เห็นหลิ่วเทียนฉียืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับ มีเพียงเฉียวรุ่ยคนเดียวที่พุ่งเข้ามา ฉินซวงซวงรู้สึกว่าน่าขำนัก
“เ้าหนู ในเมื่อเ้ารีบรนหาที่ตาย ถ้าอย่างนั้น ข้าจะให้เ้าได้สมหวัง!” ฉินซวงซวงพูดพลางหวดแส้เข้าใส่
“ฮ่า!” เฉียวรุ่ยยกมือ มือเดียวคว้าปลายแส้ของอีกฝ่ายไว้ เปลวเพลิงสีแดงแผ่ออกจากกลางฝ่ามือของเขา เผาปลายแส้ของฉินซวงซวงทันที
“กรี๊ด...”
เห็นไฟจะลามขึ้นมาจากปลายแส้ ฉินซวงซวงใ รีบสะบัดแส้ในมือทิ้ง
“สารเลวน่าชัง เ้าถึงกับกล้าเผาแส้ของข้า เ้ารู้หรือไม่ แส้ของข้าเป็อุปกรณ์อาคมขั้นสามระดับสุดยอด เป็ของที่ท่านปู่ข้าหลอมให้เองกับมือเชียวนะ!” ฉินซวงซวงเห็นแส้ที่ถูกเผากลายเป็เถ้ากองหนึ่งบนพื้นก็ประหนึ่งหญิงคลั่ง คำรามเสียงดังไม่รักษาภาพลักษณ์
ได้ยินเข้า หลิ่วเทียนฉีพลันกลอกตา สาวน้อยคนนี้โง่มากสินะ? หากเป็คนฉลาด พบสถานการณ์เช่นนี้ ต้องเลือกหนีมิใช่หรือ? ทำไมยังไปวุ่นวายกับแส้เส้นเดียวอีก? หรือนางคิดไม่ได้ว่าคนที่เผาแส้นางได้ ก็เผานางตายทันทีได้เช่นกัน?
“เ้าสารเลวนี่ รนหาที่ตายจริง!” ฉินฟางฟางเห็นพี่สาวเสียแส้ที่รักไป จึงเผยกระบี่อาคมในมือแทงเข้าใส่
เฉียวรุ่ยกวาดหางตามองกระบี่อาคมที่แทงเข้ามาด้านข้างพลางขยับหลบ มือพลิกทีหนึ่ง จับแขนของฉินฟางฟาง จากนั้น เสียงกึกดังเข้าหูก่อนเสียงกรีดร้องของฉินฟางฟางจะดังขึ้นพร้อมกับเสียงอุปกรณ์อาคมที่ร่วงหล่น
เฉียวรุ่ยใช้มือขวาบิดแขนฉินฟางฟางจนหัก มือซ้ายหนึ่งหมัดต่อยเข้าใส่ใบหน้านาง
“กรี๊ด...” ฉินฟางฟางกรีดร้องทีหนึ่ง ศีรษะของนางถูกต่อยจนยุบ สมองเละไหลออกมาผสมปนกับเื ศพไร้ชีวิตล้มตึงลงบนพื้นทันที
“กรี๊ด น้องสาว น้องสาว...” ฉินซวงซวงเห็นน้องสาวล้มก็ร้องอย่างใ
“ถึงตาเ้าแล้ว!” เฉียวรุ่ยก้าวเข้าไป ยกมือสามหมัด โจมตีเข้าใส่หน้ากับหน้าอกของฉินซวงซวง กระบวนท่าไม่มีลูกเล่นสักนิด ทว่า แต่ละกระบวนล้วนเป็จุดสำคัญ ขอแค่ต่อยโดนก็ตายในทันที
พลังของฉินซวงซวงคือระดับสร้างรากฐาน่ปลาย ในสายตานาง นางเป็ผู้ฝึกตนที่ร้ายกาจยิ่งนัก แต่ต่อหน้าเฉียวรุ่ยผู้มีระดับดวงปราณ กระทั่งสิบกระบวนท่า นางยังรับไม่ได้ ถึงขนาดไม่มีโอกาสใช้ยันต์วิเศษกับอุปกรณ์อาคม ถูกเฉียวรุ่ยใช้หนึ่งหมัดต่อยกระดูกหน้าอกแหลก โจมตีหัวใจสลายเช่นนี้
