บนท้องฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆฝนสีเทาเข้ม เรือบินของหลินชิงถงลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ รูปแบบป้องกันระดับสูงสุดถูกเปิดใช้งาน ม่านพลังใสกึ่งโปร่งแสงซ้อนทับกันหลายชั้น แรงกดดันจากภายนอกทำให้อากาศรอบเรือบิดเบี้ยว นางยืนอยู่บนหัวเรือ ในมือกำกระบี่เอาไว้แน่น สายตามองไปยังชายวัยกลางคนที่ลอยอยู่ไม่ไกลนักด้วยความระแวดระวัง
ชายผู้นั้นยืนอยู่กลางอากาศอย่างสบาย ๆ เสื้อผ้าดูธรรมดา ผมยาวรุงรังเล็กน้อย มีกลิ่นสุราคลุ้งจาง ๆ ติดกาย ราวกับชายขี้เมาธรรมดาที่หลงทางมา แต่พลังที่แผ่ออกมาจากร่างของเขากลับทำให้หลินชิงถงรู้สึกเหมือนถูกูเาทั้งลูกกดทับอยู่ ชายคนนั้นคือ กู่เหิง บรรพบุรุษของตระกูลกู่ ผู้มีการบ่มเพาะระดับกึ่งจักรพรรดิขั้นสูงสุด ตัวตนที่เพียงยืนอยู่เฉย ๆ ก็สามารถทำให้์และปฐีเงียบงัน
เบื้องหน้าของเขา ร่างของกู่อี้เซิงลอยอยู่กลางอากาศ หัวที่เคยแหลกสลายเริ่มสมานตัวอย่างช้า ๆ เส้นใยพลังสีดำแดงไหลเวียนไปทั่วิั รอยแตกบนกระดูกค่อย ๆ ประสานเข้าหากัน กล้ามเนื้อที่ฉีกขาดฟื้นฟูกลับมาอย่างผิดธรรมชาติ หัวใจแห่งปีศาจ์ในอกของเขาเต้นเป็จังหวะหนักแน่น ทุกครั้งที่มันเต้น อารมณ์ด้านลบบริเวณรอบพื้นที่ทั้งหมดก็ถูกดึงเข้ามาเหมือนกระแสน้ำวน ทั้งความโกรธ ความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง
กู่เหิงมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายราวกับกำลังเล่าเื่สนุก
“ร่างกายพิเศษของหลานชายข้าน่ะ แข็งแกร่งกว่าที่คนส่วนใหญ่จะจินตนาการไว้มากจริงๆ ขอแค่โลกใบนี้ยังมีอารมณ์ด้านลบอยู่ เขาก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็ะเลยก็ว่าได้”
เขายกมือขึ้นเล็กน้อย พลังรอบตัวกู่อี้เซิงปั่นป่วนแรงขึ้น รอยแผลฟื้นตัวเร็วกว่าเดิม ก่อนจะพูดออกมาดังๆ เพื่อให้หลินชิงถงได้ยิน
“เขาสามารถดูดกลืนทั้งความโกรธ ความกลัว ความสิ้นหวัง มาเป็พลังให้ตัวเองได้ จะใช้รักษาาแหรือเพิ่มการบ่มเพาะก็ได้ ต่อให้ร่างกายแหลกสลายไปหมด ขอแค่ยังมีอารมณ์ด้านลบของผู้คนเหลืออยู่สักนิด เขาก็สามารถเกิดใหม่ได้เรื่อยๆ ช่างเป็ร่างกายที่น่ากลัวจริงๆ”
กู่เหิงหันมามองหลินชิงถง ดวงตาเป็ประกายก่อนจะพูดขึ้นด้วยท่าทีหยอกล้อ
“เป็ไงละ หลานชายข้าน่าค้นหาไหมล่ะ แม่สาวน้อยตระกูลหลิน”
