จางเหวินเหลือบมองไปทางด้านข้างอย่างเงียบ ๆ เขาเห็นิหยวนพยายามทำสีหน้าให้เป็ปกติ เขาพยายามนั่งนิ่งๆ ควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอ แต่สิ่งที่อยู่ข้างในกลับไม่เป็เช่นนั้นเลย ความเ็ป ความโกรธ ความอับอาย และความรู้สึกผิดมันปั่นป่วนจนแทบจะทะลักออกมาจากดวงตา
จางเหวินไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงปล่อยม่านน้ำบาง ๆ แผ่คลุมรอบตัวิหยวนอย่างแเี เพื่อซ่อนอารมณ์ที่สั่นไหวทุกอย่างเอาไว้ ทำให้ต่อให้มีใครมองมา ก็จะเห็นเพียงชายหนุ่มที่ดูนิ่งเงียบเหมือนคนทั่วไป
จากนั้นจางเหวินจึงกลับมามองที่ชายชุดดำ
“แล้วข้อมูลระดับกลางเกี่ยวกับหอการค้าเมฆา และข้อมูลทั่วไปของพวกตระกูลกู่ ตระกูลฟีนิกซ์ และดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลล่ะ ราคาเท่าไหร่”
ชายชุดดำไม่รีบร้อน เขานิ่งครู่หนึ่งเหมือนชั่งน้ำหนัก ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเดิม
“9,200 หินิญญาระดับสูงสุด”
จางเหวินไม่แม้แต่จะต่อรอง เขายกมือ หินิญญาระดับสูงสุดจำนวนมหาศาลถูกเทลงบนโต๊ะเหมือนกองแสง ชายชุดดำพยักหน้ารับอย่างพอใจ แล้วเริ่มรายงานทันที
“เริ่มจากตระกูลฟีนิกซ์ เื่นี้… ใน่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีข่าวที่น่าใแพร่สะพัดออกมา แต่มันก็ถูกกดข่าวจากหลายๆ ฝ่ายเอาไว้”
“นั่นคือผู้นำตระกูลฟีนิกซ์ได้ ทำการขุดกระดูกศักดิ์สิทธิ์ของคู่หมั้นของลูกสาวตัวเองขึ้นมา แต่ ๆ นี้ไม่ใช่การใช้กำลังบังคับแม้แต่น้อย”
ิหยวนที่นั่งนิ่งอยู่ปลายนิ้วกระตุกเบา ๆ แต่จางเหวินยังคงความนิ่งสงบไว้ได้
ชายชุดดำพูดต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ “ชายคนนั้นยินยอมแลกเปลี่ยนเอง ข้อตกลงคือ เขามอบกระดูกศักดิ์สิทธิ์ให้ตระกูลฟีนิกซ์แลกกับสมบัติระดับจักรพรรดิบางอย่าง”
“โดยที่ตระกูลฟีนิกซ์เองก็ยอมรับและที่สำคัญพวกเขาทั้งสองฝ่ายก็ได้ตัดสินใจร่วมกันในการยกเลิกการหมั้นหมาย เนื่องจากว่าชายคนนั้นถูกตามล่าโดยตระกูลกู่และไม่้าดึงตระกูลฟีนิกซ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ส่วนทางตระกูลฟีนิกซ์เองก็ไม่้าที่จะสู้กับตระกูลกู่ที่ตอนนี้ได้ปลุกบรรพบุรุษระดับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาเช่นกัน”
“แต่ก่อนที่ตระกูลกู่จะได้ทำอะไรชายคนนั้นก็ถูกพาตัวไปโดยผู้าุโสูงสุดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหล มีคนเห็นเรือบินมาลงจอดที่เขตแดนตระกูลฟีนิกซ์ แล้วบินออกไปโดยไม่ได้ปิดบังออร่าใดๆ”
จางเหวินฟังเงียบ ๆ แววตาไม่เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย แต่ในใจกลับเริ่มเชื่อมโยงทุกอย่างทันที กระดูกศักดิ์สิทธิ์ การแลกเปลี่ยน สมบัติ และการถูกดึงเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหล
ชายชุดดำเลื่อนนิ้วไปอีกหน้าในม้วนข่าวสารก่อนจะพูดต่อ
“ต่อไป ตระกูลกู่”
“ธิดาศักดิ์สิทธิ์ กู่หลานเยว่ และ กู่อี้เซิง บุตรของผู้นำตระกูล ได้เข้าร่วมดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหล แล้วทั้งสองเข้าร่วมในฐานะศิษย์ที่แท้จริง”
ชายชุดดำพูดเสริมต่อ
