“เหตุใดต้องดื่มสุรา” อวิ๋นซานดึงมือนางออกไป จากนั้นก็ให้นางเอนกายลงดีๆ
เขามองไปยังสตรีที่เอนกายอยู่บนเตียง ในใจไม่รู้ว่ามีความรู้สึกเช่นไร หลังจากผ่านพ้นคืนข้ามปี แม้พวกเขาจะยังอยู่ร่วมห้อง นอนร่วมเตียงก็ล้วนไม่มีเื่ใดให้คุยกันอีก ส่วนความปรองดองต่อหน้าผู้คนก็ล้วนเป็สิ่งที่พวกเขาจงใจสร้างขึ้นมาให้คนดู ทว่าเื่จริงเป็เช่นไร มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้อยู่แก่ใจ
จ้าวลี่เจียเหมือนจะเมา แต่ก็เหมือนยังมีสติแจ่มชัดอยู่สองสามส่วน นางพูดเสียงเบา “นางบอกว่าข้าเป็คุณหนูรองตระกูลอวิ๋น ตอนเด็กข้าถูกคนลักพาตัวไป พวกเขาหาข้าไม่เจอ”
น้ำตาของนางพรั่งพรูออกมาพร้อมๆ กับที่คำสุดท้ายถูกเอื้อนเอ่ย วันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าคนนั้นมาหานาง บอกว่าคนเป็มารดาแท้ๆ ของตน ทั้งยังบอกด้วยว่าคนที่บ้านตามหานางมาสี่สิบปีแล้ว ก่อนจะให้ดูจดหมายหลายฉบับที่ถูกส่งมาจากที่ต่างๆ ด้วยนกพิราบสื่อสาร บางฉบับยังมีร่องรอยของหมึกจางๆ ที่ดูออกว่าตัวอักษรเ่าั้ถูกเขียนขึ้นเมื่อนานมากแล้ว ถ้อยคำในนั้นล้วนเขียนไว้ว่า ‘ไม่มีข่าวคุณหนูรอง’
กระดาษเล็กๆ มากมายเหล่านี้ หญิงชราเก็บไว้ทั้งหมด ทั้งยังลืมไปแล้วว่าตนอ่านประโยคเหล่านี้ซ้ำไปมามากเพียงไร ชั่วขณะนั้นจ้าวลี่เจียไม่รู้ว่าตนควรจะตอบกลับหญิงชราเช่นไร นางจดจ้องอีกฝ่ายที่ดูเป็สตรีาุโผู้หนักแน่น แต่แท้จริงแล้วอ่อนแอ ใจนางสับสนมากจริงๆ
แต่เดิมนางไม่มีบิดามารดามาโดยตลอด ตอนเด็กมีเพียงอาจารย์ อาจารย์หญิงและศิษย์พี่คอยเลี้ยงดูเอาใจใส่ ในใจจึงไม่เคยปรารถนาบิดามารดามาเติมเต็ม เมื่อเติบใหญ่ก็สามารถดูแลตัวเองได้จึงยิ่งไม่้าบิดามารดาอะไรนั่น
แต่วันนี้เมื่อได้เจอมารดาผู้ให้กำเนิด ในใจกลับรู้สึกไม่ค่อยดีเล็กน้อย นางไม่้าญาติ จึงไม่เคยคิดว่าบิดามารดาแท้ๆ ของตนจะ้าตนหรือไม่
อวิ๋นซานจ้องมองท่าทีเ็ปของจ้าวลี่เจีย สูดลมหายใจเข้าลึก จากนั้นก็นั่งลงที่ข้างเตียงแล้วพูดว่า “ในเมื่อพวกเขาตามหาเ้ามาหลายปีเพียงนี้ นี่ก็พิสูจน์ได้ว่าพวกเขารักเ้าจริงๆ ดังนั้น หากในใจเ้าเองก็คิดว่าควรจะเปิดรับพวกเขา ก็อย่าได้ลังเล”
เขาไม่รู้ว่าจ้าวลี่เจียยังมีสติรับฟังคำพูดเหล่านี้ของเขาหรือไม่ แต่เมื่อเขาคิดจะไปตักน้ำมาล้างหน้าให้นาง เพื่อที่นางจะได้ฟื้นคืนสติขึ้นมาหน่อย ก็กลับถูกนางรั้งตัวไว้ “เฉินปิน อย่าไป”
อวิ๋นซานพูดเสียงขรึม “ข้าไม่ได้จะไปไหน เพียงแต่จะไปตักน้ำมาล้างหน้าให้เ้า”
