สามวันที่ผ่านมาท่านพ่อและพี่ชายก็ขึ้นเขาไปวางกับดักสัตว์และหาของป่าอย่างอื่นตามปกติ พอจะเอาไปขายที่ตำบลลู่ชิงก็จะขอตามไปด้วยทุกครั้ง ไปถึงตำบลก็ให้ท่านพ่อไปขายเนื้อสัตว์ที่วางกับดักมาได้ที่เหลาอาหาร ซึ่งเมื่อก่อนท่านพ่อมักจะนำมาขายเป็ประจำรวมสามวันได้เงินมาสามร้อยเก้าสิบอีแปะ
ส่วนตัวลู่ชิงเดินไปร้านเครื่องประดับเพื่อเอากำไลข้อมือหยกที่ไม่ใช่หยกเนื้อดีมากนักหนึ่งวง สร้อยคอเงินพร้อมจี้หยกลายหยดน้ำหนึ่งเส้นและต่างหูไข่มุกหนึ่งคู่ออกมาขาย เถ้าแก่ร้านให้ราคาชิ้นละสามพันตำลึงเงิน ถึงจะไม่สวยมากแต่ขายได้ราคานี้ถือว่าสูงมากแล้ว
รวมแล้วตอนนี้มีเงินอยู่ทั้งหมดเก้าพันสิบสามตำลึงกับอีกสามร้อยเก้าสิบอีแปะ คงต้องแบ่งเงินไปซ่อมหลังคาบ้านสักหน่อย รอให้ทำการค้าไปสักระยะหนึ่งค่อยสร้างบ้านใหม่ที่แข็งแรงกว่านี้ หรือจะซื้อบ้านอยู่ในตำบลก็คงจะดีกว่า เพราะไม่ต้องเสียเวลาเดินทางทุกคนจะได้มีเวลาพักผ่อนเพิ่มอีกสักหน่อย
ยามอู่วันนี้ลู่ชิงคิดว่าจะทำหมูทอด สามชั้นทอดและน่องไก่ทอด ให้กับทุกคนได้ลองชิมดูก่อนที่จะทำไปขาย ซึ่งลู่ชิงได้นำเนื้อทั้งสามอย่างออกมาจากมิติและเตรียมหมักก่อนนำไปทอด เริ่มจากทำการหมักเนื้อหมูกับสามชั้น โดยหั่นให้มีขนาดหนึ่งชุ่นใส่ชามขนาดกลางแยกกันไว้
จากนั้นก็ตามด้วยส่วนผสมในการหมักนำสามเกลอได้แก่พริกไทย กระเทียมและรากผักชีไปโขลกให้ละเอียด แบ่งใส่ทั้งสองชามและปรุงด้วยซอสถั่วเหลือง ผงปรุงรส น้ำตาลทรายและพริกไทยป่น หมักทิ้งไว้ประมาณสองเค่อ ขั้นตอนต่อมาก็นำแป้งทอดกรอบผสมกับน้ำเย็นเมื่อแป้งละลายแล้ว ก็นำเนื้อหมูที่หมักไว้มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน ก่อนจะนำลงไปทอดในกระทะโดยใช้ไฟร้อนกลาง ๆ ในการทอดจนเนื้อหมูมีสีเหลืองกรอบ ก็ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมันจัดใส่จานยกไปทานได้
ลำดับต่อมาก็หมักไก่ทอดต้องใช้มีดปลายแหลมด้ามเล็ก จิ้มให้ทั่วเพื่อให้น้ำหมักซึมเข้าไปในเนื้อไก่เครื่องปรุงในการหมักประกอบด้วย แป้งข้าวจ้าวและแป้งทอดกรอบอย่างละครึ่ง สามเกลอ เกลือ น้ำตาลทรายและพริกไทย ผสมในน้ำเปล่าให้พอข้นและนำไปคลุกเคล้ากับเนื้อไก่ให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ประมาณสองเค่อเช่นเดียวกับเนื้อหมู ตั้งกระทะให้ร้อนใช้ไฟกลางนำเนื้อไก่มาชุบแป้งทอด แล้วนำไก่ลงไปทอดทีละชิ้นทอดไว้สักครู่ค่อยกลับด้าน รอให้ไก่สุกทั่วทั้งชิ้นตักขึ้น
