่มั่นคงในเมืองหลวง ตำหนักใหญ่ในจวนของเขามีภรรยาเพียงหนึ่งคนเท่านั้น ถ้าไม่เพราะเกรงว่าจะไม่มีทายาทสืบทอด เขาก็คงไม่คิดจะหานางสนมอีก ถึงแม้จะหามาแล้วและให้กำเนิดฟางซิ่น แต่เขาก็ยังให้นางอยู่ที่เรือนนอกเท่านั้น ไม่ยอมให้นางสนมคนนั้นก้าวเข้าตำหนักหลักแม้แต่ก้าวเดียว ใครๆ ก็บอกว่า พ่อเก่งฉันใดลูกก็ย่อมเก่งฉันนั้น ข้าว่าคุณชายสกุลฟางก็ไม่เลวทีเดียว...”
สองพ่อลูกพูดคุยกันไปตลอดทาง โดยลืมสนใจพี่ใหญ่สกุลฉู่ไปโดยสิ้นเชิง แน่นอนว่าไม่มีใครทันเห็นแววตาที่ส่องประกายและเต็มไปด้วยความคิดอันลึกซึ้งของเขา
ไม่ต้องพูดถึงว่าพ่อและลูกชายสกุลฉู่วางแผนการอย่างไร พูดถึงแค่ว่าฉู่ชีซีที่วิ่งกลับไปยังห้องของนาง นางกอดผ้าห่มแล้วคิดจะนอนแต่ในหัวกลับวุ่นวายไปหมด ในที่สุดนางก็ตัดสินใจไม่หลับเสียเลย และเรียกองครักษ์หญิงสองคนที่เฝ้าอยู่ข้างนอกเข้ามา สั่งการไปไม่กี่คำแล้วก็นั่งในห้องอย่างเหม่อลอย
นางรออยู่อย่างนั้นจนกระทั่งถึงเวลาพลบค่ำ องครักษ์หญิงทั้งสองก็กลับมาในที่สุด
ฉู่ชีซีรออย่างใจร้อน แต่ก็ไม่ลืมที่จะให้พวกนางดื่มน้ำชาร้อนก่อน องครักษ์หญิงสองคนรู้สึกซาบซึ้งใจเป็อย่างมาก
บางครั้งการอยู่ด้วยกันนานๆ เท่านั้นถึงจะเข้าใจนิสัยใจคอของคนได้อย่างแท้จริง คนภายนอกไม่รู้เลยว่าความจริงแล้วคุณหนูฉู่เป็คนจิตใจดีและตรงไปตรงมา รังเกียจใครก็ไม่อยากพูดด้วยแม้แต่คำเดียว แต่ถ้าชอบใครก็อยากจะทุ่มเทใจให้ทั้งหมด นี่จึงเป็เหตุผลที่แม้ว่าคนภายนอกจะพูดว่าคุณหนูของพวกนางหยิ่งผยองแค่ไหน พวกนางก็ยังเต็มใจที่จะปกป้องคุณหนูอย่างสุดหัวใจ
ทั้งคู่ดื่มน้ำชาแล้วร่างกายที่แทบจะเย็นจนแข็งเพราะการขี่ม้ากลับมาก็อุ่นขึ้นบ้างแล้ว จากนั้นก็รายงานว่า “คุณหนู เนื่องจากว่าแม่นางติงท่านนั้นมาจากอำเภอชิงผิงโดยท่านแม่ทัพใหญ่เป็คนพามา ที่นี่จึงมีคนรู้จักพื้นเพของนางไม่มาก ดังนั้นพวกเราจึงต้องใช้ความพยายามอยู่บ้างกว่าจะได้ข้อมูลมาเล็กน้อย ท่านลองฟังก่อน หาก้ารู้รายละเอียดเพิ่มเติม คงต้องไปที่อำเภอชิงผิงอีกครั้งแล้วเ้าค่ะ”
องครักษ์หญิงอีกคนก็เสริมขึ้นว่า “ใช่เ้าค่ะคุณหนู พวกเราได้ซื้อข้อมูลจากข้ารับใช้คนหนึ่งในไร่ ซึ่งเขาก็มาจากอำเภอชิงผิงเช่นกัน ตามที่เขาบอกคือแม่นางติงถูกคนชั่วบุกเข้าห้องในตอนกลางคืนขณะที่นางนอนหลับแล้วเสียความบริสุทธิ์ ต่อมานางตั้งครรภ์ครอบครัวของนางถึงได้รู้เื่ ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างพูดถึงเื่นี้อย่างรุนแรง เหล่าผู้าุโในหมู่บ้านยังมาขอให้แม่นางติงไปบวชชีอีกด้วย แต่แม่นางติงกลับยอมตายเพื่อให้กำเนิดลูก ท่านแม่ทัพใหญ่บังเอิญซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านแห่งนั้น และขาดคนทำอาหารในจวนพอดี จึงเชิญนางไปทำงานในจวน”
“อะไรนะ?” ฉู่ชีซีใจนตาโตแล้วโกรธจัด “คนชั่วจากที่ไหนถึงได้บุกเข้าทำร้ายผู้หญิงตอนกลางคืน ถ้าข้าเจอนะข้าจะสับมันเป็หมื่นๆ ชิ้น!”