เห็นฉินซวงซวงล้มลงกับพื้น เฉียวรุ่ยยังจำความแค้นที่ยากจางหายในหัวใจได้อยู่ เขาก้าวเดินเข้าไป บิดศีรษะของสตรีสองนางให้หลุดออกจากคอ รอยเืสาดไปทั่วร่าง
“เสี่ยวรุ่ย!” หลิ่วเทียนฉีเห็นคนรักโหดร้ายกระหายเื กระทั่งศพก็ไม่เว้นเช่นนี้ เขาเรียกเสียงเบาอย่างเป็กังวล
เฉียวรุ่ยหันหลับมาเห็นเขายืนอยู่ข้างกาย ใบหน้าบิดเบี้ยว โเี้ประหนึ่งมารร้ายจากนรกจึงผ่อนคลายลงช้าๆ สองตาสีแดงเืหมูฟื้นกลับมาสุกใสเช่นเดิม
“อย่าเป็เช่นนี้เลย เดี๋ยวจะเกิดมารในใจ” หลิ่วเทียนฉีหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา ขยับเช็ดรอยเืบนใบหน้าคนรักอย่างอ่อนโยน ปลอบอารมณ์อันร้อนรุ่มอย่างระมัดระวัง
“เทียนฉี เ้าเป็ของข้า ของข้าคนเดียว ข้าไม่อนุญาต ไม่อนุญาตให้ผู้ใดทำร้ายหรือรังแกเ้า!” เฉียวรุ่ยจับมือคนรัก เอ่ยสาบานเป็มั่นเป็เหมาะ
“อืม ข้ารู้ ข้ารู้ว่าเสี่ยวรุ่ยรักข้าที่สุด!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้ารับ กอดเขาไว้ในอ้อมแขน จูบริมฝีปากน้อยอย่างทะนุถนอม
หลิ่วเทียนฉีขยับมือปลดเสื้อผ้าเปื้อนเืของคนรักกับตนออก ก่อนเอาเสื้อผ้าสะอาดจากในแหวนมิติมาผลัดเปลี่ยนให้เรียบร้อย จากนั้น ถึงเดินเข้าไปดึงแหวนมิติของสาวน้อยสองคนออกมา เผาเสื้อผ้าพวกนั้นกับศพสองร่างแล้วค่อยพากันออกจากเขตแดนแห่งนี้
เพื่อรับประกันความปลอดภัย หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยไม่ได้กลับไปโรงเตี๊ยมที่พักก่อนหน้านี้ แต่เปลี่ยนไปพักโรงเตี๊ยมอีกแห่งหนึ่ง
พี่น้องตระกูลฉินมีอุปกรณ์อาคมค่อนข้างมาก แต่ล้วนเป็ขั้นสาม และยังมีศิลาที่ใช้หลอมอุปกรณ์มากมาย ซึ่งของเหล่านี้พวกเขาไม่ได้ใช้ ได้แต่ขบคิดว่าพอถึงสถานที่ถัดไปจะขายเสีย ส่วนยันต์วิเศษกับโอสถอื่นพอกล้ำกลืนใช้ได้ พอพบศิลาทิพย์หนึ่งแสนสองหมื่นก้อนอีก ทำให้เฉียวรุ่ยพอใจอย่างยิ่ง หากมีศิลาทิพย์จำนวนนี้ ต่อให้ก่อนหน้าต้องจ่ายหนึ่งแสนก้อนสำหรับหลอมร่มหมื่นตะวันไป ถึงอย่างนั้น เขากับเทียนฉีก็ยังเหลือศิลาทิพย์หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นก้อน แม้จำนวนนี้ กระทั่งตั๋วเรือหนึ่งใบอาจไม่พอซื้อ แต่อย่างไร มีก็ดีกว่าไม่มีล่ะนะ!
