“นั่นไง! ร้านเถ้าแก่หลัว ร้านดูโบราณแต่ยิ่งใหญ่ และสว่างไสว ร้านนี้เหมือนตัวแทนของความมีชีวิตชีวาของท่าเรือนี้ ตามเจตจำนงของเ้าของจริงๆ” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“ใช่ เหมือนเป็หัวใจของท่าเรือชุนเทียนมาโดยตลอด ไปพวกเราเข้าไปเลือกโคมไฟกันเถอะ” เ้าวั่งซูเอ่ยชวน
“คุณชายเ้า และ องค์ชายั เป็เกียรติที่ได้พบ” เสียงเหนื่อย แต่อ่อนโยนของเ้าของร้านะโออกมาพร้อมลุกขึ้นโค้งคำนับ ร่างชราแต่ดูแข็งแรงของเถ้าแก่หลัวยืนขึ้นพร้อมเสียง และรอยยิ้มอ่อนโยนะโต้อนรับทั้งสองคน
“ขออภัย นี่ท่านรู้จักพวกข้าด้วยหรือ” เ้าวั่งซูเเอ่ยถามพร้อมทำความเคารพผู้าุโตรงหน้า
“ฮ่าๆๆ! มีคนเก่าคนแก่ที่ไหนไม่รู้จักคุณชายจากตระกูลเ้าบ้าง บ้างก็ด่า บ้างก็ชื่นชม แต่ไม่ว่าจะเป็เื่สรรเสริญหรือว่าสาปแช่ง ก็ล้วนแล้วแต่พุ่งตรงไปที่ตระกูลเ้าก่อนทั้งนั้นฮ่าๆๆ! อีกทั้งชื่อเสียงกิตติศัพท์ ของเคียวสู่ภพ และ ความงดงามของคุณชายแต่ละรุ่นก็เป็ที่โจษจันก์ทั้งทางดี และทางไม่ดีมาตลอด สรุปเ้าคือคนดังหน่ะ ฮ่าๆๆ!” เถ้าแก่หลัวพูดฉะฉานพร้อมหัวเราะเสียงดัง
เ้าวั่งซูก็อึ้ง และ คิดในใจ “ตาแก่นี่ตกลงจะชมตระกูลข้า หรือด่ากันแน่เนี๊ยะ” ยังไม่ทันที่ความสงสัยในใจเ้าวั่งซูจะถูกเอื้อนเอ่ยออกไป เสียงฮวาเฟยฟาก็แทรกขึ้น
“แล้วข้าหล่ะ ท่านรู้จักข้าได้อย่างไร” ฮวาเฟยฟาเอ่ยถามสงสัย
“องค์ชายหนึ่งเดียวที่ข้ามไปมาได้ทุกภพ ใส่อาภรณ์สีขาวขลิบฟ้า ปัญญาเลิศเกินเทพชั้นฟ้า ฝีมือพลังจักราไม่เคยเป็ลองใคร รูปงามมีัคู่กาย มีอยู่คนเดียว องค์ชายแห่งเผ่าัองค์ชาย องค์สุดท้ายในรอบพันปี ไม่มีใครโดดเด่น และมีราศีเท่าท่านแล้วบริเวณนี้ และ ยังมีเ้าัขาวที่อยู่บนบ่าท่านอีก” ชายชราตอบชัดเจน
เ้าวั่งซูคิดในใจ “ถ้าแถวนี้มีเฟยเฟยคนเดียวที่มีสง่าราศี ดังนั้นแล้วข้าที่ยืนหัวโดอยู่ตรงนี้หล่ะ” เ้าวั่งซูคิดเปรียบอยู่ในใจและก็โมโหปนรำคาญใจเอง ระหว่างนั้นก็มีเสียงเบาลง และจริงจังแทรกขึ้นมาจากเถ้าแก่หลัว
“ยังไง ข้าก็เชื่อในพวกท่านนะ คุณชายเ้า และที่ร้านดวงประทีปแห่งนี้ยังติดไฟสว่างได้อยู่ก็เพราะข้ารู้ว่ายังไง คุณชายจากสกุลเ้าก็จะยืนหยัดปกป้องหมู่บ้านชุนเทียน และผู้คนเอาไว้เสมอ ข้าศรัทธา และนับถือพวกท่านเสมอมา” เถ้าแก่หลัวพูดพร้อมก้มกราบคำนับลง