พูดจบนางก็นึกถึงติงเหว่ยที่มักจะยิ้มแย้มตลอดทั้งวัน แล้วก็รู้สึกเศร้าใจ “พี่ติงน่าสงสารมากจริงๆ นางจะต้องลำบากมามากแน่ๆ!”
สององครักษ์หญิงก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย “คุณหนูพูดถูกแล้ว ได้ยินมาว่าที่หมู่บ้านนั้นแทบไม่มีใครพูดคุยกับแม่นางติงเลย ครอบครัวสกุลติงเองก็พลอยได้รับผลกระทบมากมาย ต่อมาแม่นางติงจึงออกจากบ้านเอง แล้วจัดการทำกิจการค้าขายให้ครอบครัว ทำให้สกุลติงพอจะมีความเป็อยู่ที่ดีขึ้นบ้าง”
หนึ่งในองครักษ์หญิงไม่รู้ว่านึกอะไรขึ้นได้ จึงลังเลอยู่สักพักก่อนจะพูดว่า “คุณหนู ยังมีอีกเื่หนึ่งเ้าค่ะ จากที่ข้ารับใช้คนนั้นบอก แม่นางติงเคยได้รับวิชาจากท่านย่าเทวาูเาในความฝัน ทำให้นางมีความสามารถพิเศษมากมาย ที่ท่านแม่ทัพใหญ่สามารถถอนพิษและฟื้นฟูการเดินได้ ก็เป็ความดีความชอบของแม่นางติงอยู่ไม่น้อยเ้าค่ะ”
“อ่า ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอาหารของพี่ติงถึงแปลกใหม่และอร่อยขนาดนี้ ที่แท้เป็เพราะนางได้รับการถ่ายทอดวิชามาจากท่านย่าเทวาูเานี่เอง ไว้คราวหน้าข้าจะต้องไปเรียนกับนางสักสองสามอย่าง แล้วพอถึงตอนนั้นค่อยทำให้พี่เทียนเป่ากินบ้าง...”
ฉู่ชีซีพูดได้ครึ่งหนึ่งก็หยุดพูดไปกะทันหัน สีหน้าของนางหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด นางโบกมือให้กับองครักษ์หญิงทั้งสอง “วันนี้ลำบากพวกเ้าแล้ว รีบไปพักผ่อนเถอะ”
องครักษ์หญิงทั้งสองมองหน้ากัน พอจะเดาได้ถึงความรู้สึกบางอย่างของคุณหนู แต่ทั้งคู่ก็ไม่รู้จะปลอบใจอย่างไร จึงได้แต่ก้มหน้าถอยออกไป
ปล่อยให้ฉู่ชีซีที่เหลืออยู่คนเดียวกัดริมฝีปากและนั่งนิ่งอยู่นาน นางถอนหายใจเบาๆ สุดท้ายก็ลุกขึ้นใส่รองเท้าแล้วก้าวออกจากห้องไป
ค่ำคืนในฤดูหนาวมักจะมาเยือนเร็วเป็พิเศษ ยังไม่ทันถึงยามเสินท้องฟ้าก็มืดสนิทไปแล้ว คืนนี้กงจื้อิออกไปงานเลี้ยงกับฟางซิ่น พวกนางจึงไม่ต้องเตรียมอาหารเย็น ติงเหว่ยเคี่ยวน้ำแกงไก่ไว้ั้แ่ตอนกลางวันก็เลยเอามาต้มเป็บะหมี่ได้พอดี
เส้นบะหมี่หั่นเป็เส้นบางๆ และต้มจนเปื่อย นอกจากผู้าุโทั้งสองคนและเด็กน้อยอีกหนึ่งคนที่กินอย่างเอร็ดอร่อยแล้ว แม้แต่อวิ๋นหยาและอวิ๋นอิ่งก็กินกับผัดรากบัวเผ็ดๆ จนเหงื่อซึมออกมาที่หน้าผาก
ตอนที่ฉู่ชีซีเข้ามา ติงเหว่ยกำลังจะเก็บโต๊ะพอดีเมื่อเห็นนางเข้ามาก็ยิ้มแล้วพูดว่า “แม่นางฉู่มาที่นี่ได้ยังไง หรือว่ายังไม่ได้กินข้าวเย็นงั้นหรือ? ถ้าไม่รังเกียจกินบะหมี่น้ำแกงไก่ด้วยกันไหม?”
