“หมาเริ่มกัดกันเองแล้ว”
หนิงเทียนไม่คิดว่าการดูความสนุกสนานจะเป็เื่ใหญ่ เขายังพูดกับหร่วนซิงหลินอย่างกระตือรือร้น
ทันใดนั้นเยวี่ยซิงเหอก็โกรธจัด ชิวซานอวิ๋นที่อยู่เพียงขอบเขตเปลี่ยนผ่านขั้นสามกล้าโต้แย้งเขา เบื่อที่จะมีชีวิตแล้วใช่หรือไม่
“ขยะไร้ประโยชน์ กล้าดีอย่างไรมาพูดกับข้าเช่นนี้...”
“เ้าแซะข้า คิดว่าตนมีความชอบธรรมนักหรือไร ทำไมไม่กล้าสังหารหนิงเทียนเองล่ะ? ความเย่อหยิ่งอวดดีของซิงซิวเช่นเ้าหายไปไหนหมดเล่า หากเ้ามีความสามารถก็ฆ่าเขาเองสิ อย่ามัวแต่ยืมมีดฆ่าคน นี่แสดงให้เห็นว่าเ้าขี้ขลาดดุจหนู!”
ชิวซานอวิ๋นสบถอย่างไร้ความปรานี เยวี่ยซิงเหอโกรธจนแทบคลั่ง
“ตนเองไร้ประโยชน์ยังกล้าท้าทายข้าอีก เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะฆ่าเ้าเช่นกัน”
สีหน้าเยวี่ยซิงเหอมืดมน การถูกจับได้ว่าเขาคิดยืมมีดฆ่าคนมันทำให้เขาโกรธมาก
การฆ่าหนิงเทียนแค่คนเดียวไม่ใช่เื่ยากเย็นเลย แต่ทำไมไม่มีใครในที่แห่งนี้เต็มใจลงมือ?
เนื่องจากซิงซิวและหยวนซิวไม่อาจร่วมมือกันได้ แดนศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญๆ ก็แข่งขันกันเอง
ไม่ว่าวันนี้ใครจะฆ่าหนิงเทียน คนอื่นก็จะเปิดเผยเื่นี้ออกไปเพื่อใช้มือของเยี่ยหลิงหลานทำให้คู่แข่งอ่อนแอลง
ทุกคนรู้เื่นี้ดี แต่มีเพียงชิวซานอวิ๋นกับเยวี่ยซิงเหอที่มีความเกลียดชังโดยตรงต่อหนิงเทียน
หร่วนซิงหลินมองหนิงเทียนด้วยแววตาสงสัย
ขอบเขตของคนผู้นี้ไม่สูงมากนัก แต่ยังคงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อมองหาความตาย เดี๋ยวก็ยั่วยุแบบนี้ อีกเดี๋ยวก็ยั่วยุแบบนั้น เขาไม่กลัวตายจริงหรือ?
หากทุกคนในที่แห่งนี้ร่วมแรงร่วมใจ แม้หนิงเทียนจะมีเก้าชีวิตก็ยังไม่พอ
เว่ยซูเสวี่ยไม่พูดอะไร นางเพียงมองดูอย่างเงียบๆ และเตรียมพร้อมที่จะลงมือ ตราบใดที่หนิงเทียนตกอยู่ในอันตราย นางจะเข้าช่วยทันที
คนอื่นๆ ล้วนคิดกับตนเอง แน่นอนว่าการสังหารหนิงเทียนคือสิ่งที่พวกเขา้า แต่เดิมพันที่เกี่ยวข้องเื้ัเื่นี้ทำให้ทุกคนต้องระวัง
ตัวหนิงเทียนนั้นไม่มีอะไรเลย แต่เยี่ยหลิงหลานต่างออกไป นางคือบุปผารัตติกาลแห่งสำนักวั่นจื๋อ นางเคยสังหารปรมาจารย์ถึงสองคนจนทำให้ทั้งแผ่นดินตกตะลึง ใครจะกล้ายั่วยุนางง่ายๆ
หวังเยี่ยจากสำนักชื่อหยวนปังจ้องหนิงเทียนโดยคิดว่าถ้าชิวซานอวิ๋นไม่สามารถฆ่าหนิงเทียนได้ เขาก็ไม่รังเกียจที่จะลงมือด้วยตนเอง
เพราะสำนักชื่อหยวนปังและเยี่ยหลิงหลานขัดแย้งกันมาก่อนแล้ว
เจียงซั่งอีจากตำหนักหยวนนภา อู่ชิวหงจากโถงหยวนปฐี และหลงจิ้งกั๋วจากสำนักดาราทมิฬ ล้วนอยากให้หนิงเทียนตาย แต่พวกเขาไม่อยากลงมือด้วยตนเอง
ชิวซานอวิ๋นมองเยวี่ยซิงเหออย่างเ็า
“เ้าสังหารข้าได้หรือ?”