สะเด็ดน้ำมันเท่านี้ก็เรียบร้อย
ลู่ชิงกลัวว่ากินของทอดจะทำให้ฝืดคอ จึงทำต้มจืดเต้าหู้หมูสับใส่ผักกาดขาวอีกอย่าง เริ่มจากนำหมูสับหมักกับใส่ซีอิ้วขาว พริกไทยป่นและน้ำปลาเล็กน้อย คลุกเคล้าให้เข้ากันหมักทิ้งไว้ ต่อด้วยต้มน้ำเปล่าใส่กระเทียมสับ ซุปหมูก้อน พอน้ำเดือดก็ปั้นหมูสับเป็ก้อนพอดีคำลงไป ต้มพอสุกตามด้วยเกลือเล็กน้อยคอยช้อนฟองออกให้น้ำซุปมีความใส จากนั้นใส่ผักกาดขาว เต้าหู้ไข่และขึ้นฉ่าย รอไม่ถึงหนึ่งจิบชาก็ตักใส่ชามโรยด้วยพริกไทยป่นก็เป็อันเสร็จ
เมื่อเตรียมมื้อกลางวันเสร็จแล้ว ยังไม่ทันได้ยกออกไปด้านนอก คนแรกที่ตามกลิ่นหอมของอาหารมา ก็ยังคงเป็พี่รองคนดีคนเดิมที่ส่งเสียงมาก่อนตัวจะถึงห้องครัวเสียอีก
“น้องเล็กกกกก!! เ้าทำอาหารที่บอกพวกเราว่าจะเอาไปขายที่ตลาดในตำบลใช่หรือไม่ กลิ่นมันหอมลอยทะลุกำแพงบ้านจนบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ คงจะทรมานกระเพาะน่าดูเชียวล่ะ” ลู่เสียนกล่าวชมฝีมือการทำอาหารของน้องสาวตน
“พี่รองก็พูดเกินไปเ้าค่ะ รบกวนพี่รองช่วยไปตามท่านพ่อท่านแม่ แล้วก็พี่ใหญ่ให้ไปล้างมือกันก่อนค่อยมาทานมื้อกลางวันนะเ้าคะ เดี๋ยวข้าจะยกออกไปวางที่โต๊ะอาหารรอเ้าค่ะ” ลู่ชิงฉวยโอกาสใช้พี่ชายคนรองไปตามทุกคนมาทานมื้อกลางวัน
“พี่รองจะไปตามทุกคนเดี๋ยวนี้ เ้ายกคนเดียวไหวหรือไม่ให้พี่รองช่วยยกออกไปก่อนดีกว่านะ” เขาไม่อยากให้น้องสาวต้องยกอาหารหลายรอบ จึงช่วยนางยกอาหารออกไปบางส่วน โดยเฉพาะถ้วยต้มจืดที่ร้อนเอามาก ๆ หากโดนลวกเข้ามีหวังปวดแสบปวดร้อนไปหลายวันแน่
“ก็ได้เ้าค่ะพี่รองยกถาดหมูทอดกับต้มจืดออกไปให้ข้าก็แล้วกัน ประเดี๋ยวข้าจะยกชามข้าวตามออกไปทีหลัง ระวังชามต้มจืดลวกมือด้วยนะเ้าคะ”
“พี่รองจะยกอย่างระมัดระวัง น้องเล็กไม่ต้องห่วง”
เมื่อพี่รองออกไปแล้วลู่ชิงก็ยกอาหารที่เหลือตามหลังไป ทันได้ยินเสียงพี่รองเรียกทุกคนด้วยเสียงที่ดังไม่ใช่เล่นเลย
