ในวันถัดมาครอบครัวตระกูลจางช่วยกันนำถังเช่าออกไปตากแดด คอยพลิกกลับด้านให้ได้รับแสงแดดอย่างสม่ำเสมอ จางเจิ้นยังคงขึ้นเขาไปวางกับดักสัตว์เช่นทุกวัน และกลับมาช่วยทุกคนที่บ้านทำงานอย่างอื่นเหมือนทุกครั้ง
หลังจากจัดการตากถังเช่าเสร็จแล้ว จางซูเหยาจึงพาบิดามารดารวมถึงพี่ชายกับพี่สะใภ้แยกมาอีกด้าน เพื่อบอกเล่าเื่ราวความพิเศษของอวิ๋นซีให้ทราบ เพราะหลังจากนี้หากเด็กน้อยนำสิ่งของแปลกตาออกมา พวกเขาจะได้ไม่ใเกินไปจนกลายเป็เื่ใหญ่อย่างที่บุตรสาวบอกกับนางไว้
ผู้เฒ่าจางถามเอ่ยถามบุตรสาวของตนด้วยความสงสัยแทนคนที่เหลือ “อาเหยาเ้าพาพวกเรามาอีกมุมหนึ่งของบ้านทำไมหรือ มีเื่อันใดที่ไม่สามารถให้ครอบครัวเ้ารับรู้ได้หรืออย่างไร”
“นั่นน่ะสิลูกเกิดอะไรระหว่างเ้ากับอาหยางหรือไม่” นางจิ้งซื่อก็อยากรู้ไม่ต่างจากสามีและคาดเดาอย่างไม่สบายใจนัก
จางซูเหยาหายใจเข้าออกแรง ๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่นางกำลังจะบอกกับคนทั้งสี่
“พวกท่านทั้งสี่คนตั้งใจฟังให้ดีนะเ้าคะ เื่ที่ซีซีพบเจอถังเช่าบนูเาเมื่อวานนี้นอกจากความโชคดีแล้ว ยังมีสิ่งสำคัญอีกหนึ่งอย่างนั่นก็คือ ก่อนหน้านี้นางถูกหลานของสามีข้ากลั่นแกล้งจนตกน้ำ และนอนหมดสติไปหลายวันเพราะพิษไข้เล่นงานจนกระทั่งซีซีตื่นขึ้นมาก่อนจะแยกบ้าน สติปัญญาของนางจากที่เชื่องช้าก็เป็อย่างที่พวกท่านเห็น”
“อาเหยาเ้าบอกว่าซีซีถูกกลั่นแกล้งเช่นนั้นรึ จิตใจของคนตระกูลหลิ่งช่างไร้ความเมตตาจริง ๆ หลานแท้ ๆ ก็ยังเลือกปฏิบัติได้ลงคอ อย่าให้ข้าได้พบเจอคนตระกูลนี้นะข้าจะแก้แค้นให้หลานสาวของข้าแน่ หึ...” จางเจิ้นถึงกับโกรธเกรี้ยวยังดีที่ภรรยาของเขาเตือนเอาไว้เสียก่อน
“ท่านพี่ฟังอาเหยาเล่าให้จบให้ก่อนดีกว่านะ เื่แก้แค้นตระกูลหลิ่งอย่าเพิ่งพูดถึงเลยเ้าค่ะ”
“อืม อาเหยาเ้าเล่าต่อเถิด”
“เ้าค่ะพี่ใหญ่ ข้ากับสามีมิได้เอะใจอันใดกับเื่นี้ มัวแต่ดีใจที่ซีซีนางพูดจาสื่อสารได้เข้าใจเช่นปกติ จนกระทั่งการตัดสินใจแยกบ้านคราแรกยังกังวลเื่เงินที่ต้องจ้างรถม้ามาส่งที่นี่
แต่นั่นทำให้ได้รู้ว่าซีซีนางได้รับพรวิเศษมาจากท่านเทพที่ช่วยดวงจิตของนางไว้ สิ่งแรกที่ทำให้ประหลาดใจคือการนำภาพวาดออกมาขาย ทำให้เดินทางมาถึงหมู่บ้านชิงสุ่ยแห่งนี้เ้าค่ะ”