ทั้งสองใรีบย่อลง และช้อนตัวผู้าุโขึ้น “ได้โปรดอย่าทำแบบนี้ เถ้าแก่หลัว ที่พวกเราทำล้วนเป็ภาระหน้าที่ของข้าและบรรพบุรุษในฐานะผู้ดูแลภพมนุษย์แห่งนี้ ว่าแต่ทำไมถึงมีผู้าุโอย่างท่านที่เชื่อในตระกูลเ้า ข้าเข้าใจว่าผู้คนล้วนเกลียดสกุลเ้าและสาปแช่งชั่วนิรันดร์” เ้าวั่งซูเอ่ยน้ำเสียงตัดพ้อเศร้าลง
“คุณชายเ้า ความผิดนั้นเป็เื่เมื่อพันปีก่อน คนรุ่นหลังก็ได้แต่ฟังสืบๆ กันมาเหมือนเื่เล่าปรัมปรา เป็เพียงคำพูดติดปากพูดซ้ำไปมา ท่านอย่าได้เอามาเป็สาระ บรรพบุรุษท่านรุ่นต่อๆ มา ล้วนตั้งใจปกป้องภพมนุษย์อย่างเต็มความสามารถ และเหตุการณ์ต่างๆ ก็ล้วนถูกบันทึกลงเพิ่มเติม และสิ่งเ่าั้ก็ล้วนแล้วแต่เป็ที่ประจักษ์ในสายตาผู้คน ดังนั้นพวกเค้ารู้ เค้าแค่ไม่ได้พูดมันออกมา ท่านก็อย่าได้ถือสา และอภัยในความขลาดเขลาของเหล่ามนุษย์เลย วันหนึ่งความดีที่พวกท่านทำ จะลบความดำมืดในใจผู้คนไปได้จนหมด” เถ้าแก่หลัวพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“จริงของท่าน ดีจริงๆ ที่ยังมีคนอย่างท่านมองเห็น และเชื่อในตระกูลเ้าของข้ามาตลอด ช่างเป็วาสนาจริงๆ ที่ได้พบท่านในวันนี้ ตัวข้าเอง และสหายข้า องค์ชายั จิ้งจอกดำเก้าหาง ัขาว ก็ร่วมกันปฏิญาณว่าจะร่วมมือกันเพื่อปกป้องความสงบสุข และกอบกู้ชื่อเสียงสกุลเ้าตลอดไป” เ้าวั่งซูเอ่ยหนักแน่นพร้อมโค้งคำนับ
“ฮ่าาๆๆ! คำนับกันไปมา ถือเป็วาสนาจริงๆ คืนนี้ถ้าพวกท่านไม่รีบไปไหน ข้าอยากเชิญพวกท่านร่วมทานอาหาร สุรา และ พักที่โรงเตี้ยมของข้า ด้านหลังติดแอ่งน้ำกระจก และหุบเขาชุนเทียน พวกท่านสามารถพักผ่อน ดูดาว และปล่อยโคมลอยได้ที่นั่น” เถ้าแก่หลัวกล่าว
“ข้าเคยได้ยินว่าที่นี่มีหุบเขาที่สามารถเห็นดวงดาวทั้งท้องฟ้า และ พวกมันส่งกระทบสะท้อนแสงลงบนแรงกระเพื่อมของฝืนน้ำสะท้อนแสงแวววับกระจายไปมางดงามยิ่งกว่าสิ่งใด ไม่นึกว่าจะเป็ที่แห่งนี้” เฟยฟาเอ่ย
“ใช่คือที่นี่แหละ บรรพบุรุษข้าซื้อที่แห่งนี้ และต่อมาเปิดร้านโคมไฟเพื่อสานต่อตำนานแห่งหมู่บ้านชุนเทียน ในแต่ละปีมีคนมาแวะค้างอ้างแรม ชมดาว และปล่อยโคมมากมาย ที่นี่ยังงดงามไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ยกเว้นผู้คนที่แวะมาบางตาลงเท่านั้น” เถ้าแก่หลัวเล่า
“งั้นพวกข้าจะขอเป็แขกของท่านเองในคืนนี้” เ้าวั่งซูเอ่ย
“ฮ่าๆ ไปไปเชิญคุณชายทั้งสองเลือกโคมไฟ เดี๋ยวข้าให้เด็กจัดเตรียมอาหาร และที่พักสำหรับคืนนี้ให้” ในขณะที่เถ้าแก่หลัวกล่าวเสร็จพร้อมจะขอตัวออกไป เสียงฮวาเฟยฟาก็ดังขึ้น
