เล่มที่ 3 บทที่ 79 วิชากระบี่จันทราเริงระบำ
กระทั่งสุดท้ายนักพรตเฒ่าก็เกิดงอแงขึ้นมาดื้อๆ
“ข้าไม่สนอะไรทั้งนั้น ครั้งนี้ถือว่าข้าเสียหายหนักมาก หากไม่จ่ายมาสามร้อยหินิญญา ก็เอาจี้หยวนหยางคืนมาเสียดีๆ…”
“…” หลินเฟยถึงกับหมดคำจะพูดต่อ จึงชี้ไปทางแท่นประลอง
“ข้ายังต้องประลองอีกรอบ…”
“อ้อ จริงด้วย…” หลังจากหลินเฟยกล่าวเตือน นักพรตเฒ่าก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ทุกเดือน ศิษย์สายในจะได้รับหินิญญาหนึ่งพันก้อน ศิษย์รัก สู้เขานะ! “
“…”
หลินเฟยได้แค่ส่ายหัว โดยไม่พูดอะไรอีก ก่อนจะหันหลังเดินไปยังแท่นประลองตรงหน้า…
ทว่าเดินไปได้เพียงสองก้าวก็ได้ยินเสียงใครบางคนเรียกเอาไว้
“จริงสิ ถังเทียนตูนั่น…”
“ไม่ถึงตายหรอก”
หลินเฟยเข้าใจว่าตาเฒ่าคงจะถามถึงสิ่งที่ถังเทียนตูเจอมานั้นจะอันตรายถึงชีวิตหรือไม่ แต่เมื่อตอบกลับไป ตาเฒ่ากลับส่ายหัวปฏิเสธทันที
“ไม่ใช่ ที่ข้าอยากถามคือพิษที่อยู่ในตัวถังเทียนตูนั่น มีเพียงเ้าคนเดียวที่ขจัดได้หรือเปล่า ถ้าเป็แบบนั้นคงต้องไปเจรจาดูหน่อย บางทีอาจจะไถเอาหินิญญามาได้บ้าง…”
“…” ได้ยินเช่นนั้นหลินเฟยก็เกือบสะดุดหน้าทิ่มเช่นเดียวกับผู้าุโหุบเขาเทียนเฉวียน หลังจากใช้เวลาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จึงตอบกลับ
“ถ้าเกิดทำใจขังไว้ที่เจดีย์ผนึกปีศาจได้ ก็น่าจะได้อยู่…”
“ฮ่าๆ เยี่ยมไปเลย”
หลังจากได้ยินคำตอบที่้า นักพรตเฒ่าก็กระหยิ่มยิ้มย่องอย่างพอใจ ก่อนจะเดินจากไป
หลังจากตาเฒ่ากลับขึ้นไปบนบัลลังก์ เขาก็รู้สึกง่วงเหงาหาวนอนขึ้นมา ราวกับว่าไม่ได้นอนมาสิบวันสิบคืนเหมือนที่ทำประจำ…
ทว่าตอนนี้ ศิษย์นับพันที่อยู่บนยอดเขาเวิ่นเจี้ยน กลับไม่มีใครกล้ามองเขาด้วยสายตาดูแคลนอีกต่อไป…
“สงสัยสิ่งที่ผนึกในร่างอาจารย์จะไม่ธรรมดาจริงๆ…” หลินเฟยมองขึ้นไปบนบัลลังก์ ‘คิดหรือ ว่าหลังจากอาละวาดเล่นใหญ่ขนาดนั้นแล้ว จะมาทำเป็ตลกกลบเกลื่อนได้ สุดท้ายก็ไม่สามารถหลุดรอดสายตาเขาไปได้หรอก”
เงากระบี่ที่ปรากฏออกมาเมื่อครู่ ดูเผินๆอาจจะเห็นว่ามันมีสภาพยับเยินราวกับจะแตกหักได้ทุกเมื่อ ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมานั้น กลับทำให้หลินเฟยอดที่จะหวาดกลัวไม่ได้ แม้ตอนนี้จะมีขั้นบำเพ็ญย่างหยวนขั้นสูงแล้ว อีกทั้งชาติที่แล้วก็เคยเผชิญหน้ากับเ้าแห่งเหวทมิฬมาก่อน บัดนี้พอได้เห็นกระบี่นั่น ก็ยังอดที่จะกลัวไม่ได้ ดูๆไปแล้วในกระบี่นั่นจะต้องผนึกสิ่งชั่วร้ายเอาไว้แน่…