แท่นหินเคลื่อนย้ายมวลสารมีการป้องกันพิเศษและไม่สามารถเข้าได้หากไม่มีกุญแจ
แม้ว่าขอบเขตของเยวี่ยซิงเหอจะสูงกว่าชิวซานอวิ๋น แต่เขาไม่สามารถบุกเข้ามาในแท่นหินที่ชิวซานอวิ๋นอยู่ได้ เว้นแต่ชิวซานอวิ๋นจะออกไปเอง
“การฆ่าเ้านั้นง่ายกว่าการเหยียบมด เ้าคิดว่าข้าไม่สามารถฆ่าเ้าที่นี่ได้ แล้วข้าจะไม่สามารถฆ่าเ้าเมื่อออกไปได้หรือ?”
ชิวซานอวิ๋นไม่กลัว ทั้งยังเยาะเย้ย “หลังจากที่เราออกไปข้างนอกแล้ว เ้าจะไม่สามารถทำอะไรข้าได้อีก”
“อืดอาดเสียจริง พวกเ้าพูดจาไร้สาระมานานแล้ว กำลังแข่งว่าใครหน้าหนากว่ากันอยู่หรือ?”
หนิงเทียนรอมาเป็เวลานาน และไม่มีใครดำเนินการใดๆ ดังนั้นเขาจึงเริ่มบ่น
ชิวซานอวิ๋นและเยวี่ยซิงเหอต่างโกรธจัด พวกเขารู้สึกว่าหนิงเทียนเป็เหมือนชายชรากินสารหนู[1]และเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิต
เขาส่งเสียงยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนไม่อยู่ในสายตาเขาหรอกหรือ?
หวังเยี่ยกลอกตาและพูดกับชิวซานอวิ๋นเป็การส่วนตัว “เ้าไปฆ่าหนิงเทียน แล้วข้าจะช่วยเ้าหยุดหร่วนซิงหลิน”
ชิวซานอวิ๋นเหลือบมองเขาและคิดถึงข้อเสนอนี้
หร่วนซิ่งหลินและชิวซานอวิ๋นต่างก็อยู่ในขั้นสามของขอบเขตเปลี่ยนผ่าน หากหนิงเทียนและหร่วนซิ่งหลินร่วมมือกัน ชิวซานอวิ๋นย่อมไม่มีโอกาสชนะ
แต่ตราบใดที่มีคนเข้าสู้กับหร่วนซิ่งหลิน ชิวซานอวิ๋นจะต้องฆ่าหนิงเทียนได้แน่ และนี่จะเป็การกำจัดปัญหาร้ายแรง
“รักษาคำพูดด้วย”
“ได้!”