พูดจบนางก็ตักบะหมี่สีขาวลงในชามลายครามสะอาดใบหนึ่ง และราดด้วยน้ำแกงไก่สีเหลืองทอง โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยเล็กน้อย ดูน่ารับประทานเป็อย่างมาก
ฉู่ชีซีที่ตั้งใจจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พอเห็นชามบะหมี่นั้นก็ลืมทุกอย่างไปในทันทีและนั่งลงแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย
ปรากฏว่านางกินไปถึงสองชามเต็มๆ ถึงจะวางตะเกียบลง คงไม่ต้องบอกว่าท้องของนางป่องขึ้นมามาก อันเกอเอ๋อร์ที่กำลังถือม้าไม้ตัวน้อยวิ่งเล่นไปทั่วบ้านนั้นเดินเข้ามาใกล้ๆ นางเมื่อไรไม่รู้ และเขาก็เอามือเล็กๆ ตบเบาๆ บนท้องกลมที่ขยายออกมาของนางแล้วพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งทันที “สุกแล้ว!”
ทุกคนตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาดังลั่น ทำเอาฉู่ชีซีหน้าแดงจัดขึ้นมาทันที
ผู้าุโเหว่ยและลุงอวิ๋นไม่เหมาะที่จะล้อเลียนหญิงสาว เขาจึงหาข้ออ้างแล้วออกไปข้างนอก ปล่อยให้ติงเหว่ยรีบอุ้มลูกชายที่ซุกซนของนาง เพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้กับชีซี
“แม่นางฉู่ อย่าได้ถือสาเื่ที่เด็กพูดล้อเล่นเลย ปกติเหล่าผู้าุโชอบเคาะท้องของพวกเขาแล้วบอกว่าเป็แตงโมสุก ไม่นึกเลยว่าเขาจะจำคำพูดนี้แม่นกว่าคำอื่นๆ”
หลังจากพูดจบติงเหว่ยก็อดหัวเราะไม่ได้ “บะหมี่น้ำแกงไก่ก็ไม่ใช่อะไรแปลกใหม่ หากเ้าชอบกินคราวหน้าก็มาอีกได้”
ฉู่ชีซีที่แก้มแดงจัดราวกับปูต้ม ตอนนี้ก็ยอมปล่อยเลยตามเลย นางกอดแขนของติงเหว่ยแล้วออดอ้อน “ตกลงพี่ติง นี่พี่พูดเองนะ ต่อไปข้าจะฝากตัวไว้กับพี่ ไม่ว่าพี่ทำของอร่อยอะไร ต้องเก็บไว้ให้ข้าหนึ่งที่ด้วยนะ!”
“ตกลง ข้าจะเก็บไว้ให้อย่างแน่นอน”
ทุกคนหัวเราะกันอย่างครื้นเครง ก่อนจะช่วยกันเก็บล้างจานชาม อวิ๋นหยาจะไปที่ห้องครัวแต่ติงเหว่ยเรียกให้นางอยู่ต่อ งานล้างจานมีแม่ครัวคอยจัดการอยู่แล้ว อวิ๋นหยาเป็ว่าที่ผู้ดูแลในอนาคต ยังมีอีกหลายอย่างที่นางต้องเรียนรู้
ติงเหว่ยหยิบลูกคิดที่ทำจากไม้สีแดงและมีมุมเสริมด้วยทองเหลืองจากโต๊ะของนาง พร้อมกับสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายของจวนมาวางบนโต๊ะ จากนั้นนางก็ดึงอวิ๋นหยาให้นั่งลง “ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ทุกคืนเ้าจะต้องเรียนวิธีจัดการบัญชีกับข้า ห้ามี้เี ถ้าเ้าทำได้ดี ต่อไปเ้าจะได้เป็สาวใช้ผู้ดูแลใหญ่ของจวน เงินเดือนจะเพิ่มเป็สองเท่า และเสื้อผ้าใหม่แปดชุดในสี่ฤดูกาล!”
