เล่มที่ 3 บทที่ 77 หลัวเสิ่นเซียว
ทั้งที่ตอนนั้นกำลังจะสะบั้นกระบี่ครั้งสุดท้ายออกไป เ้าหลินเฟยเองก็กำลังจะแพ้แล้วแท้ๆ แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อยู่ดีๆก็รู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาราวกับกายละเอียดถูกแช่แข็ง แล้วจากนั้นก็ล้มลง…
‘เกิดอะไรขึ้นกันแน่…’
‘หรือว่ามีคนเล่นตุกติกกับพลังปราณของเขา?’
คิดได้ดังนั้นถังเทียนตูก็รีบนั่งลงเพื่อโคจรพลัง
ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนี่นา…
พลังปราณไหลเวียนอย่างราบรื่น ไม่มีความผิดปกติใดๆ…
คงจะเป็ที่น้ำแข็งห้าสี...
ครั้นตอนที่อาจารย์ได้มอบกระบี่อู๋ซางให้ ก็ได้เคยเตือนแล้วว่าน้ำแข็งห้าสีถือเป็สิ่งชั่วร้าย หากไม่เข้าตาจนจริงๆ ก็ไม่ควรหยิบขึ้นมาใช้ แต่สำหรับครั้งนี้เพื่อจะทำลายปราณกระบี่ของหลินเฟย จึงฝืนโคจรใช้ เป็ไปได้ว่าคงจะถูกพลังย้อนกลับ เช่นนั้นแล้วในตอนท้ายถึงได้กลับฝ่ายพ่ายแพ้สินะ
พอคิดได้ดังนี้ สีหน้าถังเทียนตูก็ผ่อนคลายลง
‘แพ้ก็แพ้ไปแล้วกัน…’
‘งานศิษย์สายตรงจัดขึ้นทุกสามปี’
‘อีกสามปีค่อยเจอกันใหม่ก็ได้’
ในฐานะศิษย์เอกที่โดดเด่นที่สุดของหุบเขาเทียนเฉวียน ต่อให้แพ้การประลองศิษย์สายตรงครั้งนี้ ถังเทียนตูก็แค่ติดใจเพียงชั่วครู่เท่านั้น ไม่นานก็ปล่อยวางลงได้
“ถึงแม้วันนี้เ้าจะชนะ แต่ก็สูญเสียปราณกระบี่ที่สำคัญไปด้วยเช่นกัน ไม่รู้ว่าสามปีหลังจากนี้ จะยังมีโอกาสรอดมายืนตรงหน้าข้าได้อีกหรือไม่…”
ขณะที่ครุ่นคิดมาจนถึงตอนนี้ ผู้าุโหุบเขาเทียนเฉวียนที่อยู่บนบัลลังก์ก็เดินเข้ามาพอดี
เขาจ้องถังเทียนตูอย่างไม่วางตาอยู่นาน ก่อนจะคลายยิ้มออกมา
“ไม่เลวเลยนี่ ถึงแม้จะแพ้ แต่ก็ไม่ย่อท้อ ไม่เสียแรงที่ข้าอุตส่าห์อบรมสั่งสอนมา”
“อาจารย์...” ถังเทียนตูโค้งคารวะผู้เป็อาจารย์
“เส้นทางบำเพ็ญยังยาวไกลนัก หากพ่ายแพ้เพียงเล็กน้อยก็ยังเก็บมาใส่ใจ แล้วจะรับมือกับหนทางอันยากลำบากในวันหน้าได้อย่างไร ปรมาจารย์นักพรตชิงเย่ในอดีตก็พ่ายแพ้มานักต่อนัก แต่เขาก็ไม่เคยย่อท้อ สุดท้ายก็สามารถบรรลุขั้นฟ่าเซินได้ พอย้อนกลับมามองศัตรูในอดีต ก็พบว่าพวกเขาเ่าั้ล้วนกลายเป็เถ้ากระดูกไปหมดแล้ว…”
“ศิษย์เข้าใจแล้ว”
“เข้าใจก็ดีแล้ว…” ผู้าุโได้ยินเช่นนั้นก็ฉีกยิ้มกว้าง สายตาที่มองถังเทียนตูก็เต็มไปด้วยความพึงพอใจ
“นอกจากจะเ้าสำเร็จวิชากระบี่ไร้พ่ายแล้ว ตอนอยู่ที่ผากระบี่ก็ยังสามารถบำเพ็ญจนได้ัเก้าตนมาคุ้มกาย ถือว่ายังมีอนาคตที่สดใสมากทีเดียว แล้วมีหรือที่หลินเฟยจะมาเทียบเ้าได้ ดังนั้นสามปีหลังจากนี้ ค่อยกลับมาเอาคืนก็ยังไม่สายหรอกนะ…”
ทว่าในขณะที่ยังไม่ทันจะพูดจบ ใบหน้าถังเทียนตูก็เกิดซีดขาว กระอักเือึกใหญ่ออกมา ก่อนที่จะล้มตัวลงไป…
ภาพที่เกิดขึ้นเหมือนกับตอนประลองไม่ผิดเพี้ยน
ผู้าุโหุบเขาเทียนเฉวียนใบหน้าถอดสีจากนั้นจึงไม่รีรอยื่นมือไปรับร่างถังเทียนตูไว้ทันที
