เมื่อซุนเฟยพูดประโยคนี้ องค์ชายอาณาจักรเซินฮัวก็แทบจะคุกเข่าลงกับพื้น
โชคดีที่ขวานคู่ม่วงเขียวไม่ได้กลายเป็พายุหะคมขวาน ซุนเฟยยกมือชี้ไปที่นักฆ่ามีดโค้งสีเหลือง “ก็เหมือนก่อนหน้านี้ ใช้มีดของพวกเ้ามา่ชีวิตของพวกเ้า ชนะรอด แพ้ตาย!” พูดจบร่างก็เคลื่อนไหวกลับไปยังกลุ่มคนของเมืองแซมบอร์ดในพริบตา ก่อนจะชี้ไปที่ทหารรับจ้าสาวเอเลน่าพลางพูดว่า “คู่ต่อสู้ของพวกเ้าคือนาง!”
ซุนเฟยอยากสร้างโอกาสให้แก่เอเลน่า
ทหารรับจ้างสาวค่อยๆ ก้าวเข้ามาด้านแสงสว่างหลังจากหลบอยู่มุมมืดเงียบๆ นางเก็บซ่อนพลังที่แท้จริงไว้บางส่วน ดังนั้นซุนเฟยจึงอยากให้เอเลน่าแสดงความแข็งแกร่งออกมาให้เบสท์และบรู๊คกับเหล่าผู้นำเมืองคนอื่นๆ ได้ประจักษ์แก่สายตา เมื่อนางได้รับความดีความชอบในการรบ การเข้าร่วมกลุ่มผู้นำของเมืองแซมบอร์ดก็จะได้ราบรื่นยิ่งขึ้น และนางก็จะได้รับการยอมรับจากทุกคน
ในตอนที่เอเลน่าถือธนูยาวเดินออกมา สองนักฆ่ามีดโค้งสีเหลืองก็พลันถอนหายใจอย่างโล่งอก พวกเขารู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของาาน้อยคนนี้แน่ๆ แต่เมื่อผู้หญิงที่ดูเหมือนแจกันดอกไม้ตรงหน้านี้ออกมา ดูๆ ไปแล้วนางก็ไม่น่าจะแข็งแกร่งมากนัก การจะเอาชนะนางนั้น หากพวกเขาสองคนร่วมมือกันมันก็ไม่เป็ปัญหาอย่างแน่นอน
การต่อสู้เริ่มขึ้นเร็วมาก
เสียงกรีดลมดังขึ้นเล็กๆ เป็นักฆ่ามีดโค้งที่ลงมือโจมตี
สองนักฆ่ามีดโค้ง คนหนึ่งกำมีดไว้ซ้ายมือ อีกคนกำมีดไว้ขวามือ พวกเขาสวมเสื้อผ้าที่ดูคล้ายกันมาก และระหว่างทั้งสองคนก็ดูเหมือนจะร่วมกันบุกโจมตีอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง หนึ่งซ้ายหนึ่งขวา กลายเป็ประกายมีดรุนแรงสองสาย พุ่งตรงมาที่เอเลน่า
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!
ฝูงชนต่างคิดว่าร่างอรชรอ้อนแอ้นนี้ เป็สาวงามมีความองอาจแปลกๆ ยามที่มือของนางัักับธนูก็เกิดเสียงสั่นะเืขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ในอากาศมีประกายสีฟ้าเย็นะเืพุ่งออกมาสี่สาย ไม่มีใครเห็นว่าเอเลน่าดึงลูกศรออกมาตอนไหน นางเคลื่อนไหวเร็วมาก ราวกับมือเรียวสวยตั้งท่ายิงธนูไว้นานแล้ว ก่อนจะยิงลูกศรออกมา
บรรยากาศหนาวเย็นที่แฝงมากับลูกศรเหมือนจะแช่แช็งได้แม้แต่อากาศ เสียงฝ่าอากาศแหลมๆ ดังขึ้น
ไม่มีใครสามารถมองเห็นความเร็วของลูกศรได้ นักฆ่ามีดโค้งที่อยู่กลางอากาศ ใช้คลื่นของมีดปัดหัวลูกศรที่พุ่งเข้ามา
แกร๊ง แกร๊ง!
