ก่อนฟ้าสางของวันที่ 12 เดือน 12 ขณะที่ประตูเมืองทางทิศเหนือของเมืองเฉียนโจวเพิ่งจะเปิดออกก็มีขบวนรถม้าเคลื่อนตัวออกไปอย่างเงียบๆ ขบวนรถประกอบด้วยรถม้าสี่คัน ล้อคู่ หลังคาเรียบ ทาด้วยยางมะตอยสีดำ ดูเหมือนว่ารถม้าจะบรรทุกสัมภาระมาไม่น้อย ล้อรถที่บดไปบนหิมะทิ้งร่องรอยไว้อย่างชัดเจน มีทหารม้าสองร้อยนายเดินคุ้มกันรถม้าจากทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทุกคนล้วนเชิดหน้าและยกอกขึ้น พวกเขาเดินไปพลางสอดส่องไปรอบๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความระแวดระวังและแข็งกร้าว แค่มองก็รู้ว่าพวกเขาคือทหารที่ฝึกฝนมาเป็อย่างดี
ภายในรถม้าคันแรก ดูเหมือนว่าจะมีเตาถ่านวางไว้ภายใน ความอบอุ่นทำให้หิมะที่เกาะอยู่บนขอบหน้าต่างละลายเป็หยดน้ำ บางครั้งก็ได้ยินเสียงเด็กเล็กพูดเลียนแบบเสียงผู้ใหญ่ด้วยน้ำเสียงใสๆ “หยาหยา หยาหยา!”
เสียงหัวเราะเบาๆ ของหญิงสาวดังขึ้นตามมา ตามด้วยเสียงอ่อนโยนที่พูดด้วยความเอ็นดูว่า “เ้าลูกซื่อบื้อ ต้องเรียกว่าเหยี่ยเหยี่ย ไม่ใช่หยาหยาสักหน่อย!”
เสียงหัวเราะสดใสดังขึ้นจากหญิงอีกคนที่พูดด้วยความยินดี “แม่นาง คุณชายน้อยกำลังเรียกข้าอยู่”
เด็กน้อยดูเหมือนจะเข้าใจคำพูดนั้น รีบส่งเสียงเรียกต่อ “หยา หยา หยาหยา!”
“จ๊ะ! จ๊ะ!”
คราวนี้แม้แต่ทหารม้าข้างนอกรถก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ ผ่านไปไม่นานหน้าต่างรถม้าถูกเปิดออกกว้างเท่าฝ่ามือ ติงเหว่ยที่ถูกลมหนาวพัดเข้ามาก็หดคอด้วยความหนาว ก่อนจะเงยหน้ามองกงจื้อิที่สวมเสื้อคลุมสีดำตัวใหญ่ ยิ่งทำให้เขาดูสง่างามและทรงพลัง นางถามว่า “พวกเราออกเดินทางมาไกลเท่าไรแล้ว?”
กงจื้อิกระตุกสายบังเหียนม้าเข้ามาใกล้หน้าต่างรถมากขึ้นเพื่อบังลมหนาวส่วนใหญ่ ก่อนจะก้มหน้าตอบว่า “เพิ่งออกมาได้สิบกว่าลี้ วันนี้เดินทางให้ครบห้าสิบลี้ก่อนค่อยหยุดพัก เ้าล่ะ ขาเจ็บจากการเดินทางหรือเปล่า?”
ติงเหว่ยยิ้มแล้วส่ายหัว “ไม่เจ็บเลย ข้าปูผ้านวมไว้สามชั้นนั่งสบายจนเหมือนอยู่ในกองฝ้าย ไม่รู้สึกะเือะไรเลย”
นางชะโงกหน้าออกไปมองถนนข้างหน้า ดวงตาแฝงด้วยความกังวล “เดินทางช้าขนาดนี้ จะทำให้เื่าที่ค่ายทหารล่าช้าหรือเปล่า?”
กงจื้อิหันไปมองทุ่งหิมะไกลๆ ด้วยสีหน้าที่แฝงความลึกลับ “ไม่ต้องกังวล บางทีเมื่อขบวนรถไปถึงค่ายทหารก็คงมีข่าวดีมาแล้ว”
ติงเหว่ยกะพริบตาด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม เพราะเื่านางเองก็ไม่เข้าใจ
“เช่นนั้นก็ดี ขอแค่ไม่ทำให้เื่ใหญ่ต้องล่าช้าเพราะข้าก็พอ”
“ไม่มีทางหรอก”
กงจื้อิยกมือขึ้นเพื่อจะปิดหน้าต่างรถม้า แต่แล้วอันเกอเอ๋อร์ก็โผล่หน้ามาด้วยความดีใจ ร้องเสียงดังว่า “เตี่ย! เตี่ย!”