ไม่นานครอบครัวสวีก็มานั่งพร้อมหน้ากันที่โต๊ะอาหาร และรอให้ท่านพ่อหยิบตะเกียบขึ้นก่อนเป็คนแรก ถือว่าเป็มารยาทของคนยุคโบราณที่ต้องให้หัวหน้าครอบครัว เป็คนเริ่มคีบอาหารเสียก่อน คนอื่น ๆ ถึงจะเริ่มลงมือทานอาหารได้
“ท่านพ่อลองชิมดูเ้าค่ะ ว่ารสชาติแบบนี้พอจะขายได้หรือไม่” ลู่ชิงบอกกับลู่เวินให้ลองชิมเป็คนแรก
“ท่านพ่อชิมสิขอรับข้าเองก็อยากชิมจะแย่แล้ว” ลู่เสียนที่เห็นบิดาไม่หยิบตะเกียบเสียที จึงพูดกระตุ้นเพราะตนนั้นอยากจะชิมบ้างเช่นกัน
ลู่เวินเห็นอาการของบุตรชายคนรองแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าจึงไม่รอช้าอีก เขาคีบหมูทอดเข้าปากไปพอลิ้นได้ัักับรสชาติของเนื้อหมูทอดก็ถึงกับตะลึงตาค้างทันที คนอื่นที่เห็นอาการนี้ของหัวหน้าครอบครัวก็ทำตาม พวกเขาคีบอาหารเข้าปากอย่างรวดเร็วและอาการก็ไม่ต่างจากลู่เวินแม้แต่น้อย
“ชิงเอ๋อร์!! หมูทอดของเ้ารสชาติอร่อยมากกรอบนอกนุ่มใน แม่ไม่เคยเห็นการหมักเนื้อเช่นนี้มาก่อนเลย” ฟางซินแทบไม่อยากเชื่อว่าอาหารทอดฝีมือลู่ชิงจะอร่อยถึงเพียงนี้
“น้องเล็กอาหารจานเนื้อนี้อร่อยมากเลย ไหนจะต้มจืดนี่อีกซดแล้วคล่องคอยิ่งนัก ฝีมือการทำอาหารของเ้าน่าจะเหนือกว่าพ่อครัวที่อยู่ตามเหลาอาหารเสียอีกนะ” ลู่จื้อลองชิมตามบ้าง
“ใช่แล้วชิงเอ๋อร์ ฝีมือการทำอาหารของเ้า พ่อคิดว่าเก่งกาจกว่าพ่อครัวในเหลาอาหาร อย่างที่พี่ใหญ่ของเ้าพูด แม้แต่เหลาอาหารในเมืองหลวงก็ทำไม่ได้แบบเ้าแน่ ๆ” ลู่เวินมีโอกาสไปที่เหลาอาหารยามต้องไปเจรจาการค้าแต่ก็ไม่บ่อยมากนัก
“อี้อองอ้าอนอ้องอื๊ออนอำอ๋ายไอ้อันแอ้แอ้เอย (พี่รองว่าคนต้องซื้อจนทำขายไม่ทันแน่ ๆ เลย)” ลู่เสียนพูดทั้งที่ยังมีอาหารอยู่ในปาก ทำเอาฟางซินผู้เป็มารดาทนไม่ไหวต้องเอ่ยตักเตือนกันเล็กน้อย
“เสียนเอ๋อร์อย่าเสียมารยาท เ้าควรเคี้ยวอาหารให้เสร็จก่อนค่อยพูด อาหารเต็มปากเช่นนั้นใครจะฟังเ้ารู้เื่กัน หากยังมีครั้งหน้าแม่จะลงโทษเ้า” ฟางซินถลึงตาดุบุตรชายคนรองและได้คาดโทษเอาไว้
“อึก ขออภัยขอรับท่านแม่ข้าจะไม่ทำเช่นนี้อีก แต่อาหารที่น้องเล็กทำอร่อยทุกอย่างจริง ๆ นะขอรับ ข้าอยากจะไปเปิดแผงขายอาหารเสียเดี๋ยวนี้” ลู่เสียนทำหน้าดั่งคนกำลังฝันกลางวัน