“ดี ข้าจะไปฆ่าหนิงเทียนเอง”
หลังจากชิวซานอวิ๋นและหวังเยี่ยบรรลุข้อตกลงแล้ว พวกเขาก็หันไปมองเยวี่ยซิงเหอแล้วพูดเยาะเย้ย “เ้าคนที่ทำได้เพียงพูดจาโอ้อวด จงเบิกตาแล้วมองให้ดี”
ชิวซานอวิ๋นก้าวออกจากแท่นหินในทันที ก่อนจะไปปรากฏตัวอยู่ห่างจากหนิงเทียนเพียงไม่กี่จั้ง
ดวงตาของหร่วนซิงหลินเป็ประกาย เขาไม่ได้คาดหวังว่าชิวซานอวิ๋นจะลงมือจริงๆ
หนิงเทียนพูดอย่างตื่นเต้น “ในที่สุดหมูโง่ก็ถูกหลอกแล้ว มาเถอะสหาย เรามาฆ่าเขากัน!”
หร่วนซิงหลินพยักหน้าเล็กน้อย ร่างของเขาเปลี่ยนไป ขัดขวางการล่าถอยของชิวซานอวิ๋น
ทว่าในยามนี้กลับมีกลิ่นอายสังหารเ็าพุ่งเข้าใส่หร่วนซิ่งหลิน ซึ่งทำให้เขาใมากจนต้องถอยกลับอย่างรวดเร็ว
หวังเยี่ยปรากฏตัวขึ้นและพูดอย่างเ็า “นั่นคือความแค้นระหว่างพวกเขา เ้าไม่ควรเข้าไปยุ่ง ไม่เช่นนั้นข้าก็ไม่รังเกียจที่จะส่งเ้าไปที่ชอบที่ชอบ”
หร่วนซิ่งหลินขมวดคิ้วและมองหนิงเทียนอย่างขมขื่น
“ที่แท้เ้าก็พบผู้ช่วยแล้ว ดูเหมือนว่าเ้าจะกลัวข้าจริงๆ”
หนิงเทียนยิ้มอย่างเหยียดหยาม ซึ่งทำให้ชิวซานอวิ๋นไม่พอใจอย่างมาก
หนิงเทียนมองหวังเยี่ยด้วยสายตาเ็าแล้วถามว่า “เ้ามาจากไหน?”
หวังเยี่ยแอบโกรธ เขามาจากไหนยังไม่รู้อีก
“ข้าหวังเยี่ยจากสำนักชื่อหยวนปัง”
“โอ้ ชื่อนี้ง่ายต่อการจดจำ ข้าจะบอกอาจารย์ทีหลังว่าข้าจะทำลายกลุ่มของเ้าไล่ไปเก้าชั่วโคตร”
ใบหน้าของหวังเยี่ยแข็งค้าง เขาพูดด้วยความโกรธ “เ้ากำลังมองหาความตาย!”
“แล้วอย่างไร จะร่วมมือกันหรือ?”
หนิงเทียนเยาะเย้ย พลังกดดันของเขายิ่งใหญ่มาก และเขาไม่กลัวความโกรธของหวังเยี่ยเลย
เว่ยซูเสวี่ยเยาะเย้ย “อัปยศยิ่งนัก”
นี่เป็การเสียดสี แต่มันตบหน้าหวังเยี่ยอย่างแรง
ถ้าหวังเยี่ยร่วมมือกับชิวซานอวิ๋นจริงๆ เขาจะถูกคนอื่นดูิ่ เขาจะทำอย่างนั้นด้วยความภาคภูมิใจได้อย่างไร?
เหตุผลที่เว่ยซูเสวี่ยพูดก็เพื่อบังคับให้หวังเยี่ยไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อรักษาหน้าของตนเอง
ชิวซานอวิ๋นมองหนิงเทียน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแสดงความเกลียดชัง “อย่าให้มันมากจนเกินไป อย่างไรเ้าก็ต้องตายด้วยมือของข้า”
“พูดเช่นนี้ทุกรอบ แต่กลับวิ่งหางจุกตูดอย่างอเนจอนาถทุกคราวไป...”
“หุบปาก!”