.........
สามวันให้หลัง
เช้าตรู่ หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ก็มายังที่พำนักของหลันเซียงตามนัด ครั้งนี้ คนที่ต้อนรับพวกเขายังคงเป็บุรุษชุดดำหน้าตางดงามเหมือนเดิม
“สหายผู้ฝึกตนทั้งสอง นี่คือศิลาทิพย์ห้าหมื่นก้อนที่ทั้งสองท่านมอบให้ครั้งก่อน!” บุรุษชุดดำพูดพลาง เอาศิลาทิพย์ส่งมาตรงหน้าหลิ่วเทียนฉี
หลิ่วเทียนฉีเห็นถุงศิลาทิพย์ อดขมวดคิ้วไม่ได้
“ศิลาทิพย์? หมายความว่าอย่างไร?” เฉียวรุ่ยเห็นถุงศิลาทิพย์ก็ร้อนใจขึ้นมาทันที
“ขออภัยสหายผู้ฝึกตนทั้งสองอย่างยิ่ง เมื่อวานนายท่านข้าหลอมอุปกรณ์ล้มเหลวจนเตาะเิ กระทั่งตนเองก็ได้รับาเ็ ดังนั้น อุปกรณ์อาคมกับวัตถุดิบของพวกท่านล้วนพังเสียแล้ว!” พูดถึงตรงนี้ บุรุษชุดดำหลุบตากับคิ้วลง ถอนหายใจเบาๆ ทีหนึ่ง สีหน้าเสียดายอย่างสุดซึ้ง
“อะไรนะ? พังแล้ว? ถึงกับพังเลยหรือ?” ได้ยินข่าวนี้ เฉียวรุ่ยหน้าถอดสี โศกเศร้าประหนึ่งเสียบุพการี
ร่มหมื่นตะวันเป็อุปกรณ์อาคมที่เขาทำพันธสัญญาด้วยนะ จะพังได้อย่างไร? ได้อย่างไรเล่า?
“เฮ้อ ในเมื่อเป็เช่นนี้ ถ้าเช่นนั้นพวกเราขอตัว!” หลิ่วเทียนฉีถอนหายใจเสียงเบา บอกลาบุรุษชุดดำก่อนพาเฉียวรุ่ยออกจากที่พักของหลันเซียงไป
“เทียนฉี ทำไมเป็เช่นนี้ได้ ร่มหมื่นตะวันไม่มีแล้ว ศิลาแสงดาวก็ไม่มี!” เฉียวรุ่ยมองคนรัก เศร้าใจเป็อย่างมาก
“เสี่ยวรุ่ย เ้าััดูสักหน่อย ร่มหมื่นตะวันพังแล้วจริงหรือ?” หลิ่วเทียนฉีมองคนรักอย่างเคร่งขรึม บอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หากร่มหมื่นตะวันถูกหลอมพังแล้วจริง ถ้าอย่างนั้น พวกเขาคงได้แต่ยอมรับว่าโชคร้าย แต่หากเป็สถานการณ์อื่น ย่อมเป็คนละเื่!
