บทที่ 187 ขับไล่
“เป็ไปไม่ได้ ด้วยสถานะของนายน้อยลู่อวี่แล้ว ไม่จำเป็ต้องทำเช่นนั้น เรากับเขาไม่ได้มีความแค้นใดต่อกัน และสิ่งที่นายน้อยลู่อวี่ชี้แนะ ก็ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่ท่านกล่าวมาทั้งหมด ข้าคิดว่าท่านอาจจะกำลังทำเื่เล็กให้กลายเป็เื่ใหญ่จนเกินไป!”
เพียงคำยุยงของมู่หลงจื่อ หาใช่สิ่งที่จะทำให้บรรดานักปรุงโอสถถูกหลอกได้โดยง่าย อีกทั้งนักปรุงโอสถส่วนใหญ่ที่มีสติปัญญาชัดเจน ยังไม่แม้แต่จะคิดโต้เถียงกับเขา
แต่มู่หลงจื่อจะขาดการเตรียมตัวได้อย่างไร? ใน่เวลาพัก เขาใช้ความรู้และความสามารถของนักปรุงโอสถขั้นห้าแสดงวิถีการปรุงโอสถที่นักปรุงโอสถคุ้นเคยหลายประเภท จากนั้นก็พูดด้วยความภูมิใจเล็กน้อยว่า “เป็อย่างไรบ้าง? ตอนนี้พวกท่านคิดอย่างไร?”
ท้ายที่สุดแล้ว ด้วยวิถีการปรุงโอสถของนักปรุงโอสถขั้นห้า โอสถที่ปรุงขึ้น ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพย่อมเหนือกว่านักปรุงโอสถทั่วไป ในสายตาของนักปรุงโอสถขั้นหกและขั้นเจ็ดส่วนใหญ่ สิ่งที่มู่หลงจื่อแสดงให้เห็นด้วยวิธีการต่าง ๆ ล้วนทำให้พวกเขาเกิดความสงสัยในใจ ทำให้สิ่งที่นายน้อยลู่ชี้แนะถูกมองข้ามไปบ้าง
ลูกศิษย์ของมู่หลงจื่อที่เห็นคำพูดของอาจารย์ได้ผล ก็รีบไปติดต่อกับบรรดานักปรุงโอสถที่คุ้นหน้าคุ้นตากัน รวมถึงเคยให้สัญญาบางประการไว้ เพราะการมีอาจารย์เป็นักปรุงโอสถขั้นห้า ย่อมมีแรงดึงดูดสำหรับนักปรุงโอสถทั่วไป
แต่เดิมนายน้อยลู่ที่มีความหยิ่งทะนงอยู่ในสายเื ก็มักจะไม่ค่อยสื่อสารกับนักปรุงโอสถเหล่านี้อยู่แล้ว จึงไม่ทันสังเกตเห็นการกระทำเล็ก ๆ ของมู่หลงจื่อและบรรดาลูกศิษย์ของเขา แต่ในหมู่นักปรุงโอสถเหล่านี้ ยังมีบางคน เช่นนักปรุงโอสถของตำหนักมหาเทพ ซึ่งเมื่อเห็นสถานการณ์เป็เช่นนี้ ก็เกิดกังวลใจ สุดท้ายจึงแอบบอกไปกล่าวเื่นี้แก่นายน้อยลู่
ลู่อวี่ที่นั่งอยู่ในห้องเงียบสงบเพื่อฝึกบำเพ็ญเพียร หลังได้ยินคำพูดของนักปรุงโอสถจากตำหนักมหาเทพ แววตาของเขาก็แสดงความเ็าขึ้นมา เสือดีที่ไม่แสดงอำนาจย่อมมีคนคิดสบประมาท แต่ก่อนเขาก็รู้สึกว่ามู่หลงจื่อผู้นี้กับบรรดาลูกศิษย์นั้นกระตือรือร้นจนเกินเหตุ แต่ไม่คาดคิดว่าพวกเขาจะมีเป้าหมายอย่างการมาเพื่อแทนที่ตน ซึ่งทั้งน่าขันและน่าโกรธเป็อย่างยิ่ง
การก่อตั้งห้องปรุงโอสถในครั้งนี้ ถือเป็ส่วนสำคัญในการขยายอำนาจของตระกูลลู่ เพราะในหมู่นักปรุงโอสถเหล่านี้มีนักพรตสันโดษอยู่ไม่น้อย หากสามารถควบคุมนักพรตสันโดษเหล่านี้ให้เข้าร่วมกับตระกูลลู่ได้ ด้วยพื้นฐานของพวกเขาและคำชี้แนะของลู่อวี่ ไม่ช้าไม่เร็ว ตระกูลลู่อาจมีนักปรุงโอสถขั้นสูงเพิ่มขึ้นอีกหลายคน ดังนั้นการกระทำของมู่หลงจื่อและลูกศิษย์จึงเป็สิ่งที่ลู่อวี่ไม่อาจยอมรับได้
“คนที่อยู่ด้านนอก จงไปตามมู่หลงจื่อมาให้ข้า!”