ชิวซานอวิ๋นคำราม รู้สึกว่าหนิงเทียนกำลังทำราวกาไหนน้ำยังไม่เดือดก็หยิบกานั้น และแหย่ตรงจุดที่เจ็บของเขาอย่างจงใจ
เงาอินทนิลลอยออกมาพร้อมปราณกระบี่ที่พุ่งสูงขึ้น
ชิวซานอวิ๋นเคลื่อนไหวอย่างทรงพลัง ขั้นสามของขอบเขตเปลี่ยนผ่านปลดปล่อยพลังที่รุนแรง กักขังห้วงอากาศได้ในพริบตา
ชิวซานอวิ๋นผู้ได้รับพรโดยบังเอิญบนชั้นหก ได้ก้าวจากขอบเขตเปลี่ยนผ่านขั้นแรกไปสู่ขั้นสามโดยตรง ด้วยร่างกายของสายเืเงาอินทนิล ตอนนี้เขาสามารถแบ่งออกเป็สามส่วนและโจมตีได้ในเวลาเดียวกัน
นี่คือสิ่งที่น่ากลัวเกี่ยวกับชิวซานอวิ๋น สายเืเงาอินทนิลของเขาตื่นขึ้นมาอย่างแท้จริงหลังจากที่เขาเข้าสู่ขอบเขตเปลี่ยนผ่าน
สถานะขอบเขตเปลี่ยนผ่านของหยวนซิวมีความสัมพันธ์เชิงคุณภาพอย่างใกล้ชิดกับสายเื ยิ่งร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ความแข็งแกร่งก็ยิ่งเพิ่มพูน
กลิ่นอายของหนิงเทียนถูกยับยั้งและไม่ไหวติงเหมือนูเา หมื่นสรรพสิ่งในใจของเขาจับเส้นทางการเคลื่อนไหวของชิวซานอวิ๋นได้อย่างชัดเจน และเขาสนใจมากในวิธีการแบ่งออกเป็สามส่วน
เพราะหนิงเทียนค้นพบว่าชิวซานอวิ๋นทั้งสามนั้นคือตัวจริง ไม่ใช่ภาพมายา ซึ่งเทียบเท่ากับยอดฝีมือสามคนที่รวมพลังเพื่อโจมตี
ผู้คนที่ชมการต่อสู้บนชั้นห้าแสดงสีหน้าแปลกๆ พวกเขาค่อนข้างใกับสายเืเงาอินทนิลของชิวซานอวิ๋น
หากขอบเขตเปลี่ยนผ่านขั้นสามสามารถแบ่งร่างออกเป็สามได้ แล้วขอบเขตเปลี่ยนผ่านขั้นเก้าจะแบ่งออกเป็เก้าร่างหรือไม่?
หากเป็เช่นนั้นการสู่เก้าต่อหนึ่งถือเป็ข้อได้เปรียบอย่างแท้จริง ซึ่งทำให้ผู้คนอิจฉา
หนิงเทียนเบี่ยงตัวและเคลื่อนตัวไปด้านข้าง แสงแห่งจิติญญารวมตัวกันอยู่ใต้เท้า หญ้าแผ่กระจายไปทั่ว และเถาวัลย์สีเขียวแผ่ล้นหลาม
นี่คือความมหัศจรรย์ในการควบคุมิญญา ดอกไม้และพืชพรรณที่ดูเหมือนจะไม่เด่นเ่าั้สามารถรบกวนศัตรูจนถึงแก่ชีวิตได้ใน่เวลาวิกฤติ
หนิงเทียนเอาชนะชิวซานอวิ๋นมาแล้วสองครั้ง และค่อนข้างคุ้นเคยกับอีกฝ่าย
คราวนี้เขาพยายามอย่างเต็มที่เพื่อบังคับให้อีกฝ่ายลงมือ เพียงเพื่อริเริ่มสังหารด้วยมือของตนเอง
ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว แต่มีหยวนซิวและซิงซิวคอยดูอย่างกระตือรือร้น หากไม่สามารถฆ่าอีกฝ่ายได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว ชิวซานอวิ๋นน่าจะหลบหนี หรือได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่นเช่นคราวก่อน
เพื่อไม่เป็การแจ้งเตือนศัตรู หนิงเทียนจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ เขาไม่คิดพึ่งพากำลังเพื่อเอาชนะอีกต่อไป แต่เปลี่ยนไปใช้ทักษะเพื่อเอาชนะแทน