“ตระกูลกู่เริ่มกวาดซื้อทรัพยากรธาตุโลหะ หินอาคม หินะเิ และสมบัติสนับสนุนเส้นทางจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ในหลายเมือง รวมถึงเมืองดาบ์ด้วย มีการคาดการณ์ว่าพวกเขากำลังเตรียมตัวที่จะทำา”
ชายชุดดำหยุดเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อ
“ส่วนดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหล”
“ใน่ปีนี้ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์รับศิษย์เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ แต่ไม่ได้รับแบบเปิดเผย กลับเป็การรับผ่านช่องทางพิเศษ โดยผู้าุโหลายคนล้วนออกไปตามหาศิษย์ โดยทางเราคาดการณ์ว่าอาจจะเป็เตรียมพร้อมสำหรับส่งศิษย์ไปที่โลกใบใหญ่”
จางเหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย
ชายชุดดำพูดต่อ “ท่านยังจำชายคนที่ถูกขุดกระดูกศักดิ์สิทธิ์ออกมาที่ข้าเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ได้ไหม… ในการทดสอบศักยภาพของเขาปรากฏว่าเขามีศักยภาพที่เหนือไปยิ่งกว่าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ส่งผลให้เขาได้รับตำแหน่งผู้ท้าชิงบุญศักดิ์สิทธิ์รุ่นต่อไปทันที”
“ต่อไป หอการค้าเมฆา หอการค้าแห่งนี้มีผู้นำทั้งหมด 5 คนโดยทั้ง 5 คนนั้นมีระดับการบ่มเพาะที่ระดับนิพพานสูงสุด และเป็หอการค้าที่มีความมั่งคั่งอันดับที่ 10 ของเมืองดาบ์ แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีพื้นหลังยิ่งใหญ่ หรือได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังระดับนักบุญใดๆ พวกเขาเป็กองกำลังที่พึ่งก่อตั้งได้ไม่นานแต่พวกเขากลับเริ่มดึงดูดผู้แข็งแกร่งมากมายให้เข้าร่วมได้อย่างรวดเร็ว”
ชายชุดดำหลังจากให้ข้อมูลทั้งหมดแล้วเขาก็พูดขึ้น “นี่เป็ข้อมูลระดับกลางของเราท่าน้าข้อมูลที่ลงลึกไปอีกหรือไม่”
จางเหวินส่ายหน้า เขาไม่หินิญญาแล้ว เมื่อข้อมูลทั้งหมดถูกส่งมอบเรียบร้อย จางเหวินก็ลุกขึ้นจากที่นั่งทันที ไม่กล่าวคำอำลาใดๆ เพิ่มเติม ชายชุดดำเพียงโค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนจะถอยกลับสู่ความว่างเปล่า ห้องรับแขกหรูหรากลับคืนสู่ความเงียบงันราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
ทั้งสองเดินออกจากประตูมิติ ลงบันไดไม้แคบกลับสู่โรงเตี๊ยมเก่า ชายชราที่เฝ้าเคาน์เตอร์ยังคงนั่งพิงโต๊ะเหมือนเดิม ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงที่แหบแห้ง
“ขอบคุณที่ใช้บริการ… โอกาสหน้าเชิญใหม่”
จางเหวินพยักหน้าเพียงเล็กน้อย ก่อนจะพาิหยวนออกจากโรงเตี๊ยมทันที
ยามเท้าก้าวพ้นออกมาจากทิศตะวันตกของเมืองแล้วกลับสู่ใจกลางเมือง บรรยากาศทั้งสองที่แตกต่างกันราวกับคนละโลก เสียงผู้คน เสียงกระบี่บินผ่านท้องฟ้า และกลิ่นอายพลังิญญาของเมืองดาบ์หลั่งไหลเข้ามาอีกครั้ง แต่ิหยวนกลับไม่รับรู้สิ่งใดเลย ออร่าของเขาปั่นป่วน ดวงตาแดงก่ำ ความโกรธและความอัดอั้นแทบจะพุ่งออกมาจากร่าง
จางเหวินยกมือขึ้น ฟองน้ำใสบาง ๆ ก่อตัวรอบตัวทั้งสอง ปิดกั้นเสียงทุกอย่างจากภายนอกอย่างแเี
“เ้าโกรธหรือเปล่า” เขาถามเสียงเรียบ
ิหยวนกำหมัดแน่น ก่อนจะพยักหน้าอย่างไม่ลังเล