เสียงเหมือนก้อนน้ำแข็งแตกดังขั้น นักฆ่าทั้งสองคนก็พลันถอยกลับมา
บนร่างของพวกเขามีชั้นน้ำแข็งสีฟ้าอ่อนบางๆ แพร่กระจายอยู่ ทันใดนั้นการเคลื่อนไหวของพวกเขาก็พลันช้าลง
นี่คือลูกศรน้ำแข็ง
ใครๆ ต่างก็คิดไม่ถึงว่าจะได้เห็นนักธนูสาวยิงลูกศรได้เร็วขนาดนี้ แม่นยำ โเี้ การโจมตีเพียงครั้งเดียวก็สามารถยึดครองความได้เปรียบมาได้
คลื่นพลังธาตุไม้ของนักฆ่าะเิออก ชั้นน้ำแข็งบางๆ ก็ปริแตกก่อนจะละลายหายไป
แต่พวกเขารู้ตัวว่า ตอนนี้ร่างกายยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามใจและยังคงถูกแช่แข็งอยู่ นี่เป็ปัญหาสำหรับพวกเขา
พวกเขาเป็ยอดฝีมือระดับสี่ดาว แม้ความแข็งแกร่งของพวกเขาจะไม่ได้ด้อยไปกว่ากับเอเลน่า แต่เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาต่างได้รับาเ็มาไม่น้อย โดยเฉพาะตอนที่ถูกซุนเฟยโจมตีอย่างรุนแรงจนอวัยวะภายในบอบช้ำ สองแขนของพวกเขาก็ได้รับาเ็หนักในตอนที่ต่อต้านซุนเฟย พลังจึงลดลงอย่างมาก ซึ่งในความจริงแล้ว ซุนเฟยก็เล็งเห็นถึงจุดนี้เช่นกัน ดังนั้นจึงได้วางใจให้เอเลน่าที่มีพลังเทียบเท่ากับนักรบสามดาวออกไปรับมือกับทั้งสองคน
ตอนนี้ นักฆ่าทั้งสองคนต่างตกอยู่ในสถานการณ์คับขันอย่างมาก
เพราะเอเลน่าไม่ปล่อยให้ทั้งสองคนได้มีโอกาสเข้าประชิดร่างของนาง ธนูกระหน่ำยิงออกไป ‘ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว’ เหมือนจะทดสอบประสาทตาของทุกคน เสียงลูกศรน้ำแข็งฝ่าอากาศดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประหนึ่งห่าฝนกำลังตกลงที่หัวของสองนักฆ่า เอเลน่ามีประสบการณ์ในการต่อสู้กับพวกมอนสเตอร์ที่โลก Diablo มายาวนาน ทำให้เอเลน่าจับจังหวะการต่อสู้และข้อผิดพลาดของสองนักฆ่าได้
พริบตาเดียว ทั่วทั้งยอดเขาก็เต็มไปด้วยความหนาวเย็นเข้าปกคลุม เืที่ไหลเจิ่งนองอยู่บนพื้นก็ถูกแช่แข็ง ศพบนพื้นก็ถูกปกคลุมไปด้วยชั้นน้ำแข็งสีฟ้าบางๆ คนที่มีพลังต่ำกว่าเอเลน่าพากันรู้สึกเย็นะเื ซุยเฟยยืนอยู่ด้านหน้าแองเจล่า เจ็มม่า และเบสท์ เขาเปลี่ยนเป็ ‘โหมดจอมเวท’ ก่อนจะโคจรพลังเวทเพื่อรักษาอุณหภูมิรอบๆ ตัวไว้
ผู้คนที่ได้ดูการต่อสู้ครั้งนี้ ตอนนี้แทบจะลืมหายใจไปแล้วด้วยซ้ำ
สามนาทีต่อมา ห่าธนูสีฟ้าที่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า ในที่สุดก็หยุดลง
ร่างของนักฆ่าทั้งสองคนไม่มีลูกศรปักร่างแม้แต่ดอกเดียว
พวกเขาแพ้
ชั้นน้ำแข็งสีฟ้าปกคลุมร่างของพวกเขา ทั้งสองคนต่างถูกไอความหนาวเย็นบนลูกศรน้ำแข็งแช่แข็งร่างโดยตรง แช่แข็งร่างของพวกเขาเป็ก้อนน้ำแข็ง ตอนนี้พวกเขากลายเป็มนุษย์น้ำแข็งไปแล้ว ทั้งร่างถูกปกคลุมด้วยก้อนน้ำแข็งที่หนาประมาณห้าสิบเิเ พวกเขาหยุดหายใจไปนานแล้ว
ฟุ่บ ฟุ่บ!