“เถ้าแก่หลัว ในอดีต และ หลายเดือนก่อนพวกข้าทั้งสี่ได้มีโอกาสปล่อยโคมเกี่ยวกับคำว่า “นิรันดร์” ข้าสังเกตเห็นลายเส้นบนโคมไฟทุกดวงมีการตวัดหางแบบเดียวกันทั้งหมด ข้าเข้าใจว่าน่าจะเป็ลายมือของคนคนเดียวกันซึ่งก็น่าจะเป็ท่าน ดังนั้นจะเป็อะไรไหมถ้าพวกข้า จะขอให้ท่านเขียนชื่อพวกเราทั้งสี่ลงบนโคมไฟทั้งสี่ด้านแทน สำหรับโคมที่พวกเราจะปล่อยในครานี้” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“ฮ่าๆๆ! คุณชายช่างสายตาแหลมคม ถูกต้องตัวอักษรทุกตัว ภาพทุกภาพล้วนถูกเขียน และวาดออกมาโดยข้าทั้งสิ้น ได้สิ ไม่ใช่เื่อะไรเลย ถ้างั้นเชิญพวกท่านที่เรือนรับรองด้านหลังเลย ข้าจะให้เด็กๆ นำทางไป เดี๋ยวทางนี้ข้าจัดการเสร็จ จะให้คนนำไปให้” เถ้าแก่หลัวยิ้มอ่อนโยน ทั้งสองโค้งคำนับรับ และเดินตามสาวใช้นำทางไปยังโรงเตี้ยมด้านในหุบเขา ระหว่างทางเดินไปชมภายในร้านสว่างจ้าเต็มไปด้วยแสงจากโคมไฟ ร้านภายในใหญ่โตคดเคี้ยวสลับซับซ้อน ยิ่งเดินยิ่งลึกไปมา และทั้งสี่ก็เจอโคมไฟแปลกๆ ซ่อนอยู่มากมาย ในระหว่างที่ทั้งสี่กำลังเพลิดเพลินกับโคมไฟละลานตาอยู่นั้น สาวใช้ก็นำทางออกมาถึงด้านหลัง เป็บันไดทอดยาวขึ้นสู่หุบเขา ที่นี่ช่างเงียบสงบและงดงาม บันไดที่ทำจากหินดูเก่ามีคราบสีดำ และหญ้าเลื้อยพันเสมือนว่าไม่มีคนใช้งานมานาน ทั้งห้าเดินตามสาวใช้ไปสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามบันไดที่ทอดยาวสู่้าหุบเขา ที่มีดวงจันทร์เต็มดวงฉายแสงทั่วท้องนภา บรรยากาศโดยรอบได้ยินเสียง นก แมลง กรีดเสียงร้องผสมผสานกับบรยากาศมืดครึ้มเคล้าแสงจันทร์ ที่นี่คือหนึ่งในที่ที่งดงามที่หนึ่งทีเดียว เดินตามกันมาสักพักก็ถึงโรงเตี้ยมบนยอดเขาเปิดไฟสว่างไสว ด้านในมีการละเล่น และ ผู้คนที่มาพักก็มีบางตา แต่ในนี้ก็สว่างมีชีวิตชีวาไม่ต่างจากร้านโคมไฟ สาวใช้นำทางมาถึงห้องขนาดกว้าง และ ผายมือเชิญทั้งสี่เข้า
“เชิญพวกท่านตามสบาย สักพักข้าจะนำอาหารเครื่องดื่ม และโคมไฟมาให้ท่าน ระเบียงด้านนอกหันสู่สระกระจก พวกท่านสามารถปล่อยโคมได้จากระเบียง หรือ มีบันไดทอดยาวสู่ริมน้ำ ถ้าขาดเหลืออะไรโปรดสั่นกระดิ่ง” สาวใช้ขอตัว และถอยออก
“โห! ดูนี่สิ เฟยเฟย” เ้าวั่งซู หลิ่งกวาง และชิงหลง ต่างยืนตะลึงกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าริมระเบียง ฮวาเฟยฟามองทั้งสี่ที่ยืนจังงังอยู่ และเดินมาดูก็สะดุดสายตากับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ภาพแนวยาวของแม่น้ำที่ทอดยาวมีหุบเขาขนาบข้าง และด้านหน้าคือดวงจันทร์ดวงโตลอยอยู่ และแสงดาวนับล้านระยิบระยับ พร้อมกับอุทานว่า