“ขอรับ!” ผู้คุ้มกันด้านนอกตอบรับ
ห้องปรุงโอสถนั้นเป็ฐานสำคัญที่ตำหนักมหาเทพสร้างขึ้น เพื่อสนับสนุนนักพรตเทียนตูที่อยู่แนวหน้าของา จึงมีการส่งผู้คุ้มกันที่แข็งแกร่งมาสมทบ แม้แต่ยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าก็ส่งมาถึงสามคน แม้นายน้อยลู่อวี่จะไม่สามารถสั่งการยอดฝีมือเหล่านี้ได้อย่างอิสระ แต่ผู้คุ้มกันอื่น ๆ ในห้องปรุงโอสถล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา ซึ่งเป็ความไว้วางใจอย่างถึงที่สุดที่ตำหนักมหาเทพมอบให้
ไม่นานนัก มู่หลงจื่อก็ถูกพาตัวเข้ามา
“คารวะนายน้อยลู่ ไม่ทราบว่าท่านมีเื่ใดจะสนทนากับข้าหรือ?” มู่หลงจื่อไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ถึงแม้ในใจจะมีการคาดเดาไว้ แต่ก็ยังสงวนท่าทีได้ดี
“ได้ยินว่าท่านมีข้อโต้แย้งมากมายเกี่ยวกับการชี้แนะของข้า ที่มอบให้กับนักปรุงโอสถทั้งหลาย ไม่ทราบว่าเื่นี้จริงหรือไม่?” ลู่อวี่เอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีความจำเป็ที่จะต้องสุภาพกับคนเช่นเขาอีกต่อไป
“ข้าเพียงพูดไปตามประสบการณ์การปรุงโอสถหลายปีของข้า หากนายน้อยลู่อวี่คิดว่าข้าพูดผิดประการใด ไม่สู้โต้แย้งข้าต่อหน้านักปรุงโอสถทั้งหลายเล่า ข้าคิดว่านักปรุงโอสถทั้งหลายย่อมแยกแยะได้ว่าสิ่งใดถูกหรือผิด” มู่หลงจื่อคิดว่าตนเองเป็นักปรุงโอสถขั้นห้า ถึงนายน้อยลู่อวี่จะหยิ่งยโสเพียงใด แต่คงไม่อาจทำอะไรตนได้ อย่างที่ทราบกันดี การรวบรวมนักปรุงโอสถในครั้งนี้ของตำหนักมหาเทพ มีเพียงตนที่เป็นักปรุงโอสถขั้นห้า และยังพาลูกศิษย์ที่เป็นักปรุงโอสถขั้นหกและนักปรุงโอสถขั้นเจ็ดมาด้วย สำหรับตำหนักมหาเทพแล้ว จึงถือว่าเป็กำลังสำคัญที่ขาดไปไม่ได้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่อวี่ก็พลันแสดงสีหน้าคล้ายว่าจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม ไม่คิดว่าตาแก่ผู้นี้จะสำคัญตัวถึงเพียงนี้ คิดว่าตำหนักตันหลิงจะดำเนินการต่อไปไม่ได้หรือหากไม่มีเขา?
“ท่านหมายถึง ให้ข้าไปโต้แย้งกับท่านต่อหน้านักปรุงโอสถเ่าั้หรือ?” ลู่อวี่ถามทั้งรอยยิ้มแข็ง
มู่หลงจื่อที่เคยก้มตัวโค้งเล็กน้อยก็ยืดตัวตรงทันที มองนายน้อยตระกูลลู่ด้วยสายตาหยิ่งยโสและพูดว่า “ว่าอย่างไรเล่า? นายน้อยลู่อวี่ไม่กล้าหรือ?”
ลู่อวี่แสยะยิ้มเล็กน้อยและพูดอย่างเ็า “คิดว่าตนเป็ผู้ใดกันเล่า มีสิทธิ์อะไรให้ข้าไปโต้แย้งกับท่าน?” จากนั้นสายตาก็จดจ้องไปทางมู่หลงจื่อ สีหน้าที่เคยยิ้มแย้มพลันหายไป “ในเมื่อท่านไม่้าอยู่ปรุงโอสถ ณ ที่แห่งนี้ เช่นนั้นก็จงกลับไปเสียเถิด เอาลูกศิษย์ของท่านไปด้วยเล่า ข้าไม่สนใจว่าท่านจะเป็นักปรุงโอสถขั้นห้าหรือเคยมีชื่อเสียงมากน้อยเพียงใด หากข้าเห็นท่านอีกครั้ง นั่นจะเป็วันตายของท่าน หากกล้าก็ลองอยู่ต่อดู!”