หลินเฟยจำได้ดี เมื่อตอนที่กระบี่นั่นปรากฏออกมา รอบด้านเต็มไปด้วยเสียงโหยหวนและกลิ่นอายความวังเวง ราวกับปีศาจร้ายากำลังจะฟื้นคืนชีพ กลิ่นอายชั่วร้ายเช่นนี้ รุนแรงยิ่งกว่าจิ่วหยินฟื้นคืนชีพเสียอีก
‘มิน่า...ตาเฒ่าถึงได้เป็แบบนี้’
เพราะได้ผนึกสิ่งที่ร้ายกาจไว้ในร่างกายเช่นนี้ ต่อให้ตาเฒ่าจะมีความสามารถเทียมฟ้าเพียงใด ก็ไม่อาจใช้งานมันได้ เมื่อนึกถึงเื่นี้ หลินเฟยก็อดที่จะหันไปมองบนบัลลังก์อีกครั้งไม่ได้ พอเห็นตาเฒ่ากำลังสัปหงกอยู่นั้น เขาก็ทำได้แค่ยิ้มน้อยๆออกมา ‘จะว่าไปอาจารย์ในชาตินี้ก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด…’
ระหว่างที่คิดเรื่อยเปื่อย หลินเฟยก็เดินขึ้นมาถึงแท่นประลองพอดี สองตาก็จับจ้องไปที่ชิวเย่หัวที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่องลงมา หลินเฟยสะบัดหัว พยายามเลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วจึงหันไปส่งยิ้มให้ชิวเย่หัว
“บังเอิญจังนะ ศิษย์น้องชิว”
“คารวะศิษย์พี่หลิน” ใบหน้าชิวเย่หัวยังสงบนิ่งเช่นเดิม แต่แววตาที่มองหลินเฟยนั้น กลับมีความไม่เข้าใจซ่อนอยู่…
จะว่าไปพวกเขาก็มีเื่ข้องเกี่ยวกันมาก่อนถึงสองครั้งแล้ว
ครั้งแรกคือตอนอยู่ที่หุบเขาอวี้เหิง ถึงแม้จะไม่ได้เห็นหน้ากันก็ตาม แต่หากพูดกันตามตรง ชิวเย่หัวนับว่าติดหนี้บุญคุณหลินเฟยอยู่ ส่วนอีกครั้งคือที่ผากระบี่ ชิวเย่หัวได้ช่วยชี้แนะเื่รอยกระบี่ทั้งเก้าเพื่อทดแทนบุญที่ติดค้าง
ไม่ว่าจะเป็ครั้งที่หนึ่งหรือสอง ชิวเย่หัวก็คิดไม่ถึงว่า คู่ต่อสู้ของตนเองในงานศิษย์สายตรง จะเป็ศิษย์พี่จากหุบเขาอวี้เหิงคนนี้
เพราะงานครั้งนี้มีศิษย์ที่โดดเด่นมากมาย ทั้งสือเหอจากหุบเขาเทียนเสวียน ถังเทียนตูจากหุบเขาเทียนเฉวียน หวังหลินที่สำเร็จวิชากระบี่ดับโชค หรือแม้แต่ตู้จ้งที่เป็มือสังหารอันดับหนึ่ง ทุกคนล้วนมีโอกาสจะยืนอยู่ตรงนี้มากกว่าหลินเฟยด้วยซ้ำ
ทว่าคนที่มายืนอยู่เบื้องหน้าในตอนนี้กลับเป็หลินเฟย
จึงทำให้ชิวเย่หัวรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง…
แต่มันก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น…
ไม่ว่าจะเป็ศิษย์สายในหรือสายตรง สำหรับชิวเย่หัวแล้วมันก็เป็แค่ทางผ่านสำหรับเส้นทางการบำเพ็ญเท่านั้น…
ตอนที่กระบี่โบราณเปล่งเสียงร้องออกมาครั้งแรก ชิวเย่หัวก็รู้แล้วว่าเป้าหมายของนางคือ์เก้าชั้นฟ้า…
“ศิษย์พี่หลิน เชิญ” ชิวเย่หัวไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝักมาแต่อย่างใด แต่กลับมีลำแสงกระบี่มากมายปรากฏขึ้นมาตามแสงจันทราที่สาดส่อง