“จ๊ะ!” กงจื้อิยิ้มออกมาทันที หัวใจเขาพองโตด้วยความสุขจนเหมือนจะละลาย “ข้างนอกมันหนาว ลูกอยู่ในรถไม่ต้องออกมานะ รอให้พรุ่งนี้อากาศดีขึ้น พ่อจะอุ้มลูกขี่ม้าเอง”
ไม่รู้ว่าเ้าเด็กอ้วนฟังเข้าใจหรือไม่ แต่เขาก็ปรบมือด้วยความดีใจอีกครั้ง นับว่าเป็เด็กที่รู้จักให้กำลังใจจริงๆ
กงจื้อิปิดหน้าต่างรถม้า แล้วหันไปมองทหารองครักษ์หลายคนที่กำลังแอบมองมา เขาจึงกระแอมออกมาด้วยความเขิน ก่อนจะเปลี่ยนกลับมาเป็แม่ทัพที่เคร่งขรึมอีกครั้ง
“เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ก่อนค่ำต้องไปถึงซายเจียจี๋เพื่อพักแรม”
“ขอรับ ท่านแม่ทัพ”
ทุกคนรับคำสั่งพร้อมกันเสียงดัง แต่แววตาก็ยังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ความรักของพ่อแม่นั้นยิ่งใหญ่นัก ต่อให้ใครจะโเี้เพียงใด แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าลูกของตนเอง หัวใจที่แข็งกร้าวนั้นก็จะอ่อนโยนลงอย่างง่ายดาย
ภานในรถม้าอวิ๋นเอ๋อร์กำลังกอดอันเกอเอ๋อร์เล่นเชือกมืออยู่ ส่วนอวิ๋นอิ่งนั่งอยู่ที่มุมรถม้ากำลังเย็บถุงหอม ติงเหว่ยรู้สึกเบื่อจึงหยิบรายการสัมภาระขึ้นมาดูอย่างละเอียด
เดิมทีนางไม่ได้รู้สึกอะไร แต่คราวนี้ที่ย้ายบ้านนางจึงได้ตรวจสอบทรัพย์สินของตนเองอย่างละเอียด ผลที่ได้ทำเอานางถึงกับใ ไม่คาดคิดเลยว่าสองปีมานี้นางได้สะสมทรัพย์สินไว้มากมายขนาดนี้
ไม่นับเงินเดือนที่สกุลอวิ๋นให้ เพียงเงิน “ค่าล้างมือ” ที่ได้รับจากการช่วยตรวจสอบบัญชี่สิ้นปี ก็เทียบได้กับเงินเดือนหลายปีของนางแล้ว นอกจากนี้รายได้จากร้านเถาเป่าที่แม้ว่าจะเปิดได้ไม่กี่เดือน ก็มีรายได้ถึงหนึ่งพันตำลึงแล้ว ยังไม่นับเครื่องประดับและผ้าผืนต่างๆ ที่ลุงอวิ๋นมักจะหาข้ออ้างให้นางมามากมาย
ไม่แปลกใจเลยที่ข้าวของเต็มคันรถม้า จนเฉิงต้าโหยวต้องอาสาขับรถเอง เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมาระหว่างทาง นายหญิงของเขาก็จะกลายเป็คนจนในพริบตาเดียว
แน่นอนว่าเขาไม่อาสาก็ไม่ได้หรอก เพราะครอบครัวหลี่ต้องรอให้จัดงานแต่งงานเสร็จใน่ตรุษจีนถึงจะมาถึงลี่สุ่ยเพื่อรับใช้ ส่วนหยวนชิงเหอกับภรรยาก็ต้องดูแลที่ดินจึงไม่อยากทิ้งบ้านเกิด ส่วนผู้หญิงและเด็กๆ ในโรงงานก็ไม่กล้าให้มารับใช้เ้านายเพราะไม่รู้จักมักจี่กันมาก่อน
ดังนั้นหลังจากที่เลือกไปเลือกมา สุดท้ายก็มีเพียงครอบครัวของพวกเขาเท่านั้น บวกกับอวิ๋นหยาและอวิ๋นอิ่งที่ตามมาด้วย เขาในฐานะบุรุษเพียงคนเดียวจึงต้องอาสาทำทุกอย่างเอง
ไม่ต้องพูดถึงว่ากงจื้อิกับขบวนรถม้าเดินทางฝ่าลมฝ่าหิมะไปอย่างไร พูดแค่ว่าที่ค่ายทหารใหญ่ในเป่ยอันของลี่สุ่ย ที่มีแม่ทัพาุโหนวดเคราสีขาว ใบหน้าแดงก่ำจมูกโด่ง รูปร่างสูงใหญ่ ดูทรงพลังอย่างยิ่งอย่างเฝิงหยงกำลังถือรายงานลับอยู่ในมือ เขายิ้มจนหนวดเคราชี้ขึ้น
“ที่แท้ก็มีเื่ดีเช่นนี้นี่เอง ไม่แปลกใจเลย...อืม ให้ข้ารออีกหน่อยก็ได้ มีอาวุธเช่นนี้ ยังจะกลัวว่าจะชนะเ้าหนุ่มกงจื้อไม่ได้อีกหรือ!”