ในขณะเดียวกันก็ส่งพลังปราณสายหนึ่งเข้าร่างถังเทียนตู
เมื่อหลายร้อยปีก่อนผู้าุโก็บรรลุถึงขั้นจิงตันได้แล้ว บัดนี้เหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็จะบรรลุขั้นฟ่าเซี่ยง ดังนั้นพลังปราณที่ปล่อยออกมา แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่ก็มีพลังแข็งแกร่งมากจนไม่อาจคาดเดาได้
หลังจากที่ส่งพลังปราณเข้าไป สีหน้าถังเทียนตูก็ดีขึ้น ร่างที่แข็งไม่ต่างกับน้ำแข็ง ก็พลันอบอุ่นขึ้นมา
“แค่พิษไอเย็นเล็กๆแค่นี้ ริอ่านมาทำร้ายศิษย์ข้า?” ผู้าุโแค่นหัวเราะร้ายพลางมองไปที่เหล่าศิษย์หุบเขาอวี้เหิง ก่อนจะวาดมือเกิดเป็ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งทะยานแหวกอากาศออกไป…
และเป้าหมายก็คือหลินเฟยที่เพิ่งจะหลอมน้ำแข็งห้าสีสำเร็จ!
“ศิษย์พี่หลิน ระวัง!” ศิษย์หุบเขาอวี้เหิงเห็นดังนั้นจึงรีบะโเตือนทันที
ปราณกระบี่ที่ส่งมาออกเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น แม้จะส่งออกมาไม่มาก แต่พลังก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้บำเพ็ญขั้นย่างหยวนนับพันร่างแตกสลายทันที หลินเฟยที่มีปราณกระบี่รายล้อมก็ยังสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าพลังที่ส่งมามีไอสังหารแฝงอยู่ด้วย…
แต่ที่น่าพิศวงไปมากกว่านั้นก็คือ…
ใบหน้าหลินเฟยไม่ได้ฉายแววตระหนกใเลยแม้แต่น้อย…
เขาไม่แม้แต่จะเหลียวตามองปราณกระบี่ที่พุ่งมาเลยด้วยซ้ำ
กลับมองไปทางบัลลังก์ที่เหล่าผู้าุโอยู่ด้วยความสนใจแทน…
และก็เป็ไปอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด…
ชั่วขณะที่ปราณกระบี่กำลังจะถึงร่าง ทันใดนั้นก็มีลำแสงสายหนึ่งพุ่งมาจากบัลลังก์ ก่อนจะได้ยินเสียงโลหะกระทบกับบางอย่างดังขึ้นตามมา สายตาก็พลันเห็นเพียงปราณกระบี่ของผู้าุโหุบเขาเทียนเฉวียนกระเด็นออกไป…
ปราณกระบี่ที่แฝงไปด้วยไอสังหารถูกดีดกระเด็นออกมาอย่างรุนแรง ก่อนที่ลำแสงนั่นจะลอยกลับไปบนบัลลังก์ และค่อยๆหยุดลงกลางฝ่ามือของตาเฒ่า ผู้เป็อาจารย์ของหลินเฟย เวลานี้เองทุกคนจึงได้ประจักษ์แก่สายตาว่าสิ่งที่ดีดปราณกระบี่ของผู้าุโหุบเขาเทียนเฉวียน เป็เพียงขวดหยกที่มีขนาดไม่ถึงสองชุ่น มันมีขนาดใหญ่กว่านิ้วโป้งเพียงเล็กน้อย มิหนำซ้ำขวดหยกในตอนนี้กลับยังดูสมบูรณ์อยู่อีกด้วย ไม่ได้แตกสลายหรือมีรอยร้าวใดๆ ทั้งที่เพิ่งผ่านการพุ่งชนปราณกระบี่มาก็ตาม
ทั่วทั้งสำนักเวิ่นเจี้ยนต่างพากันตกตะลึงขึ้นมาอีกครั้ง
ศิษย์สายในนับพัน รวมทั้งศิษย์หุบเขาอวี้เหิงเองก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยว่าคนที่ลงมือจะเป็ “หลัวเสิ่นเซียว”
หลัวเสิ่นเซียวคนที่วันๆเอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่กับการหลอมอาวุธ แถมยังเอาแต่ขูดรีดลูกศิษย์อยู่ตลอด!