เอเลน่ายิงลูกศรสองดอกสุดท้ายไป
แต่ไม่ใช่ลูกศรน้ำแข็ง
เป็เพียงลูกศรธรรมดา
ก้อนน้ำแข็งที่ห่อหุ้มร่างของนักฆ่าทั้งสองคนก็เริ่มแตกกระจายกลายเป็เศษน้ำแข็ง รวมไปถึงร่างของสองนักฆ่าที่แตกกระจายเป็เสี่ยงๆ เช่นกัน ร่างของพวกเขาถูกไอความหนาวเย็นรุกรานไปทั่วร่าง จนร่างของพวกเขาเปราะบางมาก เพียงแค่เคาะเบาๆ ก็แตกกระจายเป็ชิ้นๆ แล้ว
จนถึงตอนนี้ ทุกคนก็เพิ่งตระหนักได้ว่า ั้แ่ต้นจนจบ ยอดนักธนูสาวคนนี้ยังไม่ได้ขยับจากที่เดิมแม้สักนิด นางยังคงยืนอยู่ที่เดิมในขณะที่จัดการสองนักฆ่ามีดโค้งสี่ดาวระยะต้น
ช่างเป็พร์ในการต่อสู้และการจับจังหวะการต่อสู้ที่น่ากลัวมาก
แม้แต่ยอดฝีมือที่กำลังโคจรคลื่นพลังรักษาตัวเองอยู่อย่าง ‘เทพาแห่งเซนิท’ อาร์ชาวินและสาวน้อยจื่อเยี่ยน ทั้งสองคนก็ยังชำเลืองมองตาค้าง ยอดฝีมือทั้งสองคนต่างนิ่งเงียบ เมื่อลองย้อนนึกถึงตัวเองแล้ว พวกเขาต่างรู้ดีว่าตัวเองไม่ชำนาญในการจับจังหวะการต่อสู้เท่าไรนัก
เมื่อทุกอย่างจบลง เอเลน่าก็เดินไปอยู่ที่ด้านหลังของซุนเฟย ทุกคนเองก็พลันได้สติกลับคืนมา
ยอดฝีมืออีกหนึ่งคน!
ความจริงแล้วเมืองแซมบอร์ดยังมียอดฝีมือแบบนี้อยู่?
นางมาจากที่ไหนกัน?
แม้แต่คนของฝั่งเมืองแซมบอร์ดบางส่วนก็ไม่เคยเห็นเอเลน่ามาก่อน พวกเขาต่างพากันมองนักธนูเวทมนตร์สาวแสนสวยอย่างแปลกใจไม่หยุด มีเพียงพัศดีโอเลเกร์ที่เห็นฉากนั้นแล้วอ้าปากค้างเป็รูปตัวโอ ในใจคิดว่าโชคดีจริงๆ ที่ก่อนหน้านี้ตัวเองเป็คนที่รักและเทิดทูนคุณย่ามาตลอด ทำให้ตัวเองแคล้วคลาดภัยมาได้ทุกครั้ง นี่คือยอดฝีมือที่ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตาของจริง ยอดฝีมือระดับสี่ดาวถึงสองคนก็ยังถูกนางแช่แข็งจนกลายเป็ก้อนน้ำแข็งในชั่วพริบตา
เมื่อนักฆ่าทั้งสองคนที่แข็งแกร่งที่สุดตายไป คนของฝั่งแพรีสที่เหลืออยู่ต่างพากันขวัญหนีดีฝ่อ ท่าทางเหมือนหมาถูกทิ้ง
บางคนคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิต
“มีเพียงผู้กล้าหาญเท่านั้นถึงจะลงไปจากยอดเขาได้ ฮึๆ กล้ามาก่อกวนในพิธีาาภิเษกของข้า ไม่ใช่ว่าความกล้าของพวกเ้าช่างล้นปรี่หรือ? วันนี้ข้าจะมอบโอกาสให้พวกเ้าอีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้พวกเ้าจงหยิบความกล้าหาญชาญชัยเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนของพวกเ้าออกมาซะ ไม่ว่าใคร หากสามารถเอาชนะได้ ก็ลงจากเขาไปได้ทั้งยังมีชีวิต!”