ลูกชายคนโตของสกุลเฝิงก็เป็แม่ทัพฝีมือดีเช่นกัน เมื่อได้ฟังท่านพ่อพูดด้วยความมั่นใจเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า “ท่านพ่อ มีข่าวอะไรกันแน่ หรือว่าพรุ่งนี้เราจะเปิดศึกใช่หรือไม่?”
เหล่านายทหารผู้ใกล้ชิดคนอื่นๆ ก็พากันถามด้วยเช่นกัน “ท่านแม่ทัพมีเื่ดีอะไรหรือ บอกให้พวกเราได้ฟังกันบ้าง”
แม่ทัพาุโเฝิงลูบหนวดเคราอย่างภาคภูมิใจและยิ้มอย่างมีเลศนัย…
วันที่ 23 เดือน 12 เป็วันตรุษจีนเล็ก ไม่มีลม ไม่มีหิมะ คืนนั้น ค่ายทหารใหญ่ของกองทัพอี้จวินมีการเพิ่มอาหาร ทุกคนได้กินน้ำแกงหัวไชเท้าต้มที่ใส่เนื้อหมู ในขณะที่ทุกคนกำลังล้อมวงกินกันอยู่หน้ากองไฟ เหล่าทหารลาดตระเวนกลุ่มเล็กๆ ที่เดินผ่านไป ก็มีคนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นว่า “พวกเ้ารู้หรือไม่ว่า ท่านแม่ทัพไม่ได้ป่วยเป็หวัด แต่กลับไปที่เฉียนโจวแล้ว”
“กลับไปเฉียนโจวทำไม?” ทหารอีกคนพูดขณะตักเนื้อหมูคำใหญ่เข้าปากไปพลางและถามไปด้วย
คนที่พูดก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะลังเลอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะพูดเสียงเบา “พวกเราเป็พี่น้องที่นอนกระโจมเดียวกัน ข้าถึงได้บอก พวกเ้าห้ามเอาข้าไปฟ้องเชียว ข้าได้ยินมาว่าท่านแม่ทัพใหญ่ถูกคนลอบสังหารและเสียชีวิตอยู่ที่เฉียนโจวแล้ว!”