มู่หลงจื่อเมื่อถูกคำพูดของลู่อวี่ตีแสกหน้า ก็พลันตาโตอย่างตกตะลึง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ เด็กหนุ่มตรงหน้า กล้าบอกให้เขาไสหัวไปหรือ? กล้าบอกให้เขาไปได้อย่างไร ลู่อวี่คิดว่าตนเป็ใครกัน ถึงได้กล้าปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้? แต่เมื่อเห็นสายตาที่อีกฝ่ายมองมา ซึ่งเต็มไปด้วยความดูถูกและความไม่แยแส นั่นกลับทำให้เขารู้สึกเ็ปอย่างลึกซึ้ง ถูกต้องแล้ว ลู่อวี่มีตระกูลลู่และตำหนักมหาเทพคอยหนุนหลัง องครักษ์ของตำหนักตันหลิงก็อยู่ในมือของเขา การพยายามควบคุมนักปรุงโอสถ เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของเขานั้น ถือเป็วิธีที่ไร้เดียงสาเกินไป ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ยังคงแบ่งขั้นกันด้วยวิธีการและพลังอำนาจ ผู้แข็งแกร่งย่อมกลืนกินผู้อ่อนแอ เขาหลงลืมสิ่งนี้ไปได้อย่างไร
แม้ว่าในใจจะโกรธแค้นจนอยากจะฉีกทึ้งเด็กหนุ่มตรงหน้า แต่สติที่เหลืออยู่ ทำให้มู่หลงจื่อรู้ว่าการลงมือที่นี่ไม่มีโอกาสสำเร็จแม้แต่น้อย ลู่อวี่เป็ถึงนายน้อยตระกูลลู่ พลังยุทธ์สูงส่งอยู่ในขั้นตงซวน แม้จะอยู่ใน่เริ่มต้น แต่ไม่ว่าจะเป็วิชาหรืออาวุธที่ใช้ก็หาใช่สิ่งที่เขาเทียบเคียงได้ แม้ระดับขั้นพลังยุทธ์ของเขาจะสูงกว่าลู่อวี่สองขั้นเล็ก ๆ ทว่ากลับไม่มีโอกาสเอาชนะได้เลย
แต่ไม่ว่าอย่างไร มู่หลงจื่อก็ไม่้าให้ตัวเองดูอ่อนแอ เขาสูดลมหายใจเข้าแรง ๆ หลายครั้ง มองลู่อวี่ด้วยความโกรธและพูดว่า “ดี ดี ดี สมกับที่เป็นายน้อยตระกูลลู่ หวังว่าเราจะได้พบกันอีก!” พูดจบก็รีบหันหลังกลับไปทันที เขากลัวว่าลู่อวี่จะพูดอะไรที่น่ารังเกียจ จนเขาอดใจไม่ไหวและทำอะไรที่ไม่สามารถย้อนกลับคืนได้ การแก้แค้นของผู้มีคุณธรรมสิบปีไม่สาย และยิ่งสำหรับนักพรต สิบปีก็เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น ไม่นับว่าเป็อะไรได้
ลู่อวี่ไหวไหล่เพียงเล็กน้อย หากเป็ผู้อื่นเขาอาจจะทำอะไรบางอย่างเพื่อกำจัด แต่สำหรับปรมาจารย์โอสถแล้ว อีกฝ่ายถือว่าไม่มีภัยคุกคาม นักปรุงโอสถขั้นห้าในเทียนตูนั้นมีชื่อเสียงมาก เป็คนที่หลายฝ่าย้าเข้าหา แต่ในสายตาของเขา ปรมาจารย์โอสถขั้นห้าผู้นี้ ไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะเป็เด็กช่วยจุดไฟด้วยซ้ำ
ในอดีต ภายใต้การสอนของปรมาจารย์โอสถ แม้แต่เด็กช่วยจุดไฟยังต้องมีคุณสมบัติทั้งด้านระดับขั้นการปรุงโอสถ อายุ และความสามารถทางปัญญา เด็กช่วยจุดไฟที่ถูกส่งไปยังแต่ละฝ่าย ล้วนเป็อัจฉริยะด้านการปรุงโอสถ มู่หลงจื่อที่ใช้ชีวิตมาหลายร้อยปียังเป็เพียงนักปรุงโอสถขั้นห้า ไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากลู่อวี่ได้
มู่หลงจื่อถูกนายน้อยตระกูลลู่ขับไล่ออกไป! ข่าวนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในหมู่นักปรุงโอสถ หลังจากมู่หลงจื่อนำลูกศิษย์ออกจากตำหนักตันหลิง ไม่ใช่เพราะมู่หลงจื่อตั้งใจเผยแพร่ข่าวนี้ เขายังไม่หน้าหนาพอที่จะทำตัวน่าสงสารเมื่อถูกขับไล่ ในฐานะนักปรุงโอสถขั้นห้า อย่างน้อยที่สุดเขาต้องรักษาศักดิ์ศรีไว้