เมื่อซุนเฟยพูดจบ อัศวินโกลด์เซนต์ทอรัสดร็อกบาที่เพิ่งได้เลื่อนขั้นก็ก้าวมาข้างหน้า ยืนตระหง่านเหมือนั์
“ข้าก่อน!”
เมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้ตรงหน้าไม่ใช่ซุนเฟยที่สามารถสังหารยอดฝีมือระดับห้าดาวในพริบตา หรือนักธนูเวทมนตร์สาวที่มีพลังแข็งแกร่งที่น่าทึ่ง ทันใดนั้น นักรบระดับหนึ่งดาวบางส่วนก็แย่งกันวิ่งออกมาด้านหน้า เพราะต่อให้คนที่มีพลังแข็งแกร่งเพียงเล็กน้อยก็มองออกว่า คนที่ฝั่งเมืองแซมบอร์ดส่งออกมา ถึงแม้ว่าจะมีกล้ามเนื้อที่น่ากลัวไปหน่อย แต่บนร่างของเขากลับไม่มีความผันผวนของคลื่นพลังใดๆ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ใช่ยอดฝีมือ
คนส่วนใหญ่ที่มองเห็นโอกาสรอดต่างพากันทำหน้าเสียดาย เมื่อเห็นนักรบคนหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าแย่งคนคนนั้นไปได้
ชิ้ง!
นักรบดึงดาบที่อยู่ข้างเอวตัวเองออกมา แม้ว่าคู่ต่อสู้ตรงหน้าจะอ่อนแอ แต่เขาก็ไม่กล้าประมาท
คนอื่นๆ พากันส่งสายตาอิจฉาไปให้นักรบคนนั้น
แต่ไม่ช้าพวกเขาก็ไม่อิจฉาต่อไป
กลายเป็หวาดกลัวแทน
พวกเขาเห็นนักรบคนนั้นยิ้มเหี้ยมออกมาขณะที่แทงไปที่ไหล่ของชายร่างั์คนนั้น ทว่าชายคนนั้นกลับเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลย ทั้งยังยกมือขึ้นทุบไปที่หัวของนักรบคนนั้นจนแตกโผล๊ะออกมา ประหนึ่งกำลังทุบแตงโมก็ไม่ปาน ทุกคนรู้สึกหนาวไปทั่วจิติญญา เห็นได้ชัดว่า ชายร่างั์คนนี้เลียนแบบวิธีการต่อสู้ของาาของตัวเอง แม้ว่าจะถูกคนแทงเข้ามาที่ไหล่ แต่คิ้วของเขาก็ไม่แม้แต่จะขมวดสักนิด มิหนำซ้ำยังบดขยี้ชีวิตของนักรบระดับหนึ่งดาวตายคามืออีกต่างหาก
นี่ยังเป็คนอยู่หรือเปล่า?
หรือว่าคนของเมืองแซมบอร์ดทั้งหมดกลายเป็สัตว์ประหลาดไปแล้ว
ทุกคนต่างได้ยินเสียงฟันตัวเองกระทบกันดังกึกๆ
พรูด!
ดร็อกบาดึงดาบที่ไหล่ของตัวเองโยนทิ้งไฟ จากนั้นก็เลียริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะใช้กำปั้นตัวเองทุบไปที่แผลบนร่างของตัวเองไม่กี่ที ทำให้เืไหลออกมา จากนั้นบนใบหน้าก็ปรากฏความพึงพอใจออกมา ไม่แม้จะรู้สึกเ็ป เขาหันไปะโว่า “คนต่อไป เข้ามา ฮ่าๆๆ!”