“อะไรนะ? เป็ไปได้ยังไง!” ทหารคนอื่นๆ ใจนเกือบทำถ้วยในมือหล่นลงพื้น จากนั้นรีบพูดเสียงเบาว่า “เื่ใหญ่แบบนี้เ้าอย่าพูดเล่น ระวังโดนจับข้อหาทำลายขวัญทหารแล้วชีวิตเ้าจะไม่รอด อีกอย่างท่านแม่ทัพเก่งกล้าไร้เทียมทาน ต่อให้คนทั้งซีเฮ่าตายจนหมด ท่านแม่ทัพก็จะไม่เป็อะไรหรอก”
“ข้าก็ว่าอย่างนั้น เมื่อก่อนท่านแม่ทัพโดนวางยาพิษ ตอนนี้ยังใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและแข็งแรงอยู่เลย”
ทหาราุโที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เห็นด้วย ทหารหนุ่มๆ คนอื่นๆ ที่เหลือเห็นทั้งสองคนพูดอย่างนั้นก็เริ่มเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ
ไม่รู้ว่าข่าวลือนี้มาจากไหน แต่สถานการณ์และการสนทนาเช่นนี้ เกิดขึ้นแทบทุกมุมของค่ายทหารกองทัพอี้จวิน
ทหารบางคนก็เชื่อ บางคนก็สงสัย แต่ทุกคนต่างก็เป็กังวลใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อมองไปยังกระโจมใหญ่ที่เงียบสงบแล้วก็ยิ่งหวาดกลัวมากขึ้น…
ส่วนในค่ายทหารฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำลี่สุ่ยนั้นกลับมีการเพิ่มอาหารในสามวันให้หลัง แถมยังหรูหรากว่ามาก เหตุผลก็ไม่ใช่อื่นใด เป็เพียงการเตรียมอาหารมื้อสุดท้ายก่อนออกรบเท่านั้นเอง
พอพ้นเที่ยงคืนไปไม่นาน เหล่าทหารในแนวหน้าก็เริ่มสวมชุดเกราะออกมาจากกระโจม พร้อมมีการขนฟางข้าวมากมาย ทุกคนต่างมัดฟางที่เท้ากันไว้แ่า
ไม่นานประตูค่ายก็ถูกเปิดออก ทหารฝีมือดีห้าพันนายก็เคลื่อนพลไปยังริมแม่น้ำอย่างเงียบเชียบและเริ่มลอบข้ามแม่น้ำด้วยการไถลไปบนผืนน้ำแข็ง
ถึงแม่น้ำจะกว้าง แต่ก็ถูกแช่แข็งไว้อย่างแ่าทำให้เดินได้เร็วกว่าเดินบนพื้นราบมาก
ทหารห้าพันนายเกือบจะสามารถเห็นประตูรั้วไม้ของค่ายทัพอี้จวินได้แล้ว ทหารที่ประจำอยู่บนหอคอยเฝ้าประตูดูเหมือนจะง่วงเหงาหาวนอน กำลังหลับอยู่ขณะที่กอดหอกไว้ เวลานี้ถือว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง
ผู้บังคับบัญชาทหารกลุ่มนั้นกำลังจะยกมือสั่งให้แบ่งคนออกเป็สองทาง ทางหนึ่งโจมตีหน้าประตู อีกทางหนึ่งบุกเข้าหลังค่าย เพื่อเผาเสบียงอาหารและยุทโธปกรณ์ ในฤดูหนาวเช่นนี้หากไม่มีอาหารและเสื้อผ้า อีกทั้งยังมีข่าวการตายของแม่ทัพก็แทบจะสามารถทำลายขวัญทหารในค่ายทั้งหมดได้ในพริบตา
เมื่อถึงเวลาที่กองทัพหลักของพวกเขาบุกเข้ามา จะยิ่งได้ผลดีเป็สองเท่า และสามารถยึดค่ายทัพอี้จวินได้โดยง่าย
ผู้บังคับบัญชาทหารผู้นั้นยิ่งคิดยิ่งรู้สึกดีใจ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะสั่งการ ก็มีคนที่คล่องแคล่วกว่าเขาตีกลองรบขึ้นมา “บุกเข้าไป! ฆ่าพวกมันซะ!”
บริเวณรอบๆ ทหารห้าพันนาย จู่ๆ ก็มีทหารจำนวนมากที่คลุมผ้าขาวะโออกมาจากทุกทิศทาง ในยามค่ำคืนเช่นนี้พวกเขาดูราวกับยมทูตในชุดขาวที่ออกเผชิญหน้ากับพวกเขาเพื่อเอาชีวิต
ทหารห้าพันนายตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน ไม่สามารถตั้งรับได้ทัน ไม่มีทั้งเส้นทางไปข้างหน้าและเส้นทางถอยหลัง จนพวกเขารู้สึกสิ้นหวัง
เพียงการประจันหน้าครั้งเดียวก็สูญเสียพี่น้องไปเกือบครึ่ง ผู้บังคับบัญชาทหารผู้นั้นรู้ตัวว่าตกหลุมพรางแล้วจึงได้แต่กัดฟันพยายามหาทางต้านทาน รอคอยความช่วยเหลือจากค่ายทัพใหญ่ แต่กองทัพอี้จวินกลับพากันะโ “พวกเ้าล้วนเป็ชาวเฮ่า ถ้าวางอาวุธจะไม่ถูกฆ่า!”
“วางอาวุธจะไม่ถูกฆ่า! วางอาวุธจะไม่ถูกฆ่า!”