อวิ๋นหยาตอนแรกที่เห็นสมุดบัญชีก็รู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้าง เพราะแต่เดิมนางก็เป็แค่เด็กสาวชาวนา ที่นอกจากจะเขียนชื่อตนเองแล้วก็แทบจะไม่รู้หนังสือเลย จู่ ๆ ต้องมาเรียนใช้ลูกคิดและจัดการบัญชี นางจึงไม่มีความมั่นใจนัก แต่ติงเหว่ยกลับจับจุดอ่อนของนางได้อย่างแม่นยำ ทั้งเื่เงินเดือนและเสื้อผ้าใหม่ ซึ่งเป็สิ่งที่เย้ายวนใจอย่างมาก นางจึงรีบตบอกรับคำทันที “เ้าค่ะ ข้าจะเชื่อฟังคุณหนูและจะตั้งใจเรียนอย่างแน่นอน”
ติงเหว่ยดีดลูกคิดแล้วเริ่มสอนให้ฟังทีละประโยค อวิ๋นหยามีนิสัยซื่อสัตย์และจิตใจดี แม้บางครั้งจะดูซุ่มซ่ามไปบ้าง แต่นางกลับมีสมองที่เฉียบแหลม ฟังเพียงสองครั้งก็จำได้ขึ้นใจ
ไม่นานนัก แม้ว่านิ้วมือของนางจะยังคงซุ่มซ่ามเมื่อต้องดีดลูกคิด แต่ก็พอทำได้และดูเป็รูปเป็ร่าง ซึ่งทำให้ติงเหว่ยรู้สึกประหลาดใจมาก นับว่าเจอคนเก่งโดยบังเอิญจริงๆ
อวิ๋นอิ่งเป็เด็กกำพร้าั้แ่เด็ก นางถูกพ่อบุญธรรมเก็บมาเลี้ยง จึงใช้นามสกุลอวิ๋นตามพ่อบุญธรรม ส่วนอวิ๋นหยามีแซ่เดิมว่าเ้าและถูกครอบครัวตั้งชื่อให้ตามใจชอบ เมื่อครั้นถูกทอดทิ้งไว้ข้างนอก คนอื่นก็เรียกนางว่าอวิ๋นหยาอีก อวิ๋นอิ่งได้ปฏิบัติต่อนางเหมือนน้องสาวไปแล้วโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นว่านางเริ่มเรียนรู้ทักษะ และต่อไปจะมีตำแหน่งที่มั่นคงข้างกายแม่นาง นางจึงแอบรู้สึกยินดีแทนอวิ๋นหยา
นางจึงอุ้มอันเกอไว้ในมือข้างหนึ่ง และอีกมือหนึ่งก็หยิบกาเพื่อรินชาร้อนให้นาง
ฉู่ชีซีเห็นทุกคนมารวมตัวกันที่ขอบโต๊ะก็ลุกขึ้นพร้อมกับท้องที่กินจนอิ่มหนำเข้ามาสมทบ นางเป็คนที่ชอบฝึกฝนวิทยายุทธ์มาั้แ่เด็ก เห็นเื่การเย็บปักถักร้อยหรือบัญชีก็ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยว จึงบ่นขึ้นมาว่า “สตรีต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ด้วยหรือ? น่าเบื่อจะตาย มิสู้ฟาดแส้สนุกกว่าตั้งเยอะ!”
ติงเหว่ยที่กำลังเย็บปักกระเป๋าอยู่เพื่อฆ่าเวลาก็หัวเราะแล้วดึงนางให้นั่งลงข้างๆ “ไม่มีใครบอกว่าการใช้ลูกคิดและการเย็บปักถักร้อยมันสนุก แต่ในฐานะสตรี เ้าต้องดูแลบ้านให้ดีสิ หรือว่าเมื่ออากาศหนาวเ้าจะแกว่งแส้ให้เสื้อผ้าฝ้ายปรากฏขึ้นมา หรือเมื่อสามีและลูกหิวเ้าก็จะแกว่งแส้ให้มีอาหารออกมางั้นหรือ?”
คำพูดทะเล้นของนางทำให้อวิ๋นอิ่งและอวิ๋นหยาหัวเราะขึ้นมา และทำให้ฉู่ชีซีหน้าแดงขึ้นอีกครั้ง นางจึงโต้แย้งอย่างไม่ยอมแพ้ว่า “ก็ในบ้านมีคนรับใช้อยู่แล้ว ข้าไม่จำเป็ต้องทำเองสักหน่อย!”