“ดั่งหุบเขานั้นโอบแสงจันทร์ และประกายแสงดาวเอาไว้ และแสงนั้นก็กระทบผืนน้ำกระจกเกิดเป็ความสว่างโร่ระยิบระยับ และสว่างไปทั่วทั้งบริเวณ เหมือนชามกระจกสะท้อนแสงใบใหญ่ ช่างงดงามเกินบรรรยาย” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“ใช่สว่างไสวเหมือนตำหนักแสงจันทร์ขอเสด็จแม่ ข้านึกว่าจะมีที่นั่นที่เดียวในโลกที่สว่างได้ขนาดนั้น แต่ไม่นึกว่าจะมีที่นี่อีก” เ้าวั่งซูเอ่ย และทั้งสามก็พยักหน้าเห็นตาม สักพักเสียงก็ดังขึ้นจากด้านหลัง เป็พวกบ่าวรับใช้นำ สำรับอาหาร สุรา และโคมไฟอันใหญ่ั์รูปปราสาทจันทร์มืด ทำจากกระดาษสีสะท้อนแสง พร้อมตัวอักษรลายเส้นโบราณประทับโคมทั้งสี่ด้าน
“เ้าวั่งซู ฮวาเฟยฟา ไป่ชิงหลง หลิ่งกวาง”
“เชิญพวกท่านตามสบาย ขาดเหลือสิ่งใดโปรดสั่นกระดิ่ง” บ่าวไพร่โค้งคำนับ และออกไป ทั้งสี่นั่งดื่มกินตรงระเบียง และชมความงามของหุบเขาอย่างมิวางตา ฮวาเฟยฟาผายมือในอากาศ ผีผาก็ปรากฏขึ้น เค้าจรดนิ้วเรียวงามบรรจงดีดเป็ทำนองไพเราะกลมกล่อมไปพร้อมบรรยากาส และทิวทิศน์อันงดงาม สักพักก็มีเสียงซวินดำสิบสองซุ่นจากการผิวปากของวั่งซูเข้าประสาน หลิ่งกวางและชิงหลงนอนขดทับกันฟังเสียงดนตรีขับกล่อม พล๊อยหลับไปกับวิวทิวทัศน์ที่งดงาม และบรรยากาศที่อบอุ่น
“นี่! ดูนั่นสิ! มีสะพานยื่นออกไปถึงเรือนชมทิวทัศน์กลางทะเลสาบ ถ้าลงไปตรงนั้นพวกเราจะเหมือนยืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างนั่น” เ้าวั่งซูเรียกทั้งสามพร้อมชี้นิ้วไปตำหนักเล็กกลางน้ำ
“ไปกันไม๊! พวกเราไปปล่อยโคมไฟกันตรงนั้น” ฮวาเฟยฟาพูดพร้อมหันมายิ้มอ่อนโยน
“ไป! ไปสิ!” เ้าวั่งซูพูดพร้อมลุกขึ้น และคว้ากระชากมือเฟยฟาลุกขึ้น อีกฝ่ายใแต่ก็รีบลุกตามแรงดึงไปทางบันไดจากระเบียงทอดลงไปด้านล่างสู่สะพานที่นำสู่ตำหนักกลางทะเลสาบ ไป่ชิงหลงที่หดตัวเล็กลงก็เหาะลอยขึ้นนั่งบนหัวหลิ่งกวาง เ้าจิ้งจอกเก้าหางเปล่งแสงสีแดงที่ตราตรึงโคมไฟขนาดใหญ่ลอยตามมา ส่วนเท้าก็รีบสาวเดินตามคนทั้งสองไป ระหว่างเดินทอดเหยียบลงสะพานไม้แสงสว่างสะท้อนจากพื้นน้ำ ก็เปล่งแสงสว่างขึ้นมากระทบทั้งสี่เหมือนเดินเหยียบอยู่ท่ามกลางดวงไฟนับล้านใต้ฝ่าเท้า เดินตรงไปสักพักก็ถึงตำหนักที่ลอยเด่นอยู่กลางน้ำ และตำหนักนี้ก็ทำขึ้นมาจากกระจกเหลี่ยม เมื่อเข้าไปยืนทุกอย่างสะท้อนก็ยิ่งเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งที่มีการสะท้อนภาพไปมา