เสียงะโดังขึ้นอย่างกึกก้อง ทหารจำนวนมากกลัวจนตัวสั่น พวกเขาไม่ต้องคิดนานก็ทิ้งหอกในมือลงแล้วคุกเข่าลงกับพื้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ
เพราะชีวิตมีเพียงครั้งเดียว หากเสียไปแล้ว ต่อให้แม่ที่บ้านเฝ้ารอจนตาจะบอดก็ไม่อาจได้เห็นลูกชายอีก และหญิงสาวที่รักก็คงรอคอยที่จะได้แต่งงานกับคนรักของเธอไม่ไหว
เมื่อมีคนเริ่มเป็หัว คนอื่นๆ ที่เหลือก็พากันคุกเข่าตามไป
เพียงชั่วพริบตาท่ามกลางผู้คนนับพัน มีเพียงผู้บัญชาการทหารคนนั้นกับทหารองครักษ์อีกสิบกว่าคนที่ยังคงต่อต้านอยู่ แต่น่าเสียดายที่มีทหารในชุดเกราะสีเงินผู้หนึ่ง จู่ๆ ก็วิ่งออกมาจากกองทัพอี้จวิน เพียงแทงหอกสองครั้งก็จัดการนายทหารคนนั้นได้สำเร็จ ส่วนทหารองครักษ์ที่เหลือก็ถูกฆ่าตายทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
เพียงเวลาไม่ถึงสองเค่อ การโจมตีในยามค่ำคืนก็ถูกยุติอย่างง่ายดาย ทหารสามพันนายที่ยอมจำนนมีชีวิตรอดมาได้ ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือกังวลใจดี
ประตูค่ายทหารกองทัพอี้จวินเปิดออกกว้างและไฟในค่ายสว่างไสวขึ้นมาทันที แม่ทัพผู้าุโฉู่มายืนรออยู่ที่ประตูรั้ว ต้อนรับเหล่าทหารที่กลับมาพร้อมชัยชนะ
ทหารน้อยในชุดเกราะสีเงินะโลงจากม้า ถอดหมวกเกราะออก เผยให้เห็นว่าเป็บุตรชายที่สามของสกุลฉู่
ฉู่ชีซีร้องออกมาด้วยความดีใจและวิ่งเข้ามาหาพี่ชายพร้อมกับพูดเสียงดังว่า “ท่านพี่ฝีมือหอกดีขึ้นอีกแล้ว แค่สองครั้งก็สามารถสังหารผู้บังคับบัญชาทหารได้ ช่างเก่งกาจจริงๆ! เมื่อพี่เทียนเป่ากลับมา จะต้องจดชื่อท่านพี่ไว้เป็ความดีความชอบอันดับแรกแน่ๆ!”
ฟางซิ่นเดิมทีก็จะเดินเข้าไป แต่เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกไม่พอใจ เขาเปิดปากเถียงอย่างหาได้ยากว่า “แม่นางฉู่คงลืมไปแล้วว่าแผนจับเต่านี้เป็แผนของข้า ถ้าจะพูดถึงความดีความชอบ อันดับแรกก็ต้องมีส่วนของข้าด้วยถึงจะถูกไม่ใช่หรือ?”
ฉู่ชีซีกวาดตามองร่างผอมบางของเขาขึ้นๆ ลงๆ แล้วแค่นยิ้มเยาะ “แล้วมันจะทำไม แผนนี้เป็ของเ้าแต่ก็ยังต้องให้พี่ชายข้าไปสู้รบกับศัตรู ครั้งหน้าลองให้พี่ชายข้าวางแผน ส่วนเ้าก็ไปสู้รบเอง! ตอนนั้นถ้าเ้าไม่รอดชีวิต ก็อย่ามาร้องขอให้ข้าช่วยเชียว!”
“เ้า!” ฟางซิ่นถูกจี้ใจดำเื่ความอ่อนด้อยในฝีมือการต่อสู้ จึงได้แต่จ้องเขม็งด้วยความโกรธ แต่ไม่สามารถทำอะไรหญิงสาวคนนี้ได้ จึงได้แต่ทำเสียงฮึดฮัดอย่างขุ่นเคือง
แต่ฉู่ชีซียังได้ทีขี่แพะไล่แถมยังทำหน้าล้อเลียนใส่เขาอีกด้วย จนทำให้แม่ทัพาุโฉู่ที่ยืนมองอยู่ข้างๆ หัวเราะอย่างอารมณ์ดี หลังจากตรุษจีนก็จะถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว ลูกสาวสุดที่รักของเขาก็อายุสิบเจ็ดปีแล้ว ถึงเวลาที่จะแต่งงานเสียที…