กลุ่มคนตรงหน้าเริ่มแข้งขาอ่อน
“เ้าออกมา!” ดร็อกบาชี้ไปทางผู้คุ้มกันร่างสูงใหญ่แห่งอาณาจักรเซินฮัว
ผู้คุ้มกันคนนี้ออกมาทั้งที่ตัวสั่น เหมือนกำลังถูกขู่ก็ไม่ปาน ทันใดนั้นเขาก็พลันร้องออกมาอย่างคลุ้มคลั่ง เขาหมุนดาบในมือเหมือนกังหันลมแล้วโคจรคลื่นพลังสีแดงออกมาทั่วร่าง ก่อนจะพุ่งเข้ามาเหมือนสัตว์ที่ได้รับาเ็ที่พร้อมจะสู้ตาย
ปึง!
หมัดเดียว
ดาบของผู้คุมกันไม่ได้ผ่าร่างของดร็อกบา จอมเ้าเล่ห์คนนี้แกล้งทำเป็หลบดาบไม่ทัน ใครจะไปรู้ว่าเพียงพริบตาเดียว เขาจะออกหมัดชกเข้าที่หัวของผู้คุ้มกัน
เดิมทีแล้วพลังของผู้คุ้มกันอยู่ในระดับหนึ่งดาว เพียงแต่สภาพจิตใจของเขาย่ำแย่มาก กลัวตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง บวกกับดร็อกบาเองก็แข็งแกร่งขึ้นหลังจากที่ดื่ม ‘น้ำยาฮัลค์’ พละกำลังของเขาเกินกว่าระดับคนปกติไปมาก อีกทั้งยังเป็คนมีไหวพริบ ทำให้หมัดนี้สามารถสังหารผู้คุ้มกันได้ในชั่วพริบตา
เมื่อเห็นหมัดดร็อกบาชโลมไปด้วยเืและเศษสมอง ทุกคนก็พลันรู้สึกหนาวไปยันสมองอย่างควบคุมไม่ได้
ป่าเถื่อน! ก้าวร้าว! โเี้!
ซุนเฟยอดไม่ได้ที่จะย่นหน้าน้อยๆ จนมีรอยดำพาดผ่านบนหน้าผาก หรือว่าดร็อกบามีความชอบแปลกๆ ในการทุบหัวคนอื่นกันนะ? นี่มันผิดปกตินะ! สงสัยต้องเปลี่ยนคนหน่อยแล้ว ไม่งั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจของพันธมิตรเมืองแซมบอร์ดเอาได้!
“เ้า....ออกมา” ดร็อกบาชี้นิ้วไปที่ฝั่งตรงข้าม
กลิ่นเหม็นๆ ชวนให้คลื่นไส้ลอยออกมา เมื่อชายผู้โชคร้ายที่ถูกเลือกดันอุจจาระราด ก่อนจะทรุดตัวลงกับพื้น
ผ่านไปแค่ห้าหกนาที ก็มีนักรบห้าหกคนที่ถูกอัศวินโกลด์เซนต์ทอรัสทุบสมองกระจาย ศพประมาณสี่ห้าศพนอนระเกะระกะบนพี้นข้างๆ ดร็อกบา ทว่าบนร่างของดร็อกบาก็มีแผลเหวอะหวะถึงสามแห่ง เืไหลซึมออกมา แต่ก็ไม่เป็อันตรายถึงชีวิต ใบหน้าดร็อกบาเองก็ไม่มีอาการเ็ปใดๆ
ซุนเฟยเห็นว่าควรพอแล้ว จึงโบกมือเรียกดร็อกบากลับมา
ส่วนคนที่ไปแทนดร็อกบาก็คืออัศวินโกลด์เซนต์แคปริคอร์นเพียร์ซ
ทีแรกทุกคนคิดว่าหลังจากที่เ้าคนวิปริตที่ชอบทุบหัวคนอื่นออกไปแล้ว นักรบคนใหม่ของเมืองแซมบอร์ดที่ออกมาก็คงจะเป็คนปกติ แต่สิบนาทีต่อมา รอบๆ ตัวของเพียร์ซต่างเต็มไปด้วยเศษเนื้อ องค์าาแห่งอาณาจักรเซินฮัว คณะทูตและพวกนักรบคนอื่นๆ ก็พากันสิ้นหวัง
เ้าคนหัวขาวมันวิปริตยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็ใคร มันก็จะะโเสียงดังว่า “องค์าาอเล็กซานเดอร์ทรงพระเจริญ เอ็กซ์คาลิเบอร์!” ก่อนจะพุ่งเข้าไป จากนั้นคู่ต่อสู้ก็ถูกแยกร่างอย่างลึกลับ กลายเป็เศษเนื้อตกลงบนพื้น เป็พลังที่น่ากลัวมาก ชายผมขาวคนนี้เหมือนจะมีคลื่นดาบที่มองไม่เห็นที่คมกริบ ไม่ว่าจะหมวกเกราะ โล่ หรือดาบอะไรก็ไม่อาจจะต้านได้ เห็นได้ชัดจาก ท่ามกลางซากเนื้อพวกนั้นจะมีเศษดาบหรือกระบี่ที่ถูกฟันเป็ชิ้นๆ ตกอยู่ด้วย ทุกคนรู้สึกเพียงอย่างเดียวคือ อยากจะร้องไห้
คนแรกชอบทุบหัว คนต่อมายังชอบหั่นร่างศพเป็ชิ้นๆ อีก!
คนของเมืองแซมบอร์ดวิปริตขนาดนี้เลยหรือ?
องค์ชายทุกราชอาณาจักรพลันน้ำตาคลอออกมา
คนที่สามที่เดินออกมาคือ บรู๊ค
ท่าทางของคนคนนี้ดูปกติมาก ไม่เหมือนเ้าพวกวิปริตสองคนก่อนหน้านี้ ทว่า หลังจากที่บรู๊คผ่านกระบวนการปรับเปลี่ยนร่างของ ‘น้ำยาฮัลค์’ ความแข็งแกร่งของเขาก็เพิ่มขึ้น หากไม่ใช่คนที่มีระดับสองดาวระยะปลายขึ้นไปแล้วก็ไม่มีใครทำให้บรู๊ครู้สึกท้าทายสักนิด บรู๊คสังหารคู่ต่อสู้จนครบสี่ห้าคนก็เป็อันเสร็จสิ้นภารกิจ
เจตนาของซุนเฟยก็คือ้าให้เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาการของตัวเองได้มีโอกาสประลองฝีมือ ให้พวกเขาได้มีประสบการณ์ในการต่อสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการซ้อมรบที่กำลังจะมาถึง
แน่นอนว่า ยัง้าแสดงให้องค์หญิง ‘เทพาแห่งเซนิท’ อาร์ชาวิน และคนอื่นๆ ได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเมืองแซมบอร์ด
เห็นได้ชัดว่า เป้าหมายของซุนเฟยบรรลุแล้ว
องค์ชาย คณะทูต และผู้คุ้มกันที่เหลือของฝั่งแพรีสต่างก็ถูกนักรบและชายฉกรรจ์ของเมืองแซมบอร์ดสังหารอย่างไร้ความปรานีไปทีละคน แม้กระทั่งพัศดีโอเลเกร์ที่ได้รับาเ็หนักก็ยังสามารถสังหารผู้คุ้มกันของฝั่งตรงข้ามได้ถึงสองคน ดวงตาขององค์หญิงและอาร์ชาวินที่เคืองโกรธใน่แรกๆ ไม่ช้าก็เปลี่ยนเป็ตื่นตระหนกและเคร่งขรึม ความแข็งแกร่งของเมืองแซมบอร์ดอยู่เหนือจินตนาการของพวกเขามาก ถึงแม้ว่าอาร์ชาวินจะไม่พอใจอย่างมากที่ก่อนหน้านี้ซุนเฟยยอมปล่อยแพรีสไปง่ายๆ แต่เขาก็จำเป็ต้องปล่อยผ่านไปและพิจารณาดีๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์หลังจากนี้กับอาณาจักรบริวารระดับหกแห่งนี้
สุดท้าย ศัตรูที่เหลืออยู่บนยอดเขาก็มีเพียงแค่องค์ชายไม่กี่สิบคนของอาณาจักรอื่นๆ
องค์ชายพวกนี้ แม้ว่าจะมีความแข็งแกร่งเล็กน้อย แต่พวกเขาก็ถูกประคบประหงมมาั้แ่เด็กๆ จะหาความกล้ามาจากไหน? พอถูกตะคอกใส่หน่อยก็ฉี่ราดร้องไห้หาแม่กันจ้าละหวั่น
ตอนนี้ซุนเฟยก็ทบทวนเื่ราวบางอย่าง...ก่อนจะส่งเบสท์ผู้ที่ไม่มีทั้งคลื่นพลังหรือเวทมนตร์ แม้กระทั่งความแข็งแกร่งก็ไม่มีออกไป
“หรือว่าแม้แต่ชายชราที่เดินก็ยังไม่มั่นคงก็เป็ยอดฝีมือเช่นกัน?”