หลินชิงถงไม่สนใจที่จะตอบคำถามใดๆ สิ่งเดียวที่นางทำได้ตอนนี้คือรอ รออาจารย์ของนางที่กำลังเร่งเดินทางมาที่นี่ ส่วนตระกูลจักรพรรดิหลิน นางไม่ได้แจ้งข่าวไปเลยแม้แต่น้อย การออกเดินทางในครั้งนี้เป็การตัดสินใจแอบออกมาส่วนตัวของนางเพื่อมายกเลิกงานหมั้นหมาย แต่เื่ราวกลับบานปลายกลายเป็เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันไปแล้ว
ทันใดนั้นร่างของกู่อี้เซิงก็ฟื้นตัวจนสมบูรณ์ แม้ยังคงสลบอยู่ แต่ตอนนี้เขารอดตายแล้ว หลินชิงถงที่เงียบอยู่ก็เอ่ยขึ้น
“เ้าไม่กลัวหรือว่ากู่หลานเยว่จะตาย”
กู่เหิงหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นเรียบง่าย แต่กลับทำให้ม่านพลังรอบเรือสั่นไหว
“ตาย?? เ้าไม่ต้องห่วงเื่ของนางหรอก ห่วงหลานชายข้าดีกว่าเยอะ”
เมื่อพูดจบ เขาก็สะบัดมือ ร่างของกู่อี้เซิงถูกโยนขึ้นไปกลางอากาศ เงาดำหลายสายโผล่ออกมาจากความว่างเปล่า รับร่างนั้นไปอย่างเงียบงัน พลังรักษาถูกถ่ายทอดต่อเนื่องราวกับพิธีกรรมลับ ก่อนที่เงาเ่าั้จะหายไปพร้อมกับร่างของกู่อี้เซิง
กู่เหิงหันหลังให้หลินชิงถง แล้วก้าวออกไปหนึ่งก้าว ร่างของเขาหายวับไปพร้อมแรงสั่นะเืเล็กน้อยในอากาศ ทิศทางที่เขามุ่งหน้าไปคือขอบป่าอสูรโบราณ
หลินชิงถงยืนมองทิศทางนั้นอย่างเงียบงัน นางไม่เข้าใจว่าทำไมกู่เหิงถึงไปที่นั่นเหมือนกัน
ภายในม่านพลังคลื่นน้ำที่ยังคงหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง โลกภายนอกถูกตัดขาดราวกับอยู่คนละมิติ เสียงคำรามของพลัง คลื่นกระแทก และแรงสั่นะเืค่อย ๆ จางหาย เหลือเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงของชายผู้ยืนอยู่กลางม่านน้ำ จางเหวินในสภาพที่แทบไม่อาจเรียกได้ว่าเป็มนุษย์อีกต่อไป ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยแตก เส้นเืปูดโปน ิัแตกลายราวกับดินแห้งที่ใกล้พังทลาย เส้นผมขาวโพลนปลิวไสวตามกระแสน้ำ ออร่านักบุญยังคงปะทุอยู่รอบกาย แต่ไม่มั่นคง
แม้ว่าเขาจะกลืนกินร่างของนักบุญที่เหลืออยู่ทั้งหมดแล้วก็ตาม แต่เขาไม่ได้กลืนกินพลังทั้งหมดของนักบุญเ่าั้เขายังคงลงเหลือพลังบางส่วนเอาไว้ก่อนพร้อมทิ้งอาคมบางอย่างเอาไว้ในร่างที่ไร้ิญญาของพวกเขา แต่จากการดูดกลืนพลังเ่าั้มันก็ทำให้พลังภายในของเขาเสถียรขึ้นเล็กน้อยแต่ก็เล็กน้อยเท่านั้น ราวกับการเอาหินก้อนเล็กไปค้ำูเาที่กำลังถล่ม
การบ่มเพาะระดับนักบุญปลอมของเขายังคงอยู่ได้อีกไม่นาน เขารู้ดีว่ามันเป็เพียงภาพลวงตาที่สร้างขึ้นจากการฝืนดูดกลืนพลังที่ไม่ใช่ของตนเอง และด้วยการต่อสู้กับาานักบุญและนักบุญจำนวนมากในตอนนี้ มันบังคับให้เขาต้องสร้างร่างแยกน้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อถ่วงเวลา
พลังของเขาถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลืองเนื่องจากาานักบุญจากตระกูลกู่นั้นสังหารร่างแยกน้ำของเขาอย่างรวดเร็วเกินไป ทำให้ทุกลมหายใจของเขาคือการเผาผลาญชีวิตของตนเอง ทุกการเคลื่อนไหวคือการเร่งให้ร่างกายพังทลายเร็วขึ้น
เขาก้มมองแขนของตนเองที่บิดเบี้ยว กระดูกภายในแตกละเอียดจากการถูกฝ่ามือศักดิ์สิทธิ์บดขยี้ ทว่าดวงตาของเขายังคงนิ่งสงบ ก่อนที่จางเหวินยกมืออีกข้างขึ้น ใช้ปลายนิ้วที่เปื้อนเืวาดลวดลายอาคมลงบนอากาศ ลวดลายซับซ้อนค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเป็รูปแบบเคลื่อนย้ายระยะไกล เส้นอาคมสั่นไหว แต่ยังคงถูกบังคับให้คงรูปด้วยเจตจำนงที่ดื้อดึงของเขา
ในขณะที่ร่างแยกที่เหลืออยู่ภายนอกม่านน้ำพยายามถ่วงเวลา ทันใดนั้น ออร่าที่แตกต่างจากทุกสิ่งก่อนหน้านี้ก็แผ่ลงมาจากฟากฟ้า มันหนักหน่วง มันน่ากลัว และกดทับทุกสิ่งรอบตัว พื้นที่ทั้งบริเวณเหมือนถูกตรึงไว้ เวลาและอากาศราวกับหยุดนิ่ง ออร่าของกึ่งจักรพรรดิปกคลุมพื้นที่ทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ แม้แต่คลื่นน้ำยังชะงักลงไปชั่วขณะ
จางเหวินไม่หยุดมือ เขายังคงวาดอาคมต่อไปอย่างใจเย็น เืไหลจากปลายนิ้วหยดลงสู่ลวดลาย เขากัดฟันแน่น ไม่ใช่เพราะความเ็ป แต่เพราะต้องรักษาสมาธิให้มั่นคง
ตูม!
ม่านพลังคลื่นน้ำด้านหลังของเขาถูกฉีกเปิดออก ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวออกมาอย่างสบาย ๆ ผมยาวสีดำยุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดรุ่ยเล็กน้อย ดูราวกับขอทานที่หลงทาง มือขวาถือไหเหล้า กลิ่นสุราคลุ้งจาง ๆ แผ่ออกมา แต่เพียงการปรากฏตัวของเขาก็ทำให้แรงกดดันรอบตัวทวีคูณ
“โอ้ กำลังจะหนีไปแล้วหรือ” เสียงของชายผู้นั้นดังขึ้นอย่างอารมณ์ดี “อยู่คุยกันก่อนสิ”
จางเหวินไม่ได้สนใจจะตอบแม้แต่คำเดียว ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ลวดลายอาคมตรงหน้า สมาธิของเขาถูกบีบอัดจนถึงขีดสุด ก่อนที่เส้นอาคมสุดท้ายจะถูกวาดเสร็จ เขากัดไปที่นิ้วของตนเองอีกครั้ง เืสีแดงสดพุ่งออกมาก่อนที่เขาจะเริ่มร่ายคาถา เสียงแ่เบาแต่มั่นคง รูปแบบเคลื่อนย้ายเริ่มส่องแสง
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาใกล้ๆ มองอาคมด้วยแววตาสนใจเล็กน้อย
“โอ้ เป็รูปแบบเคลื่อนย้ายที่ระยะไกลมากเลยนะเนี่ย” เขาพูดอย่างสบาย ๆ ก่อนจะยกนิ้วขึ้นดีดไปที่อาคมเบา ๆ
เพ้ง!!