“ใช่แล้ว ข้าลืมไปเลย!” เฉียวรุ่ยหดหู่เกินไปจึงลืมนึกถึงเื่นี้ โชคดีที่เทียนฉีเตือน
เฉียวรุ่ยหลับตาลง ััการตอบสนองระหว่างตนกับร่มหมื่นตะวันอย่างละเอียด
“เป็อย่างไร?” เห็นคนรักลืมตาขึ้นช้าๆ ด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ หลิ่วเทียนฉีถาม
“เทียนฉี ข้า ข้าััถึงร่มหมื่นตะวันได้ เป็ไปไม่ได้สิ ร่มหมื่นตะวันพังแล้วมิใช่หรือ?” เฉียวรุ่ยมองคนรักอย่างคลางแคลง สีหน้างุนงงไม่เข้าใจ ที่แท้ ััของเขามีปัญหาหรือร่มหมื่นตะวันยังปลอดภัยไร้อันตรายกันแน่
“ตามข้ามา” หลิ่วเทียนฉีจูงมือคนรักมาถึงซอยตันไร้คนแห่งหนึ่ง เอายันต์อำพรางกายสองแผ่นออกมา แบ่งแปะบนร่างพวกเขา หลังจากนั้นถึงพาคนรักจากนอกเรือนลอยเข้าไปในเรือนของหลันเซียงทันที
เมื่อมาถึงเรือนด้านหลัง หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยเก็บกลิ่นอายบนร่าง มาถึงนอกหน้าต่างเรือนของนายท่าน
ไม่นาน พวกเขาเห็นบุรุษชุดดำเดินเข้ามาในห้องของหลันเซียง ด้านในมีเสียงพูดคุยของทั้งสองคนลอยออกมา
“เป็อย่างไร ไล่ไปแล้วใช่หรือไม่?” หลันเซียงเห็นบุรุษกลับมาก็เอ่ยถามอย่างเป็กังวล
“วางใจเถิดนายท่าน ข้าไล่ไปแล้ว ข้าบอกกับพวกเขาว่าหลอมอุปกรณ์เตาะเิ ท่านก็ได้รับาเ็ด้วย”
“พวกเขาเชื่อหรือ?” หลันเซียงลูบร่มหมื่นตะวันในมือแล้วถามอีกครั้ง
“เชื่อขอรับ ข้าส่งพวกเขาออกจากประตูใหญ่ด้วยตนเอง!” พูดถึงตรงนี้ บุรุษยกมุมปากได้ใจ
“ฮ่าๆๆ ทำได้ดี!” หลันเซียงพยักหน้ารัว ยิ้มอย่างพึงพอใจ
“นายท่าน อุปกรณ์อาคมนี่ดีปานนั้นเลยหรือขอรับ?” บุรุษชุดดำมองร่มสีแดงเพลิงในมือหลันเซียง ถามอย่างคลางแคลง
“เ้าไม่รู้เสียแล้ว ร่มคันนี้เป็อุปกรณ์อาคมยุคโบราณ และยังเป็อุปกรณ์อาคมธาตุสายอัคคี หลังผ่านการหลอมสร้างใหม่ของข้า ตอนนี้มันเป็อุปกรณ์อาคมขั้นสี่ อุปกรณ์อาคมนี่ ให้ผู้ฝึกตนสายอัคคีอย่างข้าใช้ ย่อมเหมาะสมที่สุดไม่มีใครเกิน!” หลันเซียงพูดพลางยกมุมปากกระหยิ่มยิ้มย่อง
“แน่นอนขอรับ อุปกรณ์อาคมขั้นสี่มีเพียงนายท่านที่คู่ควร อย่างเ้าหนูระดับสร้างรากฐาน่ต้นสองคนนั่น จะไปคู่ควรใช้อุปกรณ์อาคมร้ายกาจเช่นนี้ได้อย่างไรเล่า?” บุรุษชุดดำมองหลันเซียงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ รีบร้อนประจบประแจง
“อันที่จริง เด็กน้อยสองคนนั่น ข้าไม่ได้หวาดกลัวพวกเขาหรอก เพียงแต่ข้ากังวลว่าเื้ัพวกเขาจะมีตระกูลใหญ่หนุนหลังอยู่!” พูดถึงตรงนี้ หลันเซียงขมวดคิ้วฉับ
“นายท่านไม่ต้องกังวลขอรับ หากพวกเขาเป็ลูกหลานจากตระกูลใหญ่จริง เกรงว่าคงไม่มาหาท่านให้หลอมอุปกรณ์เองหรอกขอรับ ฉะนั้น ข้าเดาว่าพวกเขากว่าครึ่งไม่มีรากฐานอันใด ไม่มีค่าให้ท่านกังวล!” ตระกูลใหญ่ทั้งหลายล้วนไปหาตาเฒ่าตระกูลฉินให้หลอมอุปกรณ์ให้ ไม่มีทางมาหาหลันเซียง ช่างหลอมอุปกรณ์ชั้นสองเช่นนี้หรอก
“ไม่ อย่างไรก็ระวังหน่อยเถอะ! ข้าจะไปอาศัยกับเมิ่งหลางสักหลายเดือน หลบเื่วุ่นว่ายแล้วค่อยว่ากัน!”