“ข้าไม่้าน้ำ ข้า้าแค่เ้า” เมื่อพูดจบ นางก็ออกแรงฉุดร่างคนเข้ามา และเพราะเป็คนฝึกยุทธ์เช่นเดียวกัน ตัวนางจึงมีเรี่ยวแรงมาก
อวิ๋นซานยังไม่ทันได้ดึงสติกลับมาก็พลาดท่าล้มลงไปบนร่างนางแล้ว เขาทำอะไรไม่ถูกเล็กน้อย แม้คิดอยากจะลุกขึ้น แต่อีกฝ่ายกลับกอดคอไว้ “เ้าไปไหนไม่ได้แล้ว”
“ซานเหนียง ปล่อยข้า”
จ้าวลี่เจียส่ายหน้า “เฉินปิน...” เมื่อพูดจบ นางก็รั้งอวิ๋นซานไว้อย่างแแ่ ไม่ยอมปล่อย...
รอจนนางฟื้นคืนสติกลับมาเต็มที่แล้ว และได้เห็นร่างเปลือยเปล่าของตนที่ไร้ซึ่งอาภรณ์สักชิ้น ชั่วขณะนั้นนางก็รู้สึกราวกับสมองจะะเิ นางตีศีรษะตนโดยแรง พูดเสียงเบากับตัวเอง “นี่ข้าทำเื่โง่อันใดลงไป”
นางถึงกับเสนอตัวให้อวิ๋นซานในตอนที่ยังเมาอยู่ เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ นางก็อดไม่ได้ให้ต้องซุกตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มด้วยความเสียใจระคนเคียดแค้น นางคิดในใจ การดื่มสุราพาให้ชีวิตผิดพลาดอย่างแท้จริง
ยามที่อวิ๋นซานเดินเข้ามาก็เห็นนางกำลังซ่อนตัวอยู่ในผ้าห่มพอดี เขาเปิดปากถาม “ทำไมเล่า นึกเสียใจภายหลังแล้วหรือ? ”
สตรีที่แอบอยู่ในผ้าห่มกล่าวตอบโดยพลัน “ใช่ ข้าเสียใจแล้ว”
อวิ๋นซานเพียงยิ้มบางๆ พลางนึกถึงการรุกล้ำของสตรีนางนี้ เขาเป็บุรุษที่ในกาลก่อนคิดอยากจะถนอมตัวไว้เพื่อภรรยาที่ตายจาก ทว่า ตอนนี้ได้รู้แล้วว่านางยังไม่ตาย ทั้งยังมีชีวิตที่สุขสงบเป็ของตนแล้ว แม้ใจเขาจะยังไม่ยินยอม แต่ก็ทำได้แค่ปล่อยไป จนกระทั่งค่ำคืนในคืนข้ามปี จิตใจบริสุทธิ์ไร้ตัณหาที่สั่งสมมาตลอดยี่สิบปีกลับกลายเป็ต้องแพ้พ่ายอยู่ในกำมือของสตรีนางนี้
และในวันนี้นางเป็ฝ่ายเปิดฉาก หากเขายังสามารถทนอยู่ได้อีกก็เรียกได้ว่าเห็นผีแล้ว ในเมื่อก่อนหน้านี้ตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เช่นนั้นตัวเขาก็ทำเพียงหลับนอนกับสตรีของตน
“เสียใจเอาป่านนี้ก็นับว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นไปแล้ว อย่างไรเสีย นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกของเราสักหน่อย” จู่ๆ อวิ๋นซานก็เกิดความรู้สึกที่อยากจะหยอกเย้าสตรีนางนี้ขึ้นมา ถึงกระนั้นเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ตนเองจะมี่เวลาที่ทำตัวเป็เด็กเช่นนี้อยู่ด้วย
……...........................................................................................