เสียงใสๆ ก้องกังวานดังขึ้น ลวดลายอาคมสั่นะเือย่างรุนแรง ก่อนจะแตกสลายเป็ผุยผงในพริบตา รูปแบบเคลื่อนย้ายพังทลายลงทันที
เมื่อรูปแบบเคลื่อนย้ายพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง เสียงแตกสลายของอาคมยังไม่ทันจางหาย จางเหวินก็ทรุดลงทันที ออร่านักบุญปลอมที่เคยปะทุอย่างบ้าคลั่งดับวูบลงในพริบตา พลังภายในของเขาปั่นป่วนอย่างรุนแรง ก่อนจะเริ่มพังทลายลงทีละชั้นอย่างไร้ทางต่อต้านใดๆ
นักบุญ…
ถ้ำ์…
นิพพาน…
การรวมร่าง…
การก่อตั้งจิติญญา…
ิญญาแรกเริ่ม…
แกนทองคำ…
การสร้างรากฐาน…
การควบคุมชี่…
ทุกการบ่มเพาะถูกฉีกกระชากออกจากตัวเขา รากฐานแตกกระจาย เส้นพลังภายในขาดสะบั้น จางเหวินพ่นเืออกมาไม่หยุด เืสีดำปนแดงไหลออกจากปาก ดวงตาพร่ามัว ร่างแยกน้ำทั้งหมดด้านนอกสลายหายไปพร้อมกันกับฝนที่เคยตกลงมาราวกับฟ้าถล่มค่อย ๆ เบาบาง ก่อนจะหยุดลงในที่สุด
ท้องฟ้าที่เคยหม่นมัวเริ่มเปิดออก เผยแสงสลัวของโลกที่เงียบงัน ก่อนที่โลกจะกลับมาสงบอีกครั้ง
จางเหวินทรุดตัวลงกับพื้น คลื่นน้ำที่ห่อหุ้มพื้นที่รอบด้านสลายไปจนหมด เหลือเพียงร่างชายชราที่ผอมแห้ง ิัเหี่ยวย่น เส้นผมขาวโพลนจนแทบไม่มีสีอื่นเจือปน แผ่นหลังงอเล็กน้อย พลังชีวิตร่อยหรอจนแทบมองไม่เห็น ในสภาพเช่นนี้ แม้แต่ลมเบา ๆ ก็อาจพรากชีวิตเขาไปได้
กู่เหิงยืนอยู่ไม่ไกล มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่นิ่งสงบ ชายวัยกลางคนผู้ดูเหมือนขอทานขี้เมาคนเดิม เดินเข้ามาใกล้ช้า ๆ ไม่มีแรงกดดัน ไม่มีออร่าแห่งการข่มขู่ มีเพียงกลิ่นสุราอ่อน ๆ และสายตาของผู้ผ่านโลกมานาน
เขาหยุดยืนตรงหน้าจางเหวิน ก้มมองชายหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้หลานชายและหลานสาวของเขาเกือบตาย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
“ั้แ่ที่ข้าใช้ชีวิตมาข้าเชื่อคำพูดหนึ่งมาตลอด ใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ มักจะไม่มีหญ้าสูง ซึ่งกู่หลานเยว่นั้น แทบจะทำลายความเชื่อของข้าได้เลย ด้วยพร์ของนางรวมถึงพลังอำนาจของตระกูลกู่ นางแทบไม่พบเจอกับความยากลำบากสักครั้งในชีวิต ไม่ว่าจะเจอใครเป็ลูกหลานของตระกูลโบราณ หรือว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์บางแห่ง ล้วนถูกนางบดขยี้ได้อย่างง่ายดาย”
เขาหยิบเหล้าขึ้นมาดื่มเล็กน้อย แล้วก็พูดต่อ
“จนกระทั่งมาเจอเ้า เ้าทำให้กู่หลานเยว่เติบโตไปอีกขั้น ดังนั้นข้าจะมอบของขวัญให้เ้า โดยการรักษาเ้าและปล่อยให้เ้านอนอยู่ในคุกของตระกูลกู่ไปตลอดชีวิต”
จางเหวินหัวเราะอย่างแหบแห้ง เสียงของเขาแ่เบาจนแทบจะไม่ได้ยิน
“ฟังดู… ไม่ค่อยน่ายินดีสักนิด หรือจริงๆ พูดมาเลยก็ได้ ไม่จำเป็ต้องประดิดประดอยคำให้พูดให้ดูสวยหรูหรอก ว่าจะเก็บข้าไว้เพื่อขู่น้องชายของข้าต่างหากใช่ไหม??”