หลัวเสิ่นเซียวเป็คนเหลวแหลกแบบนี้มาร้อยปีเต็มๆ…
ว่ากันว่าเมื่อร้อยปีก่อน ผู้าุโหลัวถูกทำร้ายจนขั้นบำเพ็ญแตกสลาย บัดนี้ก็ยังไม่สามารถสู้กับศิษย์สายในได้ด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าเื่นี้ได้แพร่สะพัดไปทั่วสำนักมานานแล้ว แม้แต่ศิษย์สายในบางคน ก็ยังกล้าเยาะเย้ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน ว่าหลัวเสิ่นเซียวเป็เพียงคนไร้ค่าที่ถูกคนทำลายขั้นบำเพ็ญจนสิ้น หรือแม้แต่หลี่ฉุนที่เป็เพียงศิษย์สายใน ยังไม่เกรงกลัวที่จะเรียกชื่อหลัวเสิ่นเซียวตรงๆ และปฏิเสธไม่ได้อีกด้วยว่ายังมีคนอีกมากมายที่ทำแบบนี้เช่นกัน…
ทว่า…
ในตอนนี้เอง
คนที่ถูกลือว่าร้อยปีก่อนถูกทำลายขั้นบำเพ็ญ กลับสามารถเอาชนะผู้าุโหุบเขาเทียนเฉวียนได้ด้วยขวดหยกน้อยๆเพียงขวดเดียว!
ผู้าุโเทียนเฉวียนคือใครน่ะหรือ?
เขาคือคนที่เป็รองเพียงเ้าสำนักคนเดียวเท่านั้น!
แม้แต่เ้าสำนักยังเคยออกปากเองเลยว่าภายในสิบปีนี้เท่านั้น ผู้าุโหุบเขาเทียนเฉวียนจะสามารถบรรลุขั้นฟ่าเซี่ยงก็เป็ได้
บัดนี้หลัวเสิ่นเซียวกลับใช้เพียงขวดหยกโค่นเขาลงได้
เวลานั้นเองมีไม่น้อยคนเลยที่รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาพร้อมๆกัน…
เพราะการเรียกชื่อผู้าุโตรงๆเช่นนี้ ไม่ได้ทำเพียงคนหรือสองคน แต่กว่าครึ่งสำนักเวิ่นเจี้ยนที่เคยเคยพูดจาดูิ่หลัวเสิ่นเซียวมาก่อน วันดีคืนดีหากผู้าุโหลัวไม่พอใจขึ้นมา เกรงว่าจะพากันเดือดกันหมดแน่ๆ…
เหล่าศิษย์สายในนับพันต่างเอาแต่จดจ้องไปที่ผู้าุโหลัวอย่างเกรงกลัว ไม่เหลือความกล้าที่จะดูิ่อีกต่อไป…
“หากกล้าก็ลองอีกสิ” หลัวเสิ่นเซียวมองลงมาจากบนบัลลังก์ เขาไม่คิดจะพาตัวลงมายังเบื้องล่างแม้แต่น้อย ใบหน้ายังระบายไปด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม ทว่าแววตาที่จ้องมองผู้าุโหุบเขาเทียนเฉวียนกลับเยือกเย็นเหลือเกิน
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