ผ่านไปนาน อวิ๋นซีที่รอคอยการกลับมาของผู้าุโ นางมองสำรวจั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าของบิดาอวิ๋นและจ้าวลี่เจียที่กลับมาด้วยกันไปรอบหนึ่ง แน่นอนนางย่อมไม่พลาดจริตพริ้มพราวระหว่างคิ้วตาของจ้าวลี่เจีย ลักษณะเช่นนี้มีเพียงสตรีที่ได้รับการหล่อเลี้ยงจากบุรุษมาแล้วถึงจะมีได้ และแม้ว่าจ้าวลี่เจียจะตั้งใจเป็อย่างยิ่งที่จะคงทีท่าของตนให้ดูสุขุม แต่ก็น่าเสียดายที่คนเป็สตรีเหมือนกัน แล้วจะไม่เข้าใจได้อย่างไร
ตอนนี้เมื่อพิศดูแล้ว เื่ราวระหว่างคนทั้งสอง ตัวนางคงไม่จำเป็ต้องเป็กังวลอีกแล้ว คิดถึงตรงนี้ นางก็ยิ้มพูดขึ้น “ท่านพ่อท่านแม่ ในที่สุดพวกท่านก็กลับมาเสียที เหตุใดจะออกไปไหนจึงไม่บอกกันสักคำ ทำเอาลูกใจนต้องออกหาไปทั่ว”
อวิ๋นซานกระแอมกระไอสองสามครั้ง พูดเสียงขรึม “พ่อออกไปพบคนรู้จักคนหนึ่งมา จากนั้นก็บังเอิญเจอมารดาเ้าเข้า”
มารดาเ้า?
อวิ๋นซีมองบิดาอวิ๋นของตนอย่างรู้ทัน คิดว่าผู้ใหญ่ทั้งสองตรงหน้านี้เหมือนจะพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันไปได้เร็วมาก
จ้าวลี่เจียเองก็จับสังเกตคำพูดของอวิ๋นซานได้เช่นกัน หากคนพูดที่ด้านนอก นางคงไม่รู้สึกอันใด เพราะจะอย่างไรนี่ก็คือการแสดง แต่ตอนนี้เขากลับพูดเช่นนี้ในบ้าน นี่ย่อมหมายความว่า เขายอมรับเื่ราวระหว่างตนกับนางจากใจแล้วใช่หรือไม่
จ้าวลี่เจียอดยิ้มออกมาไม่ได้ เกือบยี่สิบปีที่นางชอบศิษย์พี่รองก็ยังไม่เคยมีแม้แต่ความเขินอายเช่นนี้ แต่คำว่า มารดาเ้า ที่เขาเพิ่งพูดออกมาเมื่อครู่ กลับทำให้นางรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นแรง แม้จะเคยบอกไว้ว่าตนเป็หญิงอายุมากที่ไม่้าความรักแล้วก็ตาม ถึงกระนั้นตัวนางก็ไม่้าฝืนรับสิ่งเหล่านี้จากอวิ๋นซาน เพราะความรักอันใดนั่น นางรู้ดีว่า อวิ๋นซานได้มอบให้มารดาของอวิ๋นซีไปหมดแล้ว
แต่ว่า สตรีที่มีเหตุผลเยี่ยงนางก็ยังมีความ้าที่ไม่ได้แตกต่างไปจากสตรีทั่วไป นางปรารถนาบ้านที่อบอุ่นมั่นคง ปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับจากคนข้างหมอน วันนี้นางดีใจยิ่ง