กลิ่นอายของชิวซานอวิ๋นล้นหลาม ร่างทั้งสามควบคุมกั้งทองสีม่วง กวานทองอินทนิล และตราประทับโบราณซึ่งทั้งหมดล้วนะเิพลังออกมาอย่างรุนแรง และโจมตีด้วยความแข็งแกร่งทั้งหมดที่มี โดยหวังที่จะทำลายหนิงเทียนผู้เป็ดั่งศัตรูคู่อาฆาตด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
หนิงเทียนถือแส้เกล็ดมรกตัทมิฬและมีคัมภีร์หลิงฮวงลอยอยู่เหนือหัว ทั้งยังเปิดใช้งานน้ำเต้าเจ็ดสีเพื่อต่อกรกับชิวซานอวิ๋น
เงาของต้นไม้ไขว้กัน ดอกไม้กระจัดกระจายอย่างเป็ระเบียบ หญ้าพลิ้วไหว เถาวัลย์สีเขียวเปรียบเสมือนันาคา
ดอกไม้ หญ้า ต้นไม้ และเถาวัลย์เหล่านี้ก่อให้เกิดการป้องกันโดยธรรมชาติรอบร่างของหนิงเทียน เมื่อชิวซานอวิ๋นเปลี่ยนตำแหน่ง เขาจะถูกรบกวนจากภูมิประเทศและสภาพแวดล้อม การเคลื่อนไหวที่ประสานงานกันอย่างดีแต่เดิมจึงแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากการเบี่ยงเบนเล็กน้อยในระยะทางและทิศทาง
นี่เป็ข้อได้เปรียบที่หนิงเทียนสร้างขึ้นอย่างชาญฉลาด ในตอนแรกชิวซานอวิ๋นไม่ได้สนใจมัน คิดเพียงว่ายามนี้ตนเป็ผู้ทรงพลังและสามารถบดขยี้อีกฝ่ายได้อย่างเข้มแข็งเท่านั้น
แต่หลังจากได้ต่อสู้จริง ข้าพบว่าสิ่งที่เรียกว่าเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมนั้นมีความได้เปรียบอย่างมากในการต่อสู้
ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่สร้างขึ้นโดยหนิงเทียนทำให้ความได้เปรียบของชิวซานอวิ๋นในด้านสายเืเงาอินทนิลมีประสิทธิภาพอ่อนแอลง ทำให้หนึ่งร่างแยกเป็สามของเขาไม่อาจร่วมมือกันได้ ซึ่งสิ่งนี้ทำลายการโจมตีร้ายแรงของชิวซานอวิ๋นลงจนไม่มีเหลือ
ในอดีตหนิงเทียนคิดจัดการกับผู้อื่นด้วยกำลังมาโดยตลอด แต่คราวนี้การเอาชนะศัตรูด้วยกลอุบายอันชาญฉลาด ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งกับความสุขในการต่อสู้
โดยเฉพาะเมื่อผู้อ่อนแอต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งในความท้าทายระดับก้าวะโ การเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนไหว การใช้ยุทธวิธี ความกล้าหาญและกลยุทธ์ ล้วนเป็กุญแจสู่ชัยชนะ
เว่ยซูเสวี่ยเฝ้ามองการต่อสู้อย่างระมัดระวัง และเต็มไปด้วยความชื่นชมในใจ
“เด็กผู้นี้บ้าระห่ำเสียจริง”
พวกเจียงซั่งอี อู่ชิวหง หลงจิ้งกั๋ว เยวี่ยซิงเหอต่างก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย การตอบสนองอันชาญฉลาดของหนิงเทียนทำให้พวกเขาประหลาดใจ และทำให้ชิวซานอวิ๋นรู้สึกเ็ปมากยิ่งขึ้น