“เชิญ”
หลินเฟยขยับตัวอย่างว่องไว กระบี่หงส์คำรนในมือก็เกิดเปลวไฟร้อนแรงซึ่งกำลังพุ่งทะยานไปยังแสงจันทร์ที่กำลังส่องลงมา ทันใดนั้นนั้นก็เกิดเป็แสงสายหนึ่งะเิออก การประมือครั้งแรกของคนทั้งคู่ จึงเกิดเป็ลำแสงที่เจิดจรัส ชิวเย่หัวเองก็งดงามดุจเซียนหญิงมาจุติภายใต้แสงเดือนที่นวลงาม ทุกครั้งที่วาดกระบี่ที่ไม่เคยออกจากฝักนั่นออกไป กลับเกิดเป็พลังอันน่าทึ่ง ทว่ากลับไม่มีซึ่งไอสังหารแม้แต่น้อย…
ทางด้านหลินเฟยนั้นถือว่าตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง บัดนี้กระบี่หงส์คำรนถูกโคจรมาถึงขีดจำกัดแล้ว ทั่วทั้งร่างปกคลุมไปด้วยเปลวไฟอันร้อนแรง ลำแสงกระบี่มากมายที่สะบั้นออกไป ทำให้เกิดเป็แสงสว่างหลายสาย ทุกครั้งที่สะบั้นกระบี่ ก็จะแปรเปลี่ยนเคล็ดวิชาไปมา เป็กระบวนท่าที่น่าเกรงขามไม่น้อยเลย…
“เกิดอะไรขึ้นกับหลินเฟย?” ในตอนนี้เหล่าศิษย์ที่รับชมการประลอง ต่างก็พากันกระซิบกระซาบด้วยความประหลาด เพราะชิวเย่หัวออกกระบวนท่าไปไม่ถึงสองครั้งด้วยซ้ำ แต่หลินเฟยกลับโหมสะบั้นกระบี่ สลับเปลี่ยนเคล็ดวิชาต่างๆอย่างบ้าระห่ำราวกับผีเข้า แถมยังตั้งหน้าตั้งตาบุกอย่างเอาเป็เอาตาย หรือเพราะครั้งที่แล้วชนะถังเทียนตูได้เพราะการเป็ฝ่ายบุก ครั้งนี้จึงคิดจะใช้กลยุทธ์แบบเดียวกัน?
“ไม่ใช่หรอก พวกเ้าดูแสงจันทร์นั่นสิ…” ไม่นานนัก ก็มีศิษย์ที่มีสายตาหลักแหลมคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา หลังจากพินิจดูกระทั่งเจอต้นตอ
“ได้ยินมาว่าชิวเย่หัวฝึกเคล็ดวิชากระบี่จันทราเริงระบำ ซึ่งไม่เคยมีใครฝึกมาก่อน เมื่อรวมเข้ากับกายเย่หัวแต่กำเนิด ทำให้ทุกที่ที่มีแสงจันทร์ส่องถึง ล้วนกลายเป็อาวุธของนางได้ ดังนั้นที่หลินเฟยบุกอย่างบ้าระห่ำเช่นนี้ ก็เพราะคิดจะสกัดวิถีกระบี่ของนางสินะ…”
“จันทราเริงระบำ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหล่าศิษย์ก็พากันกระซิบกระซาบอีกครั้ง “ทุกที่ที่แสงจันทร์ส่องถึง ล้วนเป็อาวุธ” ช่างเป็เคล็ดวิชาที่ร้ายกาจไม่เบาเลยทีเดียว พอเทียบกันแล้ว เคล็ดวิชากระบี่ดับโชคก็ดูธรรมดาไปเลย…
ในขณะที่เหล่าศิษย์กำลังถกเถียงกันเซ็งแซ่ ฝ่ายหลินเฟยที่อยู่บนแท่นประลองก็พยายามบุกใส่อย่างหนักหน่วง บีบต้อนจนชิวเย่หัวต้องหันมาต้านรับ หากดูเพียงผิวเผินจึงเสมือนหลินเฟยเป็ฝ่ายได้เปรียบอยู่
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