หลังมื้อเย็น อวิ๋นซีได้ไปกล่อมนอนจนเ้าลูกชายทั้งสองเข้าสู่นิทรา จากนั้นนางก็เดินออกไปจากเรือนพำนัก เมื่อเห็นหวนเอ๋อร์กำลังเฝ้าอยู่ จึงได้เอ่ยถาม “จวิ้นจู่น้อยเล่า? ”
หวนเอ๋อร์ยิ้ม กล่าวตอบ “จวิ้นจู่น้อยไปที่เรือนหลังอีกแล้วเพคะ ไม่รู้ว่าวันนี้ทรงไปจับแมงป่องพิษมาจากที่ใดตั้งมากมาย ยามนี้หม่อมฉันคิดว่าจวิ้นจู่น้อยน่าจะกำลังไปจัดแจงพวกสัตว์มีพิษเ่าั้อยู่เป็แน่เพคะ” ไม่ว่าจะคิดอย่างไรหวนเอ๋อร์ก็ไม่เข้าใจ เหตุใดจวิ้นจู่น้อยที่เป็เด็กน้อยผู้น่ารักเพียงนั้นถึงได้ชอบพวกสัตว์สิ่งของที่ทำให้คนตายได้นัก ยิ่งกว่านั้น คนยังมองสิ่งเ่าั้เป็ดังลูกรักก็ไม่ปาน
อวิ๋นซีเหงื่อตก เด็กคนนี้ต้องเสียคนแล้วแน่ๆ “อย่าให้คนต้องถูกพิษไปด้วยเป็พอ” เมื่อพูดจบ นางก็หันมองสาวใช้ที่ตามติดอยู่เื้ั พูดว่า “ไม่ต้องตามเปิ่นเฟยมาแล้ว กลับไปกันเถอะ จะไปทำอันใดก็ไปเถิด”
อวิ๋นซีมุ่งหน้าต่อไปไปยังเรือนของจ้าวลี่เจีย ซึ่งทำเอาสองสามีภรรยาในหอห้องถึงกับแปลกใจกับการมาเยือนของนาง อวิ๋นซีนั่งลงที่เก้าอี้ข้างโต๊ะแล้วถามออกไปตามตรง “ท่านแม่ วันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าอวิ๋นมาหาท่านแล้วใช่หรือไม่เ้าคะ? ” ในเมื่อบิดาตนได้กระทำเื่เช่นนั้นกับผู้อื่นไปแล้วด้วยตกลงปลงใจจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน นางก็คิดว่า หากตนจะเรียกอีกฝ่ายว่าท่านแม่ก็ไม่นับว่าเกินไป
จ้าวลี่เจียพยักหน้า กล่าวตอบ “อืม วันนี้นางมาหาข้า เพื่อบอกเื่ที่ข้าเป็คุณหนูรองตระกูลอวิ๋น ทั้งยังถามว่า ตัวข้ายินดีจะกลับไปตระกูลอวิ๋นหรือไม่”
“แล้วท่านแม่คิดเช่นไรเ้าคะ ท่านยินดีหรือไม่? ” สำหรับคนมากมาย คำว่าญาติสนิทนี้ถือเป็สิ่งสำคัญยิ่ง ด้วยเื่นี้ อวิ๋นซีย่อมเห็นชัดเจน เพราะในใจนางเองก็เป็เช่นนั้นเช่นกัน ทุกวันที่ผันผ่านนางยังคงเฝ้าคิดถึงพี่รองเฉียวอวิ๋นชงที่อยู่ในดินแดนห่างไกลอย่างหลงชวีหยวน คิดถึงท่านน้าหานอี้ที่ไม่รู้ว่ายามนี้ไปอยู่แห่งหนใด แต่นางรู้ว่าความคิดถึงเหล่านี้ยังคงเป็ได้แค่ความคิดถึง เพราะเื่ที่พวกเขาอยู่ที่ใด ตัวนางเองก็ยังไม่รู้
ทว่า จ้าวลี่เจียนั้นไม่เหมือนกัน บิดามารดาและญาติสนิทของนางล้วนอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ อยู่ใกล้กันถึงเพียงนี้