เขาคิดว่าวิธีการเงาอินทนิลแยกร่างที่หนึ่งร่างแยกเป็สามจะสามารถทรมานศัตรูได้อย่างสมบูรณ์ ใครจะคิดว่าเ้าบ้าหนิงเทียนจะใช้วิธีการที่น่ารังเกียจเพื่อเอาชนะทักษะที่อยู่ยงคงกระพันของเขา ชิวซานอวิ๋นโกรธมากจนแทบกระอักเื
สรรพสิ่งทั้งดอกไม้ หญ้า ต้นไม้ และเถาวัลย์ล้วนประสานกันด้วยทุกสิ่งอยู่ที่จิตใจ หนิงเทียนแสดงให้เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของเขาในฐานะผู้บำเพ็ญจื๋อซิว แม้จะหลีกเลี่ยงสิ่งสำคัญและทำสิ่งง่ายเสมอ แต่หนิงเทียนก็สามารถพบข้อบกพร่องในการเคลื่อนไหวของชิวซานอวิ๋น ซึ่งทำให้เขาเสียความพยายามและได้แต่ด่าทออย่างบ้าคลั่งครั้งแล้วครั้งเล่า
ความโกรธทำให้คนเสียสติ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ชิวซานอวิ๋นกำลังทำอยู่ตอนนี้
เขาเริ่มโจมตีอย่างบ้าคลั่งและเริ่มทำทุกอย่าง ตราบใดที่เขาสามารถโจมตีหนิงเทียนได้ มันอาจจะฆ่าอีกฝ่ายได้
ทว่านี่เป็โอกาสที่หนิงเทียนกำลังรอคอย ในสถานการณ์ที่ถูกล้อมด้วยศัตรูที่แข็งแกร่ง หนิงเทียนจะต้องสังหารเขาด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
“เยาเยา!”
หลายคนได้ยินคำพูดที่คลุมเครือไม่ชัดเจน แต่ในขณะนั้นก็มีเสียงดังขึ้น ทุกคนบนชั้นห้าต่างต้องตกตะลึง
ต้นท้อเปรียบเสมือนภูตผีในความว่างเปล่า ใน่เวลาแห่งการปรากฏตัวนั้นมันได้ปล่อยรัศมีอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
กิ่งก้านของต้นท้อยืดออกพร้อมเวลาที่หยุดกะทันหัน ดูเหมือนช้า แต่จริงๆ แล้วรวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้ผู้คนคิดว่าเวลากำลังเดินช้าลง
กิ่งท้อทั้งสามแผ่ออกไปในสามทิศทางราวกับหอก โดยมีร่างสามร่างของชิวซานอวิ๋นอยู่ตรงกลาง
การโจมตีอย่างกะทันหันทำให้ชิวซานอวิ๋นไม่มีเวลาหลบ เมื่อความเ็ปแทงทะลุหัวใจ ร่างกายของเขาก็แตกสลาย พร้อมกับสายเืเงาอินทนิลในร่างแห้งลงอย่างรวดเร็ว
“อ๊าก! หนิงเทียน ไม่อาจยกโทษให้เ้าได้...ปัง!!!”
ร่างะเิออกเป็ชิ้นๆ ก่อนที่เสียงกรีดร้องของชิวซานอวิ๋นจะหยุดลง เืสีม่วงที่สาดกระเซ็นส่วนใหญ่ถูกทำลายโดยกิ่งท้อ และถูกดูดโดยดอกไม้และพืชพรรณโดยรอบ มีเืเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่หลงเหลือติดอยู่บนกวานทองอินทนิล ก่อนมันจะเร่งรีบลอยหวือหนีไปทางแท่นหิน
---------------------------------------
[1] ชายชรากินสารหนู (老寿星吃砒霜) แปลว่าคนที่เหนื่อยกับการใช้ชีวิต จนอยากจบทุกอย่างให้หมด หรืออาจหมายถึงคนใจร้อนรีบตายก็ได้