ได้ยินเข้า บุรุษชุดดำแค่นเสียงเบาๆ ทีหนึ่ง “นายท่านกลัวเ้าหนูสองคนนั่นมาหาเื่ หรือคิดถึงเมิ่งเหิงกันเล่า?”
“โอ้ หลี่หลางหึงแล้วหรือ?” หลันเซียงยิ้มเย้าคนข้างกาย กะพริบตาเบาๆ
“ท่านนี่นะ ให้ข้าอยู่เป็เพื่อนท่านมากหน่อยไม่ได้หรือ?”
“ฮ่าๆๆๆ ดีๆๆ เ้าก็ไปด้วยกันสิ พวกเราไปหาเมิ่งหลางด้วยกัน เช่นนี้คงได้แล้วสินะ?” หลันเซียงลุกขึ้น บีบปลายคางของบุรุษพลางถามอย่างเอาใจ
“ค่อยใช้ได้หน่อยขอรับ”
“ไปกันเถอะ!” หลันเซียงมองบุรุษข้างกายด้วยแววตาอ่อนโยน เดินนำออกจากประตูห้องไปก่อน บุรุษชุดดำถึงเดินตามออกมา
เมื่อเดินออกจากประตูห้องมาถึงในลานน้อยของตน ฉับพลัน หลันเซียงรู้สึกหนาววูบหนึ่ง จากนั้น สวนที่ปลูกบุปผาทิพย์กับสมุนไพรทิพย์ไว้เต็มกลับเปลี่ยนเป็พร่ามัว ก่อนที่ตรงหน้าของนางจะกลายเป็ทะเลกว้างผืนหนึ่ง
“นี่ เกิดอะไรขึ้น?”
บุรุษชุดดำยืนอยู่ในน้ำทะเลลึกเสมอเอว เห็นท้องฟ้าเหนือศีรษะ ใต้เท้าเป็น้ำทะเล มองไปไร้ขอบเขตก็ส่งเสียงร้องใ
“เขตแดนลวงตา!” หลันเซียงพูดพลางจับอีกฝ่ายไว้ ทั้งสองคนบินออกจากน้ำทะเล ร่อนลงบนผิวน้ำพร้อมกัน
“อ๊ะ...” เท้าเหยียบอยู่บนผิวน้ำ แต่บุรุษชุดดำพลังระดับสร้างรากฐาน่ปลายกลับยืนไม่มั่นคงเท่าหลันเซียง
เห็นบุรุษทำร่างให้สมดุลไม่ได้สักนิด เอนซ้ายเอนขวาบนผิวน้ำ หลายครั้งหวิดหัวทิ่มลง หลันเซียงรีบร้อนโอบเอวอีกฝ่าย ทำให้เขายืนอย่างมั่นคงได้
“นายท่าน!” บุรุษชุดดำเกาะอยู่ในอ้อมแขนของหลันเซียงอย่างอเนจอนาถ เรียกนางแ่เบา
หลันเซียงก้มศีรษะมองบุรุษในอ้อมแขนทีหนึ่ง มั่นใจว่าอีกฝ่ายปลอดภัยก็เงยหน้าขึ้น มองทะเลอันเวิ้งว้างผืนนี้รอบด้าน พร้ะเบ็งเสียงตวาด “ไม่ทราบว่าสหายผู้ฝึกตนท่านไหนมาเยือนถึงที่พำนักอันต่ำต้อยนี้ โปรดแสดงตนมาพบหน้าด้วย!”