จางเหวินพูดต่อช้า ๆ แต่หนักแน่น “ข้าเข้าใจ แต่มีสิ่งหนึ่งที่อยากให้เ้าจำไว้ให้ดี ไม่ว่าเ้าจะโกรธแค่ไหน… จงเงียบไว้ ยิ่งโกรธมากเท่าไร ยิ่งต้องเงียบมากเท่านั้น”
จางเหวินเดินต่อไปเรื่อยๆ แล้วหันกลับมามองิหยวนตรง ๆ
“หลังจากที่เราไปถึงหอการค้าัขาวให้ข้าจัดการเอง อย่าใช้อารมณ์นำหน้าผลประโยชน์เด็ดขาด หากเสียงในหัวดังเกินไป จงอย่าเปิดปากในตอนนี้”
ิหยวนสูดลมหายใจลึก เขาพยักหน้าอีกครั้ง แม้ความโกรธยังคุกรุ่น แต่คำพูดนั้นกลับกดให้มันลึกลงไปภายในจิตใจ
หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสองก็มาหยุดอยู่หน้าหอการค้าัขาว อาคารสูงใหญ่แต่ดูทรุดโทรม ป้ายชื่อซีดจาง ผนังแตกร้าวเล็กน้อย อาคมป้องกันอ่อนแรง พลังิญญาภายในบางเบาจนแทบไม่ต่างจากร้านค้าธรรมดา
จางเหวินมองเพียงแวบเดียวก็เข้าใจ สถานที่แห่งนี้กำลังจะพังจริง ๆ ก่อนที่เขาจะหันไปพูดกับิหยวนอย่างใจเย็น
“เ้าแค่ตามข้ามาก็พอ”
ิหยวนพยักหน้า ก่อนที่ทั้งสองจะก้าวเข้าไปด้านใน
ภายในหอการค้าเงียบงัน เคาน์เตอร์รับแขกว่างเปล่า ไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว มีเพียงหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่หลังเคาน์เตอร์ เมื่อเห็นคนเข้ามานางก็เงยหน้าขึ้นอย่างใ
จางเหวินเดินเข้าไปตรง ๆ
“ข้า้าพบผู้นำของหอการค้าัขาว”
เขาพูดต่อโดยไม่อ้อมค้อม
“ข้า้าซื้อหอการค้าแห่งนี้”
หญิงสาวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งขึ้นบันไดชั้นสองทันที
ไม่นานนัก นางก็กลับลงมา พร้อมเชิญทั้งสองขึ้นไป้า ห้องรับแขกชั้นสองยังคงหรูหราอยู่บ้าง แม้จะมีร่องรอยเก่าคร่ำติดตามมุมต่าง ๆ
ประตูถูกเปิดออก หญิงสาวรูปร่างงดงามก้าวเข้ามาก่อนใคร ใบหน้าเยือกเย็น ท่วงท่าสง่างาม แม้ว่าภายใต้ใบหน้านั้นจะซ่อนความอ่อนล้าไว้ก็ตาม
หัวใจของิหยวนสั่นไหวทันที เขาจำได้ดี นางคือ เจินอี้ ลูกศิษย์ของมารดาเขาเอง
ด้านหลังนางคือชายชราสามคนและหญิงสาวอีกคน ออร่าระดับนิพพานแผ่ออกมาจากร่างของพวกเขา รวมกับตัวเจินอี้ก็มีทั้งหมดห้าคน
พวกเขานั่งลงตรงข้ามจางเหวินและิหยวน บรรยากาศตึงเครียดโดยไม่ต้องมีใครพูด แต่ยังไม่ทันที่ใครจะเอ่ยปาก
พรวด!
ทั้งห้าคนอยู่ในอาการใ ดวงตาเบิกกว้าง มือเท้าสั่นกระตุกอย่างผิดปกติ ก่อนจะทรุดตัวลงกับเก้าอี้ โดยไม่สามารถขยับได้แม้แต่น้อยออร่าทั้งหมดถูกผนึกในชั่วลมหายใจเดียว
ิหยวนเบิกตากว้าง เขาไม่อาจรับรู้ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่มีคลื่นพลัง ไม่มีการโจมตี ไม่มีแม้แต่การเคลื่อนไหวแต่เขารู้แน่ชัดเพียงอย่างเดียว ทั้งหมดนี้… คือฝีมือของจางเหวิน
จางเหวินนั่งลงอย่างสงบ พร้อมมองไปที่ร่างของทั้ง 5 คนที่ได้ดูดซับพิษของเขาเข้าไปอย่างใจเย็น ั้แ่แรกความตั้งใจของเขาไม่ได้มาเพื่อพูดคุยอยู่แล้ว
“อย่าใ” เขาพูดเบา ๆ “ข้าแค่ไม่ชอบเสียเวลา”
ม่านน้ำใสถูกสร้างมาโอบล้อมห้องแห่งนั้นในทันที มันปิดกั้นทุกการรับรู้จากภายนอก ก่อนที่จางเหวินจะมองที่หญิงสาวตรงหน้าอย่างใจเย็น
[ชื่อ: เจินอี้]
[ระดับการบ่มเพาะ: ถ้ำ์ ขั้นที่ 1 (ล่มสลาย) ]
[ร่างกายพิเศษ: ร่างกายดอกบัวเพลิง (ระดับ์) ]
[โชค: ขาว]
[ความชื่นชอบ: 5]