‘เทพาแห่งเซนิท’ อาร์ชาวินไม่รู้สึกถึงพลังใดๆ ในตัวของชายแก่หน้าหล่อคนนี้สักนิด แม้แต่ความแข็งแรงทางกายภาพก็ไม่มี หรือว่า พลังของชายแก่คนนี้จะแข็งแกร่งเกินกว่าที่ยอดฝีมือระดับหกอย่างเขาจะตรวจสอบได้ คิดเช่นนั้นอาร์ชาวินก็ยิ่งเคร่งเครียดเข้าไปใหญ่
ใครจะรู้ว่า...
“แฮ่มๆๆ!”
ชายแก่หน้าหล่อกระแอมไอทีหนึ่ง ก่อนจะล่วงสมุดบัญชีเล่มหนึ่งออกมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่ช้าเร็วเกินไป “อืม หลังจากที่ได้ทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เนื่องจากพวกท่านได้มารบกวนพิธีาาภิเษกของาาพวกเรา ทำลายทรัพย์สิน เหยียบย่ำดอกไม้ แล้วยังทำให้เสียเวลาไปมาก...ดังนั้น คิดเป็ค่าเสียหายทั้งหมดสองแสนสามหมื่นเหรียญทอง หากพวกท่านยินดีที่จะชดเชยค่าเสียหายตามราคาที่บอกเพิ่มเป็สองเท่า าาผู้มีเมตตาของข้า ใจกว้างดุจมหาสมุทร ยินดีที่จะปล่อยพวกท่านจากไปอย่างมีชีวืต!”
สิ้นประโยคนี้ อาร์ชาวินถึงกับกระอักเืออกมาเพราะโคจรคลื่นพลังผิดจังหวะ
ยอดฝีมือ
ยอดฝีมือจริงๆ
ยอดฝีมือในการต่อรองราคาที่หาได้ยาก
แต่ประโยคนี้สำหรับเหล่าองค์ชายแล้ว มันคือเสียงกระดิ่งจาก์ สายตาขององค์ชายทั้งหมดมองมาที่เบสท์เหมือนได้พบพระเ้าเคราขาวใจดี พวกเขาทนไม่ไหวพากันโผเข้าไปเกาะแข้งเกาะขาของชายแก่หน้าหล่อพลางร้องไห้โฮออกมา
“ตกลง ข้ายินดี องค์าาอเล็กซานเดอร์มีเมตตาที่สุด กล้าหาญองอาจ ใจกว้างดุจมหาสมุทร...”