“พ่อคิดว่าคนต้องชอบอาหารชนิดนี้แน่นอน ยิ่งเวลาทอดกลิ่นหอมของมันลอยไปไกล ย่อมเรียกลูกค้าให้ตามมาได้ไม่ยาก” ลู่เวินคิดว่าอาหารของบุตรสาวอร่อยแบบนี้ต้องขายดีมากแน่ ๆ
“ถ้าเช่นนั้นอีกสองวันพวกเราก็เริ่มทำขายกันดีไหมเ้าคะ พรุ่งนี้ท่านพ่อกับพี่ใหญ่ไปจองพื้นที่สำหรับขายของไว้ก่อน ส่วนท่านแม่พี่รองและข้าอยู่ช่วยกันเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมจะได้ไม่ฉุกละหุกเ้าค่ะ”
ทุกคนพยักหน้าพร้อมกันและตั้งหน้าตั้งตาทานข้าวมื้อนี้อย่างเอร็ดอร่อย แม้แต่ต้มจืดก็ไม่เหลือน้ำซุปให้เห็นสักหยด แบบนี้คนทำก็มีกำลังใจขึ้นเยอะทีเดียว ภารกิจแรกในการหาเงินได้เริ่มขึ้นแล้ว
วันถัดมาลู่เวินกับลู่จื้อเดินทางเข้าไปในตำบลหย่งฝู เพื่อจับจองพื้นที่สำหรับขายอาหารกับเ้าหน้าที่ศาลาว่าการประจำตำบล พวกเขาจองไว้เป็เวลาหนึ่งเดือน เพราะดูแล้วน่าจะประหยัดกว่าที่จะต้องจ่ายให้เ้าหน้าที่ทุกวัน
มีชาวบ้านบางคนเห็นลู่เวินมาจับจองที่ทางในตลาด ก็อยากรู้อยากเห็นเสียเหลือเกินก่อนจะทำเป็เดินผ่านไปใกล้ ๆ และพูดทักทายคล้ายบังเอิญว่าเพิ่งจะมองเห็นคน ซึ่งในความเป็จริงแค่อยากเผือกเื่ผู้อื่น จะได้มีเื่เอาไปนินทากับเหล่าสหายของตนเท่านั้น
“อ้าวลู่เวิน เ้ากับลูกชายมาทำอะไรกันที่นี่เล่า วันนี้ไม่ขึ้นเขาไปวางกับดักสัตว์กันแล้วหรือ”
“อ้อ ครอบครัวของข้าจะหยุดล่าสัตว์ นับั้แ่วันนี้เป็ต้นไปเพราะจะลองเปลี่ยนอาชีพทำอาหารมาขายที่นี่ จึงมาจับจองสถานที่ไว้ก่อนน่ะ”
“งั้นรึ พวกเ้าจะทำอาหารอะไรมาขายเล่า ว่าก็ว่าเถิดนะลู่เวินภรรยาของเ้าทำอาหารพอทานได้ ไม่ได้อร่อยอะไรมากมายจากที่เคยชิมตอนเ้าย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้าน ถ้าทำอาหารมาขายจะไม่เสียของหรอกรึ ข้าแค่หวังดีเท่านั้นไม่อยากให้พวกเ้าต้องขาดทุนกับการค้าแบบนี้ ลูกสาวเ้าก็เพิ่งจะหายป่วยเก็บเงินไว้รักษานางไม่ดีกว่าหรือ คิ คิ”
“ขอบคุณท่านป้าทั้งหลายที่หวังดี แต่ถ้าความหวังดีที่แฝงด้วยความสมเพช พวกท่านเก็บมันกลับไปด้วยเถิดอย่าพูดทิ้งขว้างไว้แถวนี้ ไม่มีใครอยากได้ความหวังดีเช่นนี้หรอกขอรับ” ลู่จื้อที่ไม่ชอบป้าข้างบ้านพวกนี้ตอบกลับไปอย่างเจ็บแสบ