แต่เื่แบบนี้ไม่อาจปิดบังได้ นักปรุงโอสถที่เคยใกล้ชิดกับมู่หลงจื่อพบว่าเขากับบรรดาลูกศิษย์หายไป และเมื่อคิดถึงเื่ที่มู่หลงจื่อถูกนายน้อยตระกูลลู่เรียกไปใน่ก่อนหน้านี้ ประกอบกับพฤติกรรมของมู่หลงจื่อใน่ที่ผ่านมา ก็สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้
สำหรับการจากไปของมู่หลงจื่อและบรรดาลูกศิษย์ นักปรุงโอสถแต่ละคนล้วนมีปฏิกิริยาแตกต่างกัน บางคนคิดว่านายน้อยตระกูลลู่ทำเกินไป เพียงพูดไม่กี่คำก็ขับไล่ผู้คนออกไปแล้ว ไร้ซึ่งความอดทน แต่บางคนที่ฉลาดหลักแหลม เล็งเห็นว่ามู่หลงจื่อและลูกศิษย์มีความทะเยอทะยาน ทั้งยังกระทำบางสิ่งที่เกินขั้น จึงไม่รู้สึกเห็นอกเห็นใจหรือใคร่สนใจ บางคนก็สงสัยว่ามู่หลงจื่อเป็ถึงนักปรุงโอสถขั้นห้า แล้วเหตุใดนายน้อยตระกูลลู่ถึงขับไล่เขาออกไปโดยง่าย เื่นี้ไม่อาจล่วงรู้ว่าตำหนักมหาเทพจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
ลู่อวี่ไม่ได้สนใจเื่เหล่านี้ เขายังคงสอนนักปรุงโอสถอย่างเป็แบบแผน สิ่งที่เขาทำยังคงเป็เพียงการเตรียมการเท่านั้น แต่ถึงกระนั้น ในเวลาเพียงสามถึงห้าวัน โอสถที่ปรุงได้กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากวันแรกราวหนึ่งในสิบ มิหนำซ้ำยังมีคุณภาพดีขึ้นอีกเล็กน้อย ทำให้ตำหนักมหาเทพและท่านผู้เฒ่าสูงสุดพอใจยิ่งนัก
“อาจารย์ ลู่อวี่ทำเกินไปแล้ว พวกเราไปฟ้องเขาที่ตำหนักมหาเทพดีหรือไม่ เราพูดความจริงเพียงไม่กี่คำ แต่เขามีสิทธิ์ใดมาไล่เราออกไป หากตำหนักมหาเทพไม่ให้ความยุติธรรม ใครจะกล้ามาเข้าร่วมกับพวกเขาอีกเล่า?” ศิษย์คนโตของมู่หลงจื่อร้องด้วยความโกรธ
“ฮึ ตำหนักมหาเทพจะลำเอียงสักเพียงใด ก็ต้องให้ยอมคนพูดบ้าง เราไม่ได้กระทำสิ่งที่ผิด แต่หากเื่ที่พวกเราถูกลู่อวี่ขับไล่แพร่กระจายออกไป เช่นนั้นแล้ว เราจะยืนหยัดในเทียนตูได้อย่างไร? อาจารย์ เื่นี้จะยอมแพ้ไม่ได้!”
มู่หลงจื่อหน้ามืดครึ้มไปหลายส่วน สุดท้ายก็พาบรรดาลูกศิษย์ปรี่ไปยังตำหนักมหาเทพ โดยไม่ต้องให้มีผู้ใดกระตุ้นส่งเสริม เขาเองก็ไม่คิดจะยอมแพ้อยู่แล้ว คิดว่าเขาที่เป็ถึงนักปรุงโอสถขั้นห้าเคยได้รับการดูิ่เช่นนี้เมื่อไรกัน แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีสถานะพิเศษ แต่เขาก็ยังเป็นักปรุงโอสถขั้นห้า มิหนำซ้ำยังได้รับการต้อนรับอย่างดีจากขุมอำนาจทั้งหลาย ตำหนักมหาเทพจะลำเอียงสักเพียงใด ก็ต้องให้คำตอบแก่เขา
เมื่อคิดได้เช่นนี้ มู่หลงจื่อก็พลันเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ขณะเหาะเหินอยู่บนผืนนภากับลูกศิษย์ ก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นในใจไม่น้อย
ครั้นมู่หลงจื่อกับบรรดาลูกศิษย์ของเขาเดินทางมาถึงหน้าตำหนักมหาเทพ มีเพียงนักพรตสองคนเฝ้าประตูตำหนักไว้ ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดเข้าออกในยามนี้