สำหรับเหล่าองค์ชายแล้ว คำพูดของเบสท์เหมือนฝนตกลงมาในหน้าแล้ง ขอแค่ไว้ชีวิต จะกี่เท่าก็ยอม...ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าจำนวนเงินมันเกินจริง แต่ใครจะสนกัน
ไม่มีใครต่อต้านสักนิด เหล่าองค์ชายต่างพากันแย่งลงนามสัญญาชดใช้กับเบสท์ เมื่อลงนามเสร็จก็ประทับรอยนิ้วมือลงไปด้วยตัวเองอย่างยินดี เพียงชั่วพริบตาเมืองแซมบอร์ดก็ได้รับ ‘ค่าปฏิกรรมา’ ถึงเกือบแปดแสนเหรียญทอง นับว่าโชคลาภหล่นทับจริงๆ
เหตุการณ์นี้ แม้แต่องค์หญิงนาตาช่าที่ชาญฉลาดก็ยังรู้สึกคาดไม่ถึงเช่นกัน
ง่ายขนาดนี้เชียว...หาเงินกันได้ง่ายขนาดนี้เลยหรือ?
ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ต่างคาดเดาว่า ด้วยนิสัยโหดร้ายของาาน้อย เขาจะต้องไม่ยอมปล่อยให้หนีรอดไปได้สักคน ใครจะไปรู้ว่าสุดท้ายเขาจะจัดการเื่ราวแบบนี้ ช่างรอบคอบนัก แม้แต่ ‘นักบุญสาว’ องค์หญิงนาตาชายังดวงตาเป็ประกาย อยากจะปรบมือให้เดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ ไม่เพียงสามารถหลีกเลี่ยงความโกรธแค้นที่ยากจะแก้ไขได้กับบรรดาอาณาจักรอื่นๆ ยังสามารถหาเงินมาพัฒนาเมืองแซมบอร์ดได้อีก ยิงธนูดอกเดียวได้นกมาสองตัว!
นางรู้สึกว่า ตัวเองยิ่งมองก็ยิ่งไม่เข้าใจกับความคิดของชายที่ชื่อว่าอเล็กซานเดอร์คนนี้
ไม่ช้า องค์ชายและพวกที่มาด้วยกันกลายเป็ขอทานในชั่วพริบตา พัศดีโอเลเกร์จึงนำพวกเขาลงจากเขาไปคุมขังไว้ที่ ‘ห้องมืด’ ในเมืองจนกว่าจะได้รับ ‘ค่าปฏิกรรมา’ จากทุกอาณาจักรที่มากก่อกวน องค์ชายพวกนี้จะต้องอยู่ในฐานะตัวประกันชั่วคราว หากเมื่อใดทุกอาณาจักรนำเงินชดเชยมาให้ที่เมืองแซมบอร์ดแล้ว พวกเขาถึงจะถูกปล่อยออกจาก ‘ห้องมืด’
พระอาทิตย์เคลื่อนขึ้นสู่ท้องฟ้า อุณหภูมิก็กลายเป็อบอุ่นขึ้น
บนยอดเขาตะวันออกเหลือเพียงคนของฝ่ายองค์หญิงและคนของเมืองแซมบอร์ด
อัศวินที่องอาจนับสองร้อยคนตอนนี้เหลือไม่ถึงยี่สิบคน หัวหน้าอัศวินโรมัน ปัฟลูย์เชนโคและนักรบสาวซูซานต่างก็ได้รับาเ็ไม่น้อย ส่วนจื่อเยี่ยนและ ‘เทพาแห่งเซนิท’ อาร์ชาวินก็ได้รับาเ็หนักไม่แพ้กัน พวกเขาทำได้แค่นั่งโคจรคลื่นพลังรักษาร่าง
เดิมทีได้รับชัยชนะมหาศาลเช่นนั้น พวกอัศวินก็อยากจะโห่ร้องออกมา...
แต่...
บรรยากาศดูเหมือนจะไม่น่ายินดีเท่าที่พวกเขาคิด
องค์หญิงก้มน้าลงไม่พูดสิ่งใดออกมา ท่าทางเงียบขรึม
และซุนเฟยเองก็ยืนมององค์หญิงและองค์ชายอาร์ชาวินอย่างเงียบๆ โดยที่สีหน้าไม่ปรากฏร่องรอยความดีใจหรือสวามิภักดิ์ใดๆ ไม่แม้จะเคารพหรือยิ้มออกมา...
มีเพียง...ความเ็าและดุร้าย
ดวงตาของเขาดูเ็ากว่าตอนที่มองแพรีสเสียอีก
--------------------