ภายหลังได้ยินคำว่าพรวิเศษจากท่านเทพ ทั้งสี่คนที่ตั้งใจฟังซูเหยาเล่าถึงสิ่งนี้ออกมาต่างนิ่งงันและคิดกันไปต่าง ๆ นานา เกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นกับหลานสาว
‘นี่ข้าเกือบจะสูญเสียหลานสาวที่น่าเอ็นดูคนนี้ไปแล้วงั้นหรือ’
‘คนตระกูลหลิ่งเกือบจะเป็ฆาตกรฆ่าหลานของข้าจางเจิ้นแล้วสินะ’
‘เหตุใดซีซีต้องพบเจอกับคนใจร้ายเช่นนั้นด้วย’
แต่กลับเป็ผู้เฒ่าจางที่ได้สติและเอ่ยกับบุตรสาวด้วยความสงสารหลานสาวจับใจ “เฮ้อ สิ่งที่ซีซีต้องพบเจอเ่าั้อาจเป็การชดใช้กรรมเก่าของนางก็เป็ได้นะ อย่างน้อยเื่ที่เกิดขึ้นก็ไม่ถึงกับสิ้นชีวิต เมื่อพ้นทุกข์จากเคราะห์กรรมถึงได้กลับมามีชีวิตที่ปกติ
ส่วนเื่พรวิเศษที่ซีซีได้รับจากท่านเทพ พวกเราก็ควรช่วยกันเก็บเป็ความลับให้ดี หากอาจวินกับอาซวนกลับจากสำนักศึกษา ค่อยบอกเล่าเื่นี้ให้ฟังทีหลังจะได้ไม่แตกตื่นและหวาดกลัวญาติผู้น้องของตน”
“ใช่แล้วล่ะ อย่างน้อยหลานชายทั้งสองของเ้าก็โตเป็ผู้ใหญ่แล้ว พวกเขาร่ำเรียนอ่านเขียนย่อมมีเหตุผลและเข้าใจได้ง่าย ต่อไปในอนาคตจะได้ช่วยกันปกป้องญาติผู้น้องให้ปลอดภัย” นางจิ้งซื่อเห็นด้วยกับสามีเื่หลานชายทั้งสองที่ยังไม่ถึงเวลากลับจากสำนักศึกษา
จางซูเหยาพยักหน้าเข้าใจสิ่งที่บิดามารดาพูดกับนาง แต่ที่นางไม่ลืมคือเื่ที่บุตรสาวอยากให้คนในครอบครัวเรียนรู้ตัวอักษรให้มากกว่านี้ จึงสอบถามความเห็นจากคนทั้งสี่อีกครั้ง
“เ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ายังมีอีกเื่ที่อยากถามความเห็นจากพวกท่านเ้าค่ะ”
“เ้าอยากถามความเห็นเื่อันใดหรือลูกพ่อ”
“คือว่าซีซีนางอยากให้พวกเราทุกคนเรียนอ่านเขียนตำราเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้มากเท่าที่จะมากได้ เนื่องจากนางวางแผนจะทำการค้าหลังจากสามีของข้าอาการดีขึ้น พวกท่านเห็นว่าอย่างไรเ้าคะ”
ทุกคนตะลึงเป็ครั้งที่สองเมื่อรับรู้ถึงความคิดของหลานสาวคนนี้ แม้นางจะเป็เพียงเด็กอายุแปดหนาวแต่กลับคิดอ่านวางแผนอนาคตออกมาได้
“การร่ำเรียนตำราย่อมมีความจำเป็อย่างมากหากคิดจะทำอาชีพเกี่ยวกับการค้าขาย ถ้าความรู้ไม่มากพอเราอาจถูกฝ่ายตรงข้ามเอาเปรียบ บางทีถึงขั้นหมดตัวไม่เหลือสิ่งใดก็เป็ได้ เอาเป็ว่าเื่นี้พ่อเห็นด้วยกับซีซีนะ”
จางเจิ้นที่หายจากอาการตกตะลึงก็เปลี่ยนเป็ดีใจ และคิดว่าถ้าตนท่องตำราได้มากขึ้นย่อมช่วยเหลือครอบครัวได้ดีกว่านี้