“นี่!!! เป็เด็กแต่พูดกับผู้าุโเช่นนี้ได้อย่างไรใครสั่งใครสอนเ้ากัน ฮึ่ย ลู่เวินดูลูกชายของเ้านะการพูดจาเช่นนี้ไม่มีความนับถือผู้าุโต่อไปจะเจริญได้หรือ”
“นั่นมันก็เื่ของครอบครัวข้าเกี่ยวอะไรกับพวกท่านป้ากัน ยุ่งเื่คนอื่นไปทั่วจริง ๆ รีบกลับไปเตรียมอาหารให้สามีท่านป้าเถิด” ลู่จื้อเองก็ไม่เคยคิดจะยอมให้คนพวกนี้เช่นกัน ไม่สนิทชิดเชื้อฐานะตนเองก็มิได้ต่างจากพวกตน แต่มักนินทาคนในหมู่บ้านลับหลังเป็ประจำ
“จะ จะ เ้า กรี๊ดดดด ข้าจะคอยดูก็แล้วกัน ว่าการค้าของพวกเ้ามันจะขายดีสักแค่ไหนเชียว เชอะ!!”
“ขอบคุณที่อวยพรขอรับเชิญพวกท่านตามสบาย รอดูต่อไปเถิดว่าการค้าขายของครอบครัวข้าจะดีหรือแย่ อีกไม่กี่วันจากนี้หูของพวกท่านจะได้ยินแต่เื่กิจการของพวกเรา” ลู่จื้อไม่วายะโตามหลังพวกนางอย่างไม่ยอมลดละ
“เ้านี่ก็นะอาจื้อไปพูดจากวนอารมณ์พวกนางทำไม คนแก่อายุมากเช่นนั้นอารมณ์ยิ่งไม่คงที่ เดี๋ยวก็หาเื่พูดจากระทบกระเทียบตอนที่พวกเราสองคนกลับบ้านอีกแน่ ๆ” ลู่เวินบ่นกับบุตรชายคนโตที่ไม่ยอมคนสักเท่าใดนัก
“ช่างคนพวกนั้นเถิดขอรับคนแบบนี้ไม่น่ากลัวเลยท่านพ่อ ถึงเวลาคนอื่นเอาจริงขึ้นมาก็กลัวหัวหดทุกที พวกเราไม่ควรอยู่เฉย ๆ อีกนะขอรับ ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะยิ่งได้ใจพูดจาดูถูกไม่หยุดอีก” เพราะอดทนมามากจนเกินพอ ลู่จื้อจึงทนไม่ไหวในครั้งนี้
“ถ้าไม่รุนแรงหรือมีผลกระทบกับพวกเราก็ปล่อยไปก่อนเถิด ตอนนี้เตรียมพื้นที่ร้านให้เสร็จก่อนจะได้กลับไปช่วยแม่ของเ้ากับน้อง ๆ จัดของที่จะนำมาวันพรุ่งนี้กัน” ลู่เวินตัดบทเื่ของป้าข้างบ้านทั้งหลาย เพื่อทำงานตรงหน้าเสียก่อน
“ขอรับท่านพ่อ”
ลู่เวินเข้าใจบุตรชายดีว่ามีบางคนในหมู่บ้านไม่ชอบครอบครัวของตน หรืออาจจะไม่ชอบั้แ่มารดาของลู่เวิน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว ตัวลู่เวินก็อดทนมองข้ามคนเหล่านี้ไปหากไม่ทำให้ครอบครัวตนเดือดร้อน
ครั้งนี้ถ้าตนทำการค้าได้ดีคงจะหาเื่มาประชดประชันอีกแน่ ถ้ายังไม่หยุดคงต้องให้ท่านอาหลิ่วช่วยจัดการพวกนางบ้างจะได้สงบปากสงบคำลงเสียที เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยลู่เวินกับลู่จื้อเร่งฝีเท้าเดินกลับบ้านของตน