“ในเมื่อท่านพ่อก็เห็นด้วยกับความคิดของซีซี เช่นนั้นเราก็ควรเรียนตำรากันทุกคนนะขอรับ รอให้น้องเขยอาการาเ็ดีขึ้นมากกว่านี้อีกหน่อย ค่อยมาฟังกันว่าซีซีมีแผนทำการค้าเกี่ยวกับอะไร”
“ดี ๆ ๆ ถึงแม่จะอายุมากแล้วแต่ก็ยังมีแรงช่วยงานพวกเ้าได้นะ”
แต่นางเซี่ยซื่อกลับรู้สึกกังวลเื่การซื้อหาตำรามาร่ำเรียน จึงพูดกับจางซูเหยาด้วยท่าทางเกรงใจเล็กน้อย “เอ่อ น้องสะใภ้แล้วพวกเราจะไปหาตำราจากที่ใดมาฝึกอ่านเขียนหรือ เพราะร้านขายตำราในตำบลเล่มหนึ่งก็หลายสิบอีแปะ หากต้องซื้อหลาย ๆ เล่มคงไม่ไหวเป็แน่”
จางซูเหยายิ้มบางและตอบคำถามพี่สะใภ้อย่างไร้ความกังวล “พี่สะใภ้เื่ตำราเหล่านี้ท่านไม่ต้องห่วงเ้าค่ะ พวกเราจะไม่เสียเงินแม้แต่อีแปะเดียว เพราะซีซีมีตำรามากมายที่รอให้พวกท่านได้อ่าน แม้แต่ตัวอย่างการคัดอักษรให้งดงามนางก็ยังมีให้นะ อย่างเช่นตำราการทำอาหารเล่มนี้ ข้าแค่ลองเปิดอ่านไม่กี่หน้าก็อยากลองทำให้พวกท่านได้ชิมแล้วเ้าค่ะ”
นางเซี่ยซื่อเห็นตำราทำอาหารในมือของจางซูเหยาก็ตาโตเท่าไข่ห่าน เพราะมันเป็ตำราที่มีสีสันเหมือนจริงมาก แค่เห็นภาพในตำราก็รู้สึกน้ำลายไหลตามได้อย่างง่ายดาย
“นี่มัน! /เหมือนจริงมาก! /ใช่ตำราจริง ๆ รึ! /แค่เห็นก็อยากกินแล้ว!”
“อาเหยาเ้าบอกว่าซีซีมอบตำราทำอาหารพวกนี้ให้เ้าหรือ โอ้ว ดูอาหารแต่ละอย่างสิช่างน่ากินเสียจริง”
“ใช่เ้าค่ะพี่สะใภ้ เพราะซีซีเห็นว่าข้าชอบทำอาหารนางจึงหาตำราที่เหมาะกับข้ามาให้ ส่วนสามีก็ได้ตำราเกี่ยวกับการสร้างบ้าน นอกจากนี้ยังมีตำราเรียนที่ดูเหนือกว่าสำนักศึกษาให้กับหานเอ๋อร์ได้อ่านอีกด้วยเ้าค่ะ”
ยามนี้นอกจากทั้งสี่คนไม่รู้จะต้องตกตะลึงอีกกี่ครั้ง กับสิ่งที่พวกตนได้รับรู้เกี่ยวกับหลานสาวตัวน้อย แค่ตำราทำอาหารหนึ่งเล่มตรงหน้าก็เหลือจะเชื่อแล้ว แต่นางยังมีตำราเกี่ยวกับด้านต่าง ๆ อยู่ในมืออีกมาก
“อาเหยาเ้าบอกกับซีซีได้เลยว่าพวกเราเต็มใจร่ำเรียนอ่านเขียนตำรา ทุกคนจะไม่เกียจคร้านในการหาความรู้ เพื่อช่วยเหลือเกี่ยวกับเื่การค้าในอนาคตอย่างแน่นอน” ผู้เฒ่าจางนึกขอบคุณท่านเทพอยู่ในใจเงียบ ๆ ที่ได้มอบความสามารถพิเศษนี้ให้หลานสาวของตน
“ได้เ้าค่ะท่านพ่อ”
จางซูเหยารู้สึกโล่งอกที่ครอบครัวไม่มีใครคิดว่าบุตรสาวของตนเป็ตัวประหลาด นางมองคนทั้งสี่เปิดดูตำราทำอาหารด้วยรอยยิ้มกว้าง ซึ่งแสดงให้เห็นว่านี่เป็ความสุขในรอบหลายปีที่เกิดขึ้นกับตน
